พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม 

พระมหาสมบูรณ์  วุฑฺฒิกโร,ดร.

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย

 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

๓.๓ การตีความศีลห้าแบบใหม่

                      ๓.๓.๑ การตีความศีลข้อปาณาติบาต :

     พระติช  นัท ฮันห์  ได้เสนอหลักการสมาทานศีลข้อที่ ๑ ว่า    “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์ทรมานอันเกิดจากการทำลายชีวิต ฉันขอตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะบ่มเพาะความกรุณา และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้องชีวิตของผู้คน สรรพสัตว์ พืช และแร่ธาตุ  ฉันตั้งจิตมั่นที่จะไม่ทำลายชีวิต ไม่ยอมให้ผู้อื่นทำลายชีวิต และจะไม่มองข้ามการทำลายชีวิตโลกนี้ ในมโนสำนึกและวิถีชีวิตของฉัน”[1]  จะเห็นว่า ขอบเขตของศีลข้อนี้ให้ครอบคลุมมิติทั้ง ๔ ด้าน (๑) จิตใจที่ตระหนักรู้ถึงความทุกข์ของสัตว์ที่จะได้รับจากการถูกฆ่าหรือถูกเบียดเบียน  (๒) การงดเว้นไม่เบียดสัตว์  (๓) การปกป้องสัตว์ไม่ให้ได้รับการเบียดเบียน  และ (๔) การขัดขวางมิให้ผู้อื่นฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์  นอกจากนั้น ความเมตตากรุณาถือว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้รักษาศีลได้อย่างยั้งยืน  ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า

       สุลักษณ์  ศิวรักษ์ มองว่า ศีลข้อนี้นอกจากจะหมายถึงการไม่ฆ่าสัตว์แล้ว  ยังขยายความไปถึงความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงหรือขบวนการที่สนับสนุนความรุนแรงในสังคม เช่น การผลิตอาวุธสงคราม และอาวุธทุกอย่างที่นำไปสู่การคุกคามสิ่งมีชีวิต[2]  วีระ สมบูรณ์ มองว่า ปัจจุบันการฆ่าไม่ใช่เพียงแค่การลงมือฆ่าด้วยตนเอง   แต่ยังโยงไปถึงระบบอำนาจที่สนับสนุนการฆ่าของรัฐ โครงสร้างทางอำนาจที่ก่อให้เกิดการฆ่า โดยเฉพาะการทำสงคราม ถือว่าเป็นรูปแบบการฆ่าที่เป็นระบบ มีการจัดการ เป็นการฆ่าที่เป็นกระบวนอย่างใหญ่โตและคนส่วนมากก็มองว่าเป็นความธรรมชอบที่จะทำสงคราม[3]    ดังนั้น ถ้าเรายึดความหมายเพียงแค่การฆ่าสัตว์แบบตรงๆ  จะไม่สามารถอธิบายหรือให้คำตอบแก่ระบบสังคมที่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน  เช่น การค้าอาวุธ  การใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม  การกดขี่ข่มเหงของนายจ้าง เป็นต้น  นอกจากนั้น การบริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าที่เกิดจากการเบียดสัตว์หรือเพื่อนมนุษย์  ก็เป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรจะตระหนักรู้  สินค้าที่ผลิตมาจาการกดขี่ข่มเหง การใช้แรงงานไม่เป็นธรรม ก็ถือว่าอยู่ในขอบข่ายของศีลข้อที่ ๑ เช่นเดียวกัน[4]

      การฆ่าในความหมายของศีลข้อที่ ๑ จะต้องครอบคลุมทั้งการฆ่าแบบตรงและฆ่าแบบแอบแฝง ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรมแบบใช้สารเคมี การปล่อยสารพิษสู่อากาศ การทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ถือว่าเป็นการฆ่าแบบแอบแฝง รวมถึงการค้าอาวุธ ก็เป็นการฆ่าทางอ้อมเช่นเดียวกัน  ดังนั้น เราต้องตระหนักรู้ถึงโครงสร้างสังคมที่ก่อให้เกิดการฆ่า เช่น การทำสงคราม  ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ปล่อยให้เกิดการฆ่า  ก็หมายความว่า ชาวพุทธเห็นด้วยกับการฆ่า  ดังนั้น ศีลข้อนี้ หากไม่มีการมอง หรือขยายความหมายออกไปให้กว้าง ชาวพุทธก็ไม่เข้าใจทุกข์ของสังคม นอกจากเราจะไม่ฆ่าแล้ว ยังรวมไปถึงการไม่อนุญาตให้เกิดฆ่า ดังการประท้วงสงครามก็เป็นการพยายามที่ขัดขวางการฆ่าโดยสันติวิธี[5]

      กล่าวโดยสรุป  กลุ่มเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมนานาชาติได้ตีความศีลข้อว่าด้วยการฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต) ให้ครอบคลุมปัญหาทางจริยธรรมในสังคมสมัยใหม่ ดังนี้ 

    ๑) ปาณาติบาตในรูปของการฆ่าโดยตรง : หมายถึง การลงมือฆ่าสัตว์อื่นหรือบุคคลอื่นแบบตรงไปตรงมา  ซึ่งปาณาติบาตในความหมายนี้  กลุ่มเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมฯ มองว่า เป็นความหมายของศีลข้อที่ ๑ แบบเดิมหรือแบบที่ยึดถือตามจารีตประเพณีในสังคมไทย  ซึ่งเป็นความหมายที่แคบและไม่สามารถอธิบายสภาพปัญหาของสังคมปัจจุบันได้ทั้งหมด

    ๒) ปาณาติบาตในเชิงโครงสร้างที่ส่งเสริมความรุนแรง : หมายถึง โครงสร้างทางการเมือง  เศรษฐกิจ ระบบราชการ วัฒนธรรม เป็นต้น ที่ขาดความยุติธรรมและส่งเสริมการใช้ความรุนแรงในสังคม เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขันแบบแพ้คัดออก  หรือผู้ที่แข็งแรงที่สุดถึงจะอยู่รอด  เป็นต้น  ล้วนเป็นเหตุนำมาซึ่งความรุนแรงและผิดศีลข้อที่ ๑ ได้ทั้งสิ้น

      ๓) ปาณาติบาตในรูปของสินค้าที่ส่งเสริมความรุนแรง : หมายถึง การผลิตสินค้าหรือขายสินค้าที่ส่งเสริมความรุนแรง เช่น การผลิตอาวุธสงคราม  การผลิตสารเคมีที่เป็นพิษ  การผลิตยาฆ่าแมลง  การผลิตเสื้อผ้าจากหนังหรือขนสัตว์ เป็นต้น  ในความหมายนี้  ผู้ผลิตหรือผู้ขายอาจจะไม่ได้ฆ่าสัตว์โดยตรง  แต่การผลิตหรือการขายสินค้าที่นำไปสู่ความรุนแรงนี้  ก็ถือว่าอยู่ในข่ายของการละเมินศีลข้อที่ ๑ เช่นเดียวกัน

      ๔) ปาณาติบาตในรูปของการลบริโภคสินค้าที่ส่งเสริมความรุนแรง : หมายถึง ผู้เสพหรือผู้ใช้สินค้าที่ส่งเสริมความรุนแรง เช่น การซื้ออาวุธส่งคราม  การใช้ยาฆ่าแมลง  การใช้เครื่องนุ่งห่มที่ผลิตจากหนังหรือขนสัตว์  หรือการบริโภคสินค้าที่เกิดจากเอาเปรียบแรงงานเด็ก ผู้หญิง หรือคนยากจน   ล้วนเป็นรูปแบบของการส่งเสริมการใช้ความรุนแรงทั้งสิ้น   

      ๕) ปาณาติบาตในรูปของการใช้แรงงาน : หมายถึง การใช้แรงงานเด็กหรือผู้หญิงแบบกดขี่ทารุณและเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม  ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงที่อยู่ในข่ายของศีลข้อที่ ๑

     ๖) ปาณาติบาตในรูปของการสนับสนุนความรุนแรง :  หมายถึง การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลหรือของประเทศมหาอำนาจที่ชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น การทำสงครามเป็นต้น การสนับสนุนนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมให้รัฐหรือผู้มีอำนาจมีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น จึงถือว่าอยู่ในข่ายของการผิดศีลข้อที่ ๑

      ๗) ปาณาติบาตในรูปของโรงงานอุตสาหกรรม : หมายถึง โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยของเสียหรือสารพิษที่เป็นอันตรายคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เช่น ทำให้น้ำเสีย ทำให้อากาศเป็นพิษ  เป็นต้น  ถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการผิดศีลข้อที่ ๑ เช่นเดียวกัน

       ๓.๓.๒ การตีความศีลข้ออทินนาทาน :

       พระติช นัท ฮันห์  ได้เสนอหลักการสมาทานศีลข้อที่ ๒ ว่า “ด้วยการตระหนักถึงความทุกข์ทรมานอันเกิดจากการขูดรีด การลักขโมย และการกดขี่ ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะบ่มเพาะความรักความเมตตา และเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ผู้คน สรรพสัตว์ พืช และแร่ธาตุ  ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยการแบ่งเวลา พลังงาน และวัตถุให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ ฉันตั้งจิตมั่นที่จะไม่ลักขโมยและไม่ครอบครองสิ่งที่ควรเป็นของผู้อื่น ฉันจะเคารพในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น และจะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหาประโยชน์จากความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ หรือความทุกข์ทรมานของสรรพสิ่งต่าง ๆในโลกนี้”[6]  จะเห็นว่า ขอบเขตของศีลข้อที่ ๒ ตามทัศนะของพระติช นัท ฮันห์ ครอบคลุมถึงมิติถึง ๔ ด้าน  (๑) ด้านจิตสำนึกที่ตระหนักถึงความทุกข์ทรมานของสัตว์ที่จะได้รับจากการถูกลักขโมย (๒) ด้านการแบ่งปันเวลา พลังงาน และสิ่งของให้แก่ผู้จำเป็นต้องใช้  (๓) ด้านการงดเว้นจากการขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น (๔) ด้านการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหาผลประโยชน์จากความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์

       สุลักษณ์  ศิวรักษ์ ตีความโดยโยงไปถึงอทินนาทานด้านความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจและการกอบโกยทรัพยากรของประเทศว่า  ศีลข้อ ๓ นอกจากไม่ลักทรัพย์แล้ว  จะต้องขยายความไปถึงการมีสัมมาอาชีวะ  และความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ   การทำธุรกิจที่เอาเปรียบประชาชน  การกอบโกยทรัพยากรของประเทศ หรือการไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายและความรุนแรงที่มีสาเหตุมาจากการทำธุรกิจของตน ก็ถือว่าเป็นการลักทรัพย์เหมือนกัน[7] 

       วีระ สมบูรณ์  เสนอการตีความโดยโยงไปการละเมิดทรัพย์แบบใหม่ในสังคมปัจจุบัน  เขามองว่า  ปัจจุบันรูปแบบของทรัพย์สินเปลี่ยนแปลงไป ทรัพย์สินไม่ใช่สิ่งที่สามารถที่จับต้องได้ทันที การขโมยทรัพย์สินก็เปลี่ยนแปลงไป ดังที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใส่ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา โดยที่เราไม่ได้รับอนุญาต ก็ถือว่าได้เราได้ละเมิดทรัพย์ของผู้อื่น  หรือการขโมยข่าวสารข้อมูลของนักล้วงข้อมูลที่เรียกว่า  “แฮคเกอร์” (Hacker) หรือการก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล  ก็เป็นการขโมยอีกชนิดหนึ่งในสังคมสมัยใหม่ การปั่นราคาหุ้นหรือการแสวงหากำไรจากการปั่นราคาหุ้น ก็เป็นการแสวงหาผลประโยชน์บนข้อมูลที่ได้เปรียบคนอื่น   ความจริงแล้ว การเล่นหุ้นก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไร แต่ที่ก่อความเสียหายเกิดจากการปกปิดข้อมูลและการได้เปรียบในเชิงข้อมูลแล้วแสวงหาผลประโยชน์จากความได้เปรียบนั้น[8]  

       ยงยุทธ บูรณเจริญกิจ  ตีความโดยโยงอทินนาทานไปถึงเรื่องตลาดหุ้น  และการปล่อยเงินกู้ของธนาคารว่า  มิติของศีลข้อนี้ควรขยายออกไปสู่สังคมให้ครอบคลุมถึงการเก็งกำไรจากตลาดหุ้น  การปั่นหุ้น   การโยกย้ายทรัพยากรหรือหาเงินโดยที่ไม่ได้ลงแรง แต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนเป็นจำนวนมาก  แม้การฝากเงินกับธนาคาร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา เพราะธนาคารได้นำเงินที่ผู้คนไปฝากแล้วไปให้บริษัทค้าอาวุธกู้ เพื่อไปทำการผลิตอาวุธ การที่นำเงินไปขูดรีดประชาชน ให้ประชาชนกู้ยืมอย่างไม่เป็นธรรม การแสวงหาผลกำไรจากดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม  ก็ถือว่าอยู่ในภายในขอบเขตของศีลข้อนี้ด้วย[9]

        กล่าวโดยสรุป  กลุ่มเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมนานาชาติได้ตีความศีลข้อที่ว่าด้วยการลักทรัพย์ (อทินนาทาน) ให้ครอบคลุมปัญหาทางจริยธรรมของสังคมสมัยใหม่ ดังนี้

        ๑) อทินนาทานรูปของการขโมยโดยตรง : ได้แก่ การขโมยหรือการละเมิดทรัพย์ของคนอื่นโดยตรง  เฉพาะทรัพย์สินประเภทที่จับต้องได้  หรือเคลื่อนย้ายได้  นี้ความหมายของศีลข้ออทินนาทานแบบเดิม   ซึ่งเหมาะสำหรับอธิบายปัญหาจริยธรรมในสังคมที่ไม่ซับซ้อนอย่างสังคมเกษตรกรรม เป็นต้น

        ๒) อทินนาทานในรูปของทรัพย์สินทางปัญหา : ได้แก่ อทินนาทานอันเกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาของคนอื่น สมัยปัจจุบันถือว่าเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีในสมัยโบราณ  เช่น การคัดลอกทรัพย์สินที่บรรจุในแผ่นซีดี-รอม  ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ดนตรี เพลง  หนัง  หรือข้อมูลทางวิชาการอื่น ๆ เช่น  ความรู้  ภูมิปัญญา หรือการค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ 

        ๓) อทินนาทานในรูปของการเล่นหุ้น : ได้แก่ อทินนาทานอันเกิดจากการเล่นหุ้นแบบเอาเปรียบคนอื่น  เช่น การปั่นราคาหุ้น  การปล่อยข่าวลือเพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นหรือตก  รวมทั้งการโจมตีค่าเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรจากการค้าเงิน  พฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นการลักทรัพย์และผิดศีลข้อที่ ๓ ด้วย 

       ๔) อทินนาทานในรูปของการล้วงข้อมูล : ได้แก่ อทินนาทานอันเกิดจากการขโมยหรือการล้วงข้อมูลลับของคนอื่นทางอินเทอร์เนท เช่น พวกแฮคเกอร์(Hacker) ที่เจาะเข้าไปในเวบไซต์ต่าง ๆ เพื่อล้วงข้อมูลลับของคนอื่น 

      ๕) อทินนาทานในรูปของความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจ : ได้แก่ อทินนาทานอันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่กระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างยุติธรรม เช่น การเอื้อประโยชน์แก่คนรวยจำนวนน้อย  หรือการพัฒนาที่ดึงทรัพยากรท้องถิ่นเข้าส่วนกลางโดยที่คนในท้องได้ไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรนั้น กรณีนี้ถือว่าเป็นการละเมิดทรัพย์ของประชาชนส่วนรวม  หรือแม้แต่การทำธุรกิจที่เอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน  ก็ถือว่าเป็นการละเมิดผลประโยชน์ที่พวกเขาควรจะได้เช่นเดียวกัน

      ๖) อทินนาทานในรูปของการครอบครองทรัพยากรของประเทศ : ได้แก่ อทินนาทานอ้นเกิดจากครอบครองทรัพยากรส่วนร่วมของประเทศ เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ  หรือผู้มีอิทธิพลเข้าบุกรุกพื้นที่สาธารณะ  ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้  แม่น้ำลำธาร  ภูเขา ทะเล  แล้วกอบโดยผลประโยชน์จากพื้นที่นั้นแต่ผู้เดียว  กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นการลักทรัพย์ของสาธารณชนและถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้อที่ ๓ ด้วย

     ๗) อทินนาทานในรูปของการปล่อยเงินกู้ : ได้แก่ อทินนาทานอันเกิดจากการที่ธนาคารปล่อยเงินกู้แล้วเก็บดอกเบี้ยสูงอย่างไม่ยุติธรรม  รวมทั้งการนำเงินฝากของประชาชนไปปล่อยกู้แก่ธุรกิจที่ผิดศีลธรรม เช่น ปล่อยกู้ให้แก่บริษัทค้าอาวุธสงคราม  บริษัทผลผลิตสิ่งเสพติดเป็นต้น ถือว่าจัดอยู่ในข่ายของการผิดศีลข้อที่ ๒ เช่นเดียวกัน  

      ๓.๓.๓ การตีความศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร : 

     พระติช  นัท  ฮันห์  ได้เสนอหลักการสมาทานศีลข้อที่ ๓ ว่า “ด้วยการตระหนักรู้ถึงความทุกข์ทรมานอันเกิดจากการประพฤติผิดในกาม  ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะมีความรับผิดชอบและเรียนรู้วิธีที่จะคุ้มครองป้องกันความปลอดภัยและเกียรติยศของปัจเจกบุคคลคู่สมรส ครอบครัว และสังคม ฉันตั้งใจที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากความรักและพันธสัญญาที่ยาวนาน เพื่อที่จะปกปักรักษาความสุขของตนเองและผู้อื่น ฉันตั้งจิตมั่นที่จะเคารพในพันธสัญญาของฉันและผู้อื่น จะทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถในอันที่จะป้องกันเด็ก ๆ จากการถูกทารุณกรรมทางเพศ และป้องกันไม่ให้คู่สมรสและครอบครัวแตกแยกเนื่องจากการประพฤติผิดทางเพศ”[10]  จะเห็นว่า หลักการสมาทานนี้  ได้แบ่งมิติของศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารเป็น ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านความตระหนักรู้ถึงความทุกข์ทรมานอันเกิดจากการประพฤติผิดในกาม (๒) ด้านการตั้งปฏิญาณที่จะรับผิดชอบและปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยและเกียรติยศของปัจเจกบุคคล  คู่สมรส  ครอบครัว  และสังคม  (๓) ด้านความเคารพในพันธสัญญาของตนเองและคนอื่น  (๔) ด้านการป้องกันเด็กๆ จากการถูกทารุณกรรมทางเพศ  (๕) ด้านการป้องกันคู่สมรสไม่ให้แตกแยกจากการประพฤติผิดทางเพศ  

       สุลักษณ์  ศิวรักษ์  มองว่า ศีลข้อ ๓  นอกจากไม่ประพฤติผิดในกามแล้ว  จะต้องขยายความไปถึงการคุกคามทางเพศ การกีดกั้นสิทธิสตรี การยกย่องเพศชายให้เหนือกว่าเพศหญิงอย่างงมงายจนถึงกับฆ่าทารกหญิงที่อยู่ในครรภ์  การค้าประเวณีที่นำผู้หญิงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจนมาขายตัว ก็ถือว่าเป็นการประพฤติผิดในกามด้วยเหมือนกัน[11]  ส่วนวีระ สมบูรณ์  ตีความว่า  ปัญหาที่สำคัญของศีลข้อนี้ในสังคมปัจจุบัน  คือปัญหาโสเภณี โดยเฉพาะปัญหาโสเภณีเด็กที่มีการทำเป็นขบวนการใหญ่โต การไปเที่ยวโสเภณีก็เป็นการส่งเสริมให้การค้ามนุษย์ดำเนินต่อไป  การละเมิดศีลข้อนี้นำไปสู่การทำลายสังคม  การทำลายครอบครัว  แม้แต่การมี “กิ๊ก” ก็เป็นประเด็นทางสังคมที่นำไปสู่การผิดข้อ ๔ ด้วย เพราะมันมีการโกหกและพูดปด

      ยงยุทธ  บูรณเจริญกิจ มองว่า  การดูภาพลามกอนาจารที่ยั่วยุกามารมณ์น่าจะอยู่ในข่ายผิดศีลข้อ ๓ นี้ด้วย  เพราะการดูภาพลามกอนาจาร  ถ้ามองให้ลึกอย่างเป็นองค์รวมขึ้นไป เราจะพบว่า มันเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น  เป็นการส่งเสริมค้าประเวณีไปในตัวด้วย  นอกจากนั้น หากการดูภาพเหล่านี้ยังเป็นการส่งเสริมการล่อลวงผู้หญิงและเด็กมาถ่ายภาพด้วย  และการดูภาพเหล่านี้ยังเป็นสนับสนุนให้กิจกรรมการละเมิดชีวิตผู้อื่นมันดำเนินต่อไปได้  เพราะไม่ใช่แค่เราดูภาพคนเดียวแล้วปัญหามันจบ การไปซื้อหนังสือโป๊หรือว่าสินค้าเหล่านี้ ก็ถือว่าส่งเสริมให้มีการผลิตต่อไป ซึ่งในฐานะชาวพุทธเราควรจะมองให้ลึกซึ้งถึงความเกี่ยวพันเชื่อมโยงของปัญหาทั้งหมด ซึ่งถ้าเราไม่ไปสนับสนุนสินค้าเหล่านี้  พวกนี้ก็อยู่ไม่ได้[12]  

       ลภาพรรณ ศุภมันตา มองว่า  ศีลข้อ ๓ นอกจากจะหมายถึงการไม่ล่วงละเมิดภรรยาลูกคนอื่นแล้ว  ยังหมายถึงการค้าประเวณี  การซื้อบาริการโสเภณี  แหล่งบันเทิงเริงรมย์ สื่อมวลชนที่ทำให้คนหลงมัวเมาในกาม   สอดคล้องกับทัศนะของโจเซฟ  จอห์นเซน ที่ว่า ศีลข้อ ๓ ควรครอบคลุมถึงปัญหาโสเภณี แม้บางประเทศจะอนุญาตให้เป็นอาชีพที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นอาชีพที่สร้างความทุกข์ความเจ็บปวดแก่ผู้หญิง  นอกจากนั้น การดูภาพลามกอนาจรที่สื่อไปในทางเพศ  ก็ถือว่าละเมิดศีลข้อนี้ด้วย  เพราะภาพเหล่านี้จะทำให้คนขาดสติและสมาธิยับยั้งตน  ทำให้ขาดปัญญาไตร่ตรองพิจารณา และจะนำไปสู่การประกอบอาชญากรรมต่อไป[13] 

     โดยสรุปแล้ว การตีความศีลข้อว่าด้วยการประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจาร) กลุ่มเครือข่ายพุทธศาสนิกเพื่อสังคมนานาชาติครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

     ๑) กาเมสุมิจฉาจารโดยตรง : ได้แก่ การไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว กล่าวคือ ภรรยาและสามีคนอื่น  หรือเด็กชายหญิงที่ยังอยู่ในปกครองของคนอื่น  นี้คือการตีความศีลข้อ ๓ ตามที่ยึดถือกันมาตามจารีตประเพณี

     ๒) กาเมสุมิจฉาจารในรูปของการค้าประเวณี : ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจารอันเกี่ยวกับการทำธุรกิจให้บริการทางเพศทั้งโสเภณีผู้ให้บริการ  ผู้ซื้อบริการ เจ้าของธุรกิจบริการทางเพศ  การล่อลวงเด็กและผู้หญิงมาขายบริการทางเพศ เป็นต้น  ล้วนอยู่ในขบวนการของการละเมิดศีลข้อนี้ทั้งสิ้น

     ๓) กาเมสุมิจฉาจารในรูปของการกดขี่ทางเพศ : ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจารอันเกี่ยวกับการกีดกั้นทางเพศ  การกดขี่สตรี  การละเมิดสิทธิสตรี  ค่านิยมที่ยกย่องผู้ขายเป็นใหญ่ เป็นต้น

     ๔) กกาเมสุมิจฉาจารในรูปของารผลิต/การเสพสื่อลามกอนาจาร : ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจารอันเกี่ยวกับสื่อที่เผยแพร่ภาพลามกอนาจาร เช่น หนังสือโป๊  หนังโป๊  ภาพโป๊ทางอินเทอร์เนท  ภาพโป๊ทางหน้าหนังสือพิมพ์  เป็นต้น  และการเสพสื่อลามกอนาจาร  ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้เสพ  ล้วนอยู่ในข่ายของการผิดศีลข้อ ๓ ทั้งสิ้น  เพราะเป็นการยั่วยุให้เกิดกามารมณ์อันอาจจะนำไปสู่การละเมิดทางเพศได้

     ๕) กาเมสุมิจฉาจารในรูปของการเปิดสถานบันเทิงเริงรมย์ : ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจารอันเกี่ยวกับสถานบันเทิงที่ยั่วยวนกามารมณ์ เช่น บาร์ คลับ  อาบ อบ นวด เป็นต้น สถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งยั่วยุทางกามารมณ์อันจะเห็นสาเหตุของการล่วงละเมิดทางเพศ

     ๖) กาเมสุมิจฉาจารในรูปของการมีเพศสัมพันธ์ด้วยความละโมบ : ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจารอันเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เพื่อบำรุงบำเรอตนด้วยความโลภในกาม มีเพศสัมพันธ์แบบไม่รับผิดชอบและไม่มีพันธะต่อกัน โดยเอาเรื่องเพศเป็นเป้าหมายและลดคุณค่าของมนุษย์ให้เหลือเป็นเพียงวัตถุ  ถือว่าอยู่ในข่ายของการละเมิดศีลข้อที่ ๓ เช่นเดียวกัน

     ๓.๓.๔ การตีความศีลข้อมุสาวาท :

     พระติช  นัท ฮันห์  ได้เสนอหลักการสมาทานศีลข้อนี้ว่า “ด้วยการตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการกล่าวถ้อยคำที่ขาดความยั้งคิดและระคายหูผู้อื่น  ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะกล่าววาจาที่ไพเราะและฟังอย่างตั้งใจเพื่อที่จะนำมาซึ่งความสดชื่นรื่นเริงและความสุขของผู้อื่น และบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขาด้วยการรู้ว่าถ้อยคำนั้นสามารถสร้างสรรค์ได้ทั้งความสุขหรือความทุกข์ทรมาน ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะเรียนรู้การพูดความจริงด้วยถ้อยคำที่บันดาลให้เกิดความมั่นใจในตนเอง ความสดชื่นรื่นเริงและความหวัง ฉันตั้งจิตมั่นที่จะไม่กระจายข่าวที่ฉันไม่รู้จริง และไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิติเตียนในสิ่งที่ฉันไม่แน่ใจ ฉันจะละเว้นจากการพูดจาซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยก หรือความขัดแย้งหรือทำให้ครอบครัวหรือชุมชนแตกสลาย ฉันจะพยายามทุกวิธีทางที่จะประนีประนอม และแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใด” [14] หลักการสมาทานนี้ แยกได้เป็น ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านจิตสำนึกที่ตระรู้ถึงความทุกข์ทรมานของสัตว์อันเกิดจากการพูดปด  และการพูดที่ระคายโสตคนอื่น (๒) ด้านการตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะกล่าวถ้อยคำไพเราะและฟังคนอื่นพูดด้วยความตั้งใจ  (๓) ด้านการละเว้นจาการกระจายข่าวที่ตนไม่รู้จริง   จากการวิพากษ์วิจารณ์และการตำหนิติเตียน จากการพูดจาส่อเสียดใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยก  (๔) ด้านความพยายามที่จะหาทางประนีประนอมและแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ

     สุลักษณ์ ศิวรักษ์  มองว่า ศีลข้อ ๔  นอกจากไม่พูดมุสาแล้ว  จะต้องขยายความไปถึงการพูดความจริง  การไม่บิดเบือนความเป็นจริงของข่าวเพื่อเป็นการเข้าข้างเชื้อชาติและประเทศของตน แม้แต่การโฆษณาที่ไม่เป็นความจริง แต่เป็นการลวงให้คนเข้าใจผิดหรือสร้างค่านิยมที่ผิด ๆ เพื่อให้ผู้คนจ่ายสตางค์เพื่อกำไรทางการค้าของตน เช่น การโฆษณาเครื่องดื่มที่บอกว่า ดื่มแล้วทำให้เป็นคนทันสมัยหรือก้าวหน้า[15] 

     ส่วนวีระ สมบูรณ์  มองว่า การโกหกในสังคมสมัยใหม่มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป คือ การไม่พูดความจริงแล้วทำให้อีกฝ่ายได้รับความจริงไม่หมด ซึ่งทำให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์จากการปกปิดข้อมูลนั้น เช่น การโฆษณาสินค้าเกินจริงทางโทรทัศน์  อาชีพนักการเมืองที่ปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก หรืออาชีพทนายที่บิดเบือน ปกปิดความจริง  ถือว่าเป็นประเด็นที่ชาวพุทธน่าจะตระหนักให้มาก  แต่บางอย่าง เช่น ข้อมูลที่จำเป็นต่อความปลอดภัย  การไม่บอกไม่เปิดเผยก็เป็นสิ่งที่ทำได้  เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่โดยพื้นฐานแล้ว ความโปร่งใส ความไม่มีเจตนาที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย  ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานในการรักษาศีลข้อนี้[16]

     โจเซฟ  จอห์นเซน มองว่า พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้พัฒนาศีลข้อนี้ไปไกลมาก  ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร  ถือว่าการพูดไม่จริงที่ประกอบด้วยปัญญาและมีเจตนาดีก็ไม่ได้เสียหายอะไร หากการพูดนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เช่น กรณีพ่อหลอกลูกให้ออกมาจากบ้านที่กำลังไหม้อยู่  หรือกรณีของหมอ  โดยพื้นฐานต้องตั้งอยู่บนความจริง หมอต้องชี้แจงความจริงแก่คนไข้ว่า ความจริงของชีวิตมันเกิดขึ้น  ตั้งอยู่ และดับไป  ให้คนไข้ตระหนักรู้ถึงความจริงของชีวิต  แต่หมอไม่จำเป็นต้องบอกความจริงบางอย่างที่อาจกระทบกระเตือนจิตใจของคนไข้  เพราะการเลี่ยงไม่พูด  ก็ไม่ถือว่าพูดปด  ถ้าสิ่งที่ทำลงไปไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง[17]

       ๑) มุสาวาทในรูปของการพูดเท็จโดยตรง : ได้แก่ มุสาวาทจากพูดเท็จตรง ๆ ซึ่งเป็นความหมายของศีลข้อนี้ตามที่รับรู้กันตามจารีตประเพณี

      ๒) มุสาวาทในรูปของการปกปิดความจริง : ได้แก่ มุสาวาทอันเกิดจากการไม่นำเสนอความจริงต่อประชาชนอย่างครบถ้วนหรือทุกแง่มุม  เช่น การโฆษณาสินค้าหรือการหาเสียงของนักการเมืองที่ไม่นำความจริงด้านที่เป็นข้อเสียหรือจุดบกพร่องของสินค้าหรือนโยบายมาบอกให้ประชาชนรับทราบ  ทำให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจของประชาชน 

      ๓) มุสาวาทในรูปของการโฆษณาเกินจริง : ได้แก่ มุสาวาทอันเกิดจากการโฆษณา การพูด  หรือการประชาสัมพันธ์เกินกว่าความจริงที่มีอยู่  คือ ดีน้อยทำให้ดีมาก  จริงน้อยทำให้จริงมาก  หรือไม่จริงเลยแต่สร้างความจริงลวงขึ้นมา เช่น ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อนี้แล้วจะให้เป็นลูกผู้ชายตัวจริง  หรือใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้แล้วจะทำให้ผิวดำกลายเป็นผิวขาว  เป็นต้น

        ๓.๓.๕ การตีความศีลข้อสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน : 

      พระติช  นัท  ฮันห์  ได้เสนอหลักการสมาทานศีลข้อนี้ว่า “ด้วยการตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากการบริโภคที่ขาดสติ  ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะรักษาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อตัวฉันเอง  ครอบครัวและสังคมของฉันโดยการกิน ดื่ม และบริโภคอย่างมีสติ ฉันตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะบริโภคแต่สิ่งที่ถนอมรักษาศานติ ความมีสุขภาพดีและความสดชื่นรื่นเริงในร่างกายและจิตสำนึกของฉันและในร่างกายและจิตสำนึกของครอบครัวและสังคม ฉันตั้งจิตมั่นที่จะไม่ดื่มเหล้า หรือเครื่องดองของเมาอื่นใด หรือเสพรับอาหารหรือสิ่งอื่น ๆ ที่มีพิษภัย เช่น รายการโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือ ภาพยนตร์ และการสนทนา ฉันตระหนักว่าการบั่นทอนทำลายร่างกาย หรือจิตสำนึกของฉันด้วยพิษภัยเหล่านี้เป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อบรรพบุรุษพ่อแม่ สังคมของฉัน รวมทั้งคนรุ่นต่อไปด้วย ฉันจะทำการเปลี่ยนแปลงความรุนแรง ความหวาดกลัว ความโกรธ และความสับสนในตัวฉันและในสังคม ด้วยการฝึกการบริโภคเพื่อตัวฉันและสังคม ฉันตระหนักว่าอาการที่ถูกต้องเหมาะสมนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม”[18] 

       มิติของศีลข้อนี้ในทัศนะของพระติช นัท ฮันห์ มี ๔ ด้าน  คือ (๑) ด้านความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากการบริโภคที่ขาดสติ  (๒) ด้านการตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะรักษาสุขภาพกายและจิตใจของตัวเอง  ครอบครัวและสังคม  โดยการกิน ดื่ม และบริโภคอย่างมีสติ  (๓) ด้านการตั้งสัตย์ปฏิญาณที่จะบริโภคแต่สิ่งที่ทำให้ร่างกายและจิตใจของตน ครอบครัว และสังคม มีสุขภาพดีและร่าเริงแจ่มใส (๔) ด้านการตั้งจิตมั่นที่จะไม่ดื่มเหล้า  เครื่องดองของเมา อาหาร  หรือสิ่งอื่น ๆ ที่มีพิษภัย เช่น รายการโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือ ภาพยนตร์ และการสนทนา (๕) ด้านการตระหนักว่า การบั่นทอนทำลายร่างกาย หรือจิตวิญญาณของตนด้วยพิษภัยเหล่านี้เป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ และสังคม รวมทั้งคนรุ่นต่อไป (๖) ด้านความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงความรุนแรง ความหวาดกลัว ความโกรธ และความสับสนในตัวเองและสังคม ด้วยการฝึกการบริโภค

      สุลักษณ์ ศิวรักษ์  มองว่า ศีลข้อ ๕  นอกจากไม่ดื่มสุราและเมรัยแล้ว  จะต้องขยายความไปถึงขบวนการส่งเสริมสิ่งเสพติดทุกรูปแบบ  ไม่ว่าการปลูกพืชเสพติด เช่น ฝิ่น เฮโรอิน ใบยาสูบ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมด้านสิ่งเสพติด เช่น โรงงานผลิตและขายสิ่งมึนเมา[19] ส่วนวีระ สมบูรณ์  มองว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความมัวเมา ลุ่มหลง หลงติด และสูญเสียสติสัมปชัญญะก็น่าจะจัดเข้าข่ายของศีลข้อนี้ด้วย   แม้แต่สื่อบันเทิง เช่น ละครที่มอมเมาทำให้คนหลงติด  ก็สมควรจะเข้าข่ายการละเมิดศีลข้อนี้ด้วย[20]

     ยงยุทธ  บูรณเจริญกิจ มองว่า ศีลข้อ ๕ ศีลข้อนี้นอกจากจะหมายถึงการดื่มสุราและเมรัยที่ทำให้เกิดความมึนเมาเสียสติแล้ว  ยังหมายถึงความมอมเมาที่เกิดจากการครอบงำของสื่อด้วย   ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาสินค้าที่ทำให้คนหลงมัวเมาหรือยึดติดในค่านิยมบางอย่าง  เช่น ค่านิยมที่ว่าผู้หญิงสวยจะต้องขาวและผอมบางเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงอ้วนและดำรู้สึกมีปมด้อย และเป็นที่ดูหมิ่นของสังคม[21]   เช่นเดียวกับแนวคิดของลภาพรรณ ศุภมันตา ที่ว่า  ศีลข้อ ๕  ศีลข้อนี้ไม่ใช่เรื่องของการเสพของมึนเมาเท่านั้น  แต่โยงไปถึงความลุ่มหลงในสิ่งบันเทิง แฟชั่น เครื่องสำอาง รวมถึงการศึกษาที่มอมเมาคน คนทำให้คนหลงติด การศึกษาที่ล้างสมองเด็กให้แข่งขัน การศึกษาเพื่อตักตวง เพื่อตนเอง  เพื่อให้รู้ช่องทางที่จะหาประโยชน์จากคนอื่น  และการศึกษาที่ส่งเสริมโลภจริ