บุญส่ง บวรสวัสดิ์ เป็นพนักงานคนงานคนหนึ่งของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์แลมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่คณาจารย์และคนทำงาน รวมไปจนถึงผู้ที่ผ่านการศึกษาจากสาขาต่างๆของภาควิชาศึกษาศาสตร์ในระยะเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งระดับปริญญาโทและระดับปริญญาเอก เชื่อว่าไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จักและไม่ประทับใจหลายอย่าง ทั้งที่ได้รับแก่ตนเองและที่ได้เรียนรู้จากวัตรปฏิบัติของแก คนตัวเล็กๆผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นมากกว่าพนักงานคนงานคนหนึ่งของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

  คือความเป็นบุญส่ง บวรสวัสดิ์ 

ชีวิตการงานของแกนั้นทั้งน่ารำลึกถึง ควรแก่การคารวะ และเหมือนหนังสือชีวิตเล่มหนึ่งที่น่าอ่าน สนุก สะท้อนความเป็นสังคมไทยหลายมิติ ทั้งความเป็นชนบท โลกของคนไร้โอกาส การเรียนรู้และดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดในเมืองหลวง แรงยึดเหนี่ยวและเกื้อหนุนกันในระบบย่อยๆของสังคมไทย และอีกหลายแง่มุม ที่ทำให้เห็นวิถีดำเนินชีวิตในอีกแนวหนึ่งที่ได้ความงอกงามและมีคุณค่าอยู่ในตนเองอย่างน่าประทับใจ

ในวัยหนุ่มนั้น กฏหมายลูกผู้ชายบ้านทุ่งของแกช่างเด็ดขาดและแม่นยำ ซึ่งก็คือกฏการตัดสินด้วยหมัดและแข้ง ทว่า แกเคารพและยกย่องคนดี กตัญญูต่อผู้ให้โอกาสแก่ตนในทุกจังหวะชีวิต หากใครไม่ซื่อตรง เอาเปรียบ ก้าวร้าว แกจะอดทนให้ได้ระดับหนึ่งตราบเท่าที่ไม่ละเมิดด่าพ่อแม่และบุพการีแก เรื่องราวของแกตั้งแต่เกิดกระทั่งปัจจุบันจึงช่างโลดโผน คละเคล้าทั้งความบ้าบิ่น งดงาม น่าเศร้า มากด้วยบทเรียน คุณธรรมของชีวิต พลังชีวิตและความงอกงาม ความกตัญญูและให้ความเคารพนอบน้อมผู้คนอย่างวิถีลูกผู้ชาย

  ปูมชีวิตชาวสวนบ้านนอกจบชั้นประถม ๔ จากบ้านบางคณฑี สมุทรสงคราม 

แกเกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ ที่บ้านบางคณฑี สมุทรสงคราม ครอบครัวและญาติพี่น้องทำนา ทำสวน และพายเรือขายผลผลิตจากสวน จากบางคณฑีไปขายที่ปากคลองตลาดข้างสะพานพุทธและตลาดสนามหลวง พ่อแม่มีกำลังส่งให้ศึกษาเล่าเรียนเพียงชั้นประถม ๔ ทว่า แกเป็นคนเรียนดี รักการเรียนรู้ และฟังดูแล้ว ผมอยากเรียกว่าแกมีพลังชีวิตในการเรียนรู้มาก

หลังจากจบประถมแล้วแกเลยทนอยู่ที่บ้านโดยไม่ได้เรียนหนังสือไม่ได้ วันหนึ่งที่ติดเรือของป้าที่พายบรรทุกเส้นยาสูบมาขายที่ปากคลองตลาด แกเลยขอไม่กลับไปกับป้า แล้วก็ใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อนอยู่ที่เชิงสะพานพุทธ เล่นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยากับเพื่อนเด็กๆ รับจ้างทำงานพอมีสตางค์ซื้อข้าวกิน

  ลงทะเบียนมหาวิทยาลัยชีวิตด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย 

จุดเปลี่ยนในชีวิตและเรื่องราวอีกมากมายจึงเริ่มต้นขึ้น นับแต่เจ้าของร้านไก่ย่างธานีได้ไปเจอและเห็นหน่วยก้านเข้าที ก็เลยชักชวนไปเป็นเด็กบริการในร้าน ก่อให้เกิดประสบการณ์ต่อโลกกว้างและได้บทเรียนชีวิตอันเข้มข้นจริงจัง จากนั้น ก็ไปเป็นลูกเรือและลูกมือช่างของเรือประมง

ในช่วงที่ทำงานเป็นลูกเรือประมงนี้ แกทำอยู่จนเริ่มโตเข้าสู่วัยหนุ่มและแกเกือบสิ้นชีวิตสาบสูญไปกับทะเล เมื่อคืนหนึ่งด้วยความขยันและอยู่เฉยไม่ได้ แกก็ลุกไปทำงานที่ท้ายเรือ แกะอวนและเดินเก็บข้าวของ จังหวะหนึ่งแกก็เผลอถูกเชือกโยงบนเรือดีดขาจนเสียหลักกระเด็นตกทะเลด้านท้ายเรือในท่ามกลางความมืด ลมและคลื่นแรง แกว่ายลอยคอจนอ่อนแรงและไม่มีทางที่จะส่งเสียงขอความช่วยเหลือฝ่าเสียงคลื่นลมและเครื่องเรือให้คนที่อยู่บนเรือรู้ได้ แต่โชคดีที่ไต้ก๋งนึกเอะใจที่แกหายไปนานและคลับคล้ายคลับคราว่าตนเองจะได้ยินเหมือนมีเสียงสิ่งของมีน้ำหนักหล่นลงทะเล จึงให้คนเดินหาแกบนเรือ เมื่อไม่เห็นจึงแน่ใจว่าแกหล่นทะเล ไต้ก๋งจึงสั่งหันหัวเรือกลับ ช่วยกันค้นหาแกจนเจอและช่วยดึงขึ้นเรือกู้ชีวิตแกไว้ได้ แกรำลึกถึงไต้ก๋งและเพื่อนร่วมชีวิตในเรือเมื่อครั้งนั้นให้ผมได้ฟังอย่างซาบซึ้งใจ

จากนั้น เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร ก็เกณฑ์ทหารไปเป็นพลทหารเรือและช่างเครื่องของทหารเรือ ออกมาก็ไปเดินขายของแถวสนามหลวง กระทั่งมาสมัครเป็นคนงานของมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่ออายุ ๒๗ ปี ในขณะที่มีเมียและลูกอีก ๕ คน แม้จะเริ่มต้นด้วยเงินเดือนเพียง ๑,๒๕๕ บาทแกก็ทำ

  เบื้องหลังความสำเร็จและความงดงามของชีวิตคือบันไดอิฐที่ปั้นด้วยหยาดเหงื่อและความยากแค้น 

แกเล่าให้ผมฟังว่า ในระยะแรกๆนั้น แกต้องสู้ทำงานอย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่พอเลี้ยงตนเองและส่งเสียเมียและลูก เมื่อเลิกงานจึงต้องหาของไปขายต่ออีก บางคืนไม่มีแม้เงินกินข้าวและกลับบ้าน ต้องหลบนอนในมหาวิทยาลัย ปีนมะพร้าวและเก็บผักบุ้งมากิน จากความยากลำบากและต้องสู้ฟันฝ่าด้วยการทำงานทุกอย่าง อย่างเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง จึงหล่อหลอมเป็นพื้นนิสัยความเป็นผู้ขยันและมีทักษะการทำงานทุกชนิดที่แกสามารถเริ่มเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แกนำเอาพลังชีวิตและประสบการณ์ต่างๆที่เผชิญการแก้ปัญหามาด้วยตนเองเหล่านี้ มาทำการงานอย่างทุ่มเทอยู่ที่ภาควิชาศึกษาศาสตร์ กระทั่งถึงวัยเกษียณในปีนี้ด้วยความงดงามของชีวิตที่สร้างสามากับมือและลำแข้ง

  อีกมือหนึ่งที่ร่วมสร้างสังคมอย่างแข็งขัน 

ผมเรียกแกพี่บุญส่ง โดยตำแหน่งหน้าที่แล้วแกเป็นคนงาน ทว่า นอกจากการทำงานทุกอย่างในฐานะคนงานอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องแล้ว พี่บุญส่งแกก็ทำอีกหลายอย่างซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็น่าจะเป็นผลของการทำงานที่ต้องใช้คนทำสัก ๑๐ คน อีกทั้งต้องอาศัยความรู้ความสามารถอีกหลายด้าน ทั้งการเป็นพนักงานทำเอกสารสิ่งพิมพ์ คนเดินเอกสาร คนดูแลสถานที่ คนดูแลห้องประชุม รวมไปจนถึงเรียนรู้ที่จะเป็นคนดูแลวัสดุอุปกรณ์ห้องประชุม จัดและควบคุมห้องประชุม ห้องบรรยาย คนสวน จัดต้นไม้และไม้ดอกไม้ประดับ กระทั่งทำให้พื้นที่อาคารอันจำกัดกลับมีพื้นที่สีเขียวและดูร่มรื่นจนไม่รู้สึกถึงความแออัด

  น้ำใจต่อสังคมแห่งปัญญา จากบุญส่ง บวรสวัสดิ์ 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เป็นความชื่นชมของผู้คนมาก โดยเฉพาะนักศึกษา คณาจารย์ และนักวิจัย ทั้งของภาควิชาศึกษาศาสตร์และคณะสังคมศาสตร์ฯก็คือ ความที่เป็นคนขาดโอกาสทางการศึกษานั้น หากพี่แกได้ช่วยนักศึกษาและการทำวิจัยของคณาจารย์ในการทำเล่มงานวิจัยและวิทยานิพนธ์แล้วละก็ พี่บุญส่งก็จะทำด้วยความรักและพิถีพิถันราวกับเป็นงานของตนเองไปด้วย เมื่อเสร็จแล้ว แกก็จะขอให้นักศึกษาและนักวิจัยทำเผื่อให้แกไปด้วย ๑ เล่ม แกรวบรวม อ่าน และจัดระบบรวบรวมของตนเอง กระทั่งสามารถให้บริการยืมคืนแก่นักศึกษาไปด้วย จนเหมือนกับเป็นห้องสมุดเล็กๆที่เป็นคลังความรู้จากทุกสาขาของภาควิชาศึกษาศาสตร์เลยทีเดียว ทำอย่างนี้มากว่า ๒๐ ปี 

ก่อนจะอำลาชีวิตราชการเนื่องจากครบอายุเกษียณ แกก็ยกห้องสมุดดังกล่าวให้แก่ภาควิชา พวกเราจึงเรียกเป็นเกียรติแก่พี่บุญส่งว่า ห้องสมุดบุญส่งสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยมอบรางวัลข้าราชการดีเด่น พร้อมกับได้รางวัลครุฑทองคำเป็นข้าราชการดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการด้วย จึงขอบันทึกความงดงามของชีวิตคนตัวเล็กๆของแก พี่บุญส่ง บวรสวัสดิ์ หลายท่านคงอยากเยี่ยมเยือน คารวะและรำลึกถึงแก

Boonsong2

พี่บุญส่ง บวรสวัสดิ์ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการของคณาจารย์และบุคลากรทุกสาขาวิชาของภาควิชาศึกษาศาสตร์ ทุกคนนอกจากรัก นับถือ และชื่นชมพี่บุญส่งมากแล้ว หลายสิ่งที่เป็นความริเริ่มของพี่บุญส่งที่ทำขึ้นเพื่อภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเพื่อนักศึกษาและคณาจารย์ ให้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานวิชาการและการใช้ชีวิตทางการศึกษาของนักศึกษา ทุกคนต่างร่วมดูแลและบำรุงรักษาไปด้วยเป็นอย่างดี

Educationdepartment

พี่บุญส่งทำให้อาคารสถานที่ของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความสะอาดและมีพื้นที่สีเขียว ร่มรื่น สบายตา

Workingboonsong

  ความแตกต่างด้วยคุณภาพและคุณธรรมต่อการงาน 

เมื่อมีกิจกรรมใดๆเกิดขึ้น หากพี่บุญส่งมีส่วนร่วมได้ก็จะเข้าไปทำอย่างกระตือรือร้น ทั้งการจัดห้องประชุม การอำนวยความสะดวกและดูแลวัสดุอุปกรณ์ห้องประชุม เรียนรู้และใช้ความรู้จากประสบการณ์ทำกิจกรรมต่างๆเหล่านี้อย่างดีที่สุด

จากภาพข้างบนนี้ จะเห็นพี่บุญส่งยืนอยู่หลังเสาและกำลังติดตั้งเครื่องบันทึกเสียงเพื่อบันทึกการประชุมให้กับผู้จัดและผู้เข้าร่วมประชุม แกดัดแปลงขาตั้งไมโครโฟนให้เป็นที่แขวนเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กเพื่อลดระยะห่างจากลำโพง ซึ่งในทางเทคนิค Audio-visual aids นั้น ย่อมทราบกันดีว่านี่เป็นวิธีลดเสียงรบกวนหรือ Noises จากบรรยากาศรอบข้างและเพิ่มสัญญาณเสียงให้ได้แรงสั่นสะเทือนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่บันทึกแจ่มชัด นำไปทำเอกสารและสื่อการประชุมต่อไปได้ดีขึ้น นับว่าเป็นความพิถีพิถันต่อการทำงานเชิงคุณภาพ

พี่บุญส่งจะมีวิถีการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างนี้อยู่เสมอ กล่าวคือ จะให้ความใส่ใจและมุ่งทำซึ่งให้ผลอย่างแตกต่างกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ทว่า ไม่ได้ต้องการให้ตนเองได้ชื่อว่าดีกว่าผู้อื่น หากแต่ต้องการใช้ความรู้ ประสบการณ์ชีวิต ความสนุก ความสุข รวมทั้งการเพิ่มพูนประสบการณ์และได้ความงอกงามของชีวิตจากการทำงาน วิธีคิดและวิถีปฏิบัติของพี่แกจึงทำให้เกิดคุณภาพของงานที่แตกต่างจากทั่วไปอยู่เสมอ

แกสื่อสารและเล่าเรื่องราวต่างๆได้ดีมากอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของการสื่อสารและในแง่พลังของความซื่อตรงจากสิ่งที่แกพูดคุยอย่างชาวบ้าน-ชาวบ้าน ผมจึงชอบขอให้แกนั่งคุยเรื่องราวในชีวิตให้ฟัง รวมทั้งทุกอย่างที่แกพยายามเขียนผมก็ชอบอ่านและอยากให้แกยิ่งได้พัฒนาการเขียนการอ่าน เพื่อให้เป็นวิธีอยู่กับชีวิตในบั้นปลายด้วยความสุขอย่างเรียบง่ายที่สุด

แกบอกว่า ตอนนี้หมดภาระการเลี้ยงลูกและหมดภาระอื่นๆแล้ว ดังนั้น ชีวิตหลังจากเกษียณนี้แกจึงอยากเรียนหนังสือต่ออีก หัวหน้าภาควิชา คณาจารย์และเพื่อนร่วมงานของแก ทราบว่าแกไม่มีทีวีดู จึงร่วมกันซื้อมอบให้แกเครื่องหนึ่ง แกดีใจและภูมิใจมาก แกรักสิ่งที่ส่งเสริมการศึกษาและการได้เรียนรู้พัฒนาตนเองไปตลอดชีวิต สมกับเป็นคนทำงานในภาควิชาศึกษาศาสตร์ของเราจริงๆ.