ในความเข้าใจของผม ไม่มีเหตุผลหรือความรู้ใดที่มีค่ายิ่งกว่า ความเข้าใจซึ้งในข้อจำกัดของมนุษย์ ความเข้าใจข้อจำกัดของตนเองนี่เอง ที่จะช่วยขยายศักยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด


          ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าความจริงในชีวิตของเรานั้น สรรพสิ่งไม่ได้มี ๓ มิติ แต่มี ๔ มิติ   เมื่ออ่านบทความเรื่อง Filmimg the Invisible in 4-D ในนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือน ส.ค. ๕๓

          มิติที่ ๔ คือเวลาครับ

          บทความนี้กระตุ้นให้ผมตระหนักว่าสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัสด้วยประสาทรับรู้อื่นนั้น เป็นมายาทั้งสิ้น   เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “ความจริง”   ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด   เพราะตัวเราไม่มีความสามารถในการรับรู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริงทั้งหมดได้

          แต่มนุษย์เราไม่ย่อท้อ รับรู้ด้วยตัวเองไมได้ก็หาทางรับรู้ผ่าน “เครื่อง” (machine)   ซึ่งในกรณีนี้คือ Four – Dimensional Electron Microscope ที่ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ห่างกัน 1 femtosecond หรือ ๑ ในสิบยกกำลังสิบห้าวินาที   หรือหนึ่งในหนึ่งพันล้านล้านวินาที

          มองในมุมหนึ่ง เครื่อง Four – Dimensional Electron Microscope มันช่วยทำให้เวลามันเดินช้าลง   หรือมันช่วยเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในอัตราความเร็วสูงมาก และในขนาดที่เล็กมาก จนเรารับรู้ไม่ได้   เอามาหดเวลาลง แต่ขยายภาพขึ้น ให้เรารับรู้ได้

          เราจึงรับรู้ปฏิกิริยาเคมี ที่อะตอมชนิดหนึ่ง เข้าไปต่อและจัดเรียงตัวกับอะตอมอื่น เกิดเป็นโมเลกุล  และการจัดเรียงตัวของโมเลกุล เกิดเป็นโครงสร้างต่างๆ

          เป็นการใช้การถ่ายภาพอธิบายเหตุผลทางเคมี ทางโครงสร้างและธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มากมาย 

          วิทยาศาสตร์จึงช่วยสร้างมนุษย์ที่มีเหตุผล

          ในความเข้าใจของผม ไม่มีเหตุผลหรือความรู้ใดที่มีค่ายิ่งกว่า ความเข้าใจซึ้งในข้อจำกัดของมนุษย์   ความเข้าใจข้อจำกัดของตนเองนี่เอง ที่จะช่วยขยายศักยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

 

วิจารณ์ พานิช
๓๐ ส.ค. ๕๓