การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาครูการผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  เพื่อส่งเสริมการอ่าน

                ของนักเรียนในโรงเรียนปทุมวิทยากร

ผู้วิจัย        มยุรฉัตร   ธรรมวิเศษ

ปีที่พิมพ์    2553

 

บทคัดย่อ 

             การพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  เพื่อส่งเสริมการอ่านของนักเรียนในโรงเรียนปทุมวิทยากร  อำเภอเมืองอุบลราชธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยมีกลุ่มผู้ร่วมวิจัยจำนวน 50  คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 100คนเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการได้แก่ แบบทดสอบ  แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์  แบบสอบถาม แบบประเมินและแบบบันทึก ผลการดำเนินการปรากฎดังนี้

              1. การออกแบบสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนำผู้ร่วมวิจัยที่สมัครใจเข้าร่วมการฝึกอบรม เรื่องการออกแบบสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่าน จำนวน 2 วัน ผลการดำเนินงาน พบว่าผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน ในด้านการวิเคราะห์เนื้อหา กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม กำหนดขอบข่ายของเนื้อหา กำหนดลำดับขั้นตอนของเนื้อหา เขียนบทสคริปต์หรือผังงาน และเตรียมสื่อรูปภาพ เสียง เนื้อหาได้เป็นอย่างดีโดยวิธีการฝึกอบรมในลักษณะของการให้ความรู้ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติ และมีการมอบหมายงานและให้คำแนะนำเพิ่มเติม ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถออกแบบสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่าน ร้อยละ 91.45 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก แสดงให้เห็นว่าการฝึกอบรมเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด

             2. การผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่าน กลุ่มผู้ร่วมวิจัยได้ศึกษาปัญหาจากการดำเนินการผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน ในวงรอบที่ 1 มีปัญหาบ้างเล็กน้อยเนื่องจากผู้ร่วมวิจัย 16 คน คือ มีความรู้ทางด้านทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยมากนัก หลังจากผ่านกระบวนการฝึกอบรมแล้ว พบว่า ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโปรแกรม Flip Album 6.0 Pro การติดตั้งและวิธีใช้งานโปรแกรม และสามารถผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตนเอง มีความรู้ความเข้าใจในการผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หลังการฝึกอบรม มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.36 อยู่ในระดับดีมาก แสดงให้เห็นถึงความประสบความสำเร็จในการฝึกอบรม อีกทั้งผู้ร่วมวิจัยยังมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.64 โดยเฉพาะบรรยากาศ และสถานที่ในการจัดฝึกอบรมที่มีความพึงพอใจมากที่สุด จากนั้นจึงมีการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้การนิเทศ ติดตาม ผลการดำเนินการพบว่า ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจ สามารถแก้ปัญหา และผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ถูกต้อง ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ร่วมวิจัยทุกคนยังได้นำความรู้และทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ไปใช้ในการปฏิบัติงาน การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่าน โดยใช้กลยุทธ์การฝึกอบรมปฏิบัติการ การมอบหมายงาน และการนิเทศติดตาม ในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพการนิเทศติดตามเป็นวิธีการที่ดีสุดในยุคปัจจุบัน 

              3. การนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่านไปใช้ เป็นการพัฒนาสื่อให้มีประสิทธิภาพโดยนำสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านไปให้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญประเมิน พบว่า สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านโดยรวมมีประสิทธิภาพค่าเฉลี่ย 1.83 อยู่ที่ระดับปานกลาง ส่วนมากยังต้องปรับปรุงในส่วนของมัลติมีเดียภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว รูปภาพประกอบ เสียงเพลง เสียงบรรยาย และการออกแบบหน้าจอที่เร้าความสนใจ จึงได้มีการพัฒนาในวงรอบที่ 2 เพื่อให้สื่อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยใช้กลยุทธ์การนิเทศ ติดตาม เพื่อให้ผู้ร่วมวิจัยได้ปรับปรุงและพัฒนาสื่อ และนำสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการอ่านที่พัฒนาและปรับปรุงแล้วไปให้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประเมินสื่อ มีค่าเฉลี่ย 4.66 อยู่ในระดับดีมาก และนำไปให้นักเรียนทดลองใช้สื่อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เพื่อส่งเสริมการอ่านของนักเรียน อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.70โดยเฉพาะความสุขที่ได้รับจากการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านที่มีความพึงพอใจมากที่สุด