มีก็ดี ไม่มีก็ได้...ป่วยก็ดี ไม่ป่วยก็ได้

มีก็ดี ไม่มีก็ได้

ป่วย ป่วยครั้งนี้ยืดเยื้อกว่าที่คิด เพราะไม่ยอมลางาน เป็นห่วงงานที่ยังค้าง

ในที่สุดร่างกายก็ประท้วง ตื่นไม่ไหวแม้ตั้งนาฬิกาปลุก และเมื่อตื่น(สายมาก)แล้ว ก็ยังโงหัวขึ้นมาไม่ไหว หัวหนักมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ได้แต่นอนฟังแผ่นซีดีธรรมของพระอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต)

แปลกที่ว่า

กายป่วย ใจกลับเบา

ได้เรียนรู้ทำความเข้าใจคำสอนที่เคยฟังแล้วฟังอีก คราวนี้ได้ข้อคิดเพิ่มเติมไปอีก

การฟังแต่ละครั้งได้ข้อคิดไปคิดไม่เคยซ้ำ

ป่วยก็ดี ไม่ป่วยก็ได้

 

 

มีก็ดี ไม่มีก็ได้

คำสอนง่าย ๆ ประโยคเดียวสั้น ๆ ก้องอยู่ในหู

สมัยเริ่มทำงาน มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัว ทั้งสองคน เราเดินเที่ยว ดูหนัง ดูของ ซื้อหนังสือ เรามีความสุข

กลางคน เรามีเงินสะสม มีบ้าน มีรถยนต์ มีเงินออม เรามีความสุข แต่บ่อยครั้งเรามีความกังวล เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย

ก่อนมีลูก เราวาดฝัน วางแผน คิดไว้ก่อนว่าลูกน่าจะชอบแบบนี้ ชอบแบบนั้น ไม่ทำแบบโน้นฯลฯ

เรื่องบางเรื่อง เราไม่มีความสุขเพราะคิดเกินไปก่อน

และ เราคิดเรื่องเราคนเดียวไม่พอ ว่าอย่างนั้นเถอะ

คิด(ไว้ก่อน)ก็ดี ไม่คิด(ก่อน)ก็ได้

 

เมื่อเปลี่ยนงานครั้งแรก ต้องย้ายของ อพยพสิ่งของในบ้าน ในที่ทำงาน ไปบ้านใหม่ ไปที่ทำงานใหม่

โชคดีที่ ครั้งนั้นเราฟังธรรม เราฝึกความคิดมาบ้าง เราปล่อยวางมาก

เราขนของออกจากที่ทำงานที่อยู่มาสิบกว่าปี ด้วยกล่องกระดาษขนาดขวดใส่น้ำเกลือ ใบกลาง เพียงสองใบ

คอมพิวเตอร์ ปริ๊นเตอร์ พัดลม ตำรา เครื่องใช้ไฟฟ้า กาต้มน้ำร้อน ชุดกาแฟฯลฯ เราให้น้อง ๆ หมด

เฟอร์นิเจอร์ในบ้านเช่นเดียวกัน เราให้น้อง ๆ ผู้ช่วย คนงาน มาเลือกหาไปไว้ใช้

เสื้อผ้าเรา ผ้าหลายชิ้นที่ยังไม่ได้ตัด เสื้อผ้าลูกและสามี ของเล่นลูก หนังสือ(เพียงส่วนเดียว-ส่วนใหญ่ขนไป) โต๊ะกินข้าว เตียงนอน เครื่องปรับอากาศ และเครื่องนอน

ไม่ขน

เป็นการย้ายที่ค่อนข้างง่าย เร็ว 

 

มี(ข้าวของไว้)ก็ดี ไม่มีก็ได้

 

เป็นจริง จริงจริง