มนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความแตกต่างและความขัดแย้งทั้งทางความคิดและการกระทำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมโดยทั่วไป สิ่งที่คอยเจือจางระดับความเข้มข้นของความแตกต่างและขัดแย้งดังกล่าว ก็คือ กฎ กติกา ทางสังคม ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำมาเป็นกรอบควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ให้ไปละเมิด และ/หรือ ถูกผู้อื่นละเมิด แต่ในบางครั้งและในบางเรื่องกรอบของกฎ กติกา ทางสังคมดังกล่าวก็ไม่อาจควบคุมเกมส์ของพฤติกรรมจากมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์บานปลายออกไปเกิดการปะทะของหลาย ๆ ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ยึดติดถือมั่นในความคิดของตัวเองเป็นสำคัญ ทำให้การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่สื่อภาษาทางดอกไม้ระหว่างกันมีทิศทางเป็นคู่ขนานไม่สามารถที่จะเชื่อมติดกันได้ ซึ่งมุมมองของการนำเสนอทางออกเพื่อลดทอนความเข้มข้นของระดับดีกรีในการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่างกันนั้น โดยสรุปส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “ต้องพบกันครึ่งทางหรือต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวาทกรรมยอดฮิตเมื่อเกิดการเผชิญหน้ากันทางความคิดที่แตกต่างยืนอยู่คนละขั้วชัดเจน โดยกระบวนการของการพบกันครึ่งทางก็ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอของแต่ละบุคคลว่าจะให้แต่ละฝ่ายปลดชนวนความขัดแย้งหรือถอยคนละก้าวที่ประเด็นใด ทัศนะคติของมายาภาพที่ให้แต่ละฝ่ายพบกันครึ่งทางเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ผลจริงหรือไม่นั้นก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนที่จะให้น้ำหนักและปลดชนวนของปมขัดแย้งที่ประเด็นใดเป็นสำคัญ
หากการพบกันครึ่งทาง สามารถหาค่าเฉลี่ยทางความคิด ออกมาได้เป็นตรรกะทางคณิตศาสตร์ได้ก็คงจะดีและทุกคนโดยส่วนใหญ่ก็คงจะได้ข้อสรุปที่ตรงกัน แต่การพบกันครึ่งทางของตรรกะทางความคิดมันเป็นคนละเรื่องกัน การที่จะหาค่าเฉลี่ยทางความคิดของแต่ละฝ่ายเพื่อนำมาประเมินและหาจุดกึ่งกลางทางความคิดเป็นไปได้ยาก เพราะความเห็นที่แตกต่างกันมันมีมูลเหตุมาจากหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจาก องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล (ก็จะมีประเด็นปัญหาอีกว่าจริง – เท็จ หรือเชิงลึกเพียงใด) ความสนใจในประเด็นของต้นเหตุของความขัดแย้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของต้นทุนทางความคิดที่นำเข้าไปสู่กระบวนการของการผลิตโดยปัญญาแล้วได้ผลผลิตออกมาทางความคิดและการกระทำของแต่ละบุคคล จนนำไปสู่การยึดติดถือมั่นทางความคิดและเกิดเป็นความเชื่อและความศรัทธาตามมา แล้วจะให้หาค่าเฉลี่ยจุดกึ่งกลางของการพบกันครึ่งทางได้อย่างไร ในเมื่อ ต้นทุนในการผลิตขององค์ประกอบ (องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล คนสนใจติดตามในประเด็นความขัดแย้ง เป็นต้น) ทางความคิดของแต่ละคนและแต่ละฝ่ายมีไม่เท่ากันและบางครั้งก็บิดเบือนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพื้นฐานของมนุษย์โดยส่วนใหญ่ทุกคนมีต้นทุนของการรักตัวเองและมีความกลัว (จะเสียสิทธิ์และถูกละเมิดสิทธิ์) อยู่เป็นอย่างมาก โดยถูกกำกับขับเคลื่อนผ่านช่องทางของ “ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” เป็นที่ตั้ง
การพบกันครึ่งทางเพื่อนำไปสู่ทางออกของปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริงเป็นที่ตั้ง โดยผ่านกระบวนการทำงานทางด้านคุณภาพของความคิดและปัญญา ซึ่งก็เป็นผลมาจากระดับคุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้จากหลาย ๆ มิติที่สามารถแยกแยะ ถูก – ผิด หรือ ดี – เลว ตามตรรกะของความสมเหตุสมผลได้อย่างแท้จริง แล้วในความเป็นจริงปัจจุบันสังคมไทยก้าวข้ามพ้นผ่านไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง?