ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา งานค่อนข้างเยอะค่ะ  จนรู้สึกร่างกายจะประท้วงอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ปวดหัว  เดี๋ยวก็ปวดท้อง  ที่สร้างปัญหาสุดๆ ก็ปวดท้องนี่แหละค่ะ  แต่ก็ยังค่ะ..ยังทนได้อยู่ค่ะ ไม่ยอมไปหาคุณหมอ  คิดว่าตัวเองเป็นเหล็กไหลซะงั้น  "ไม่เป็นอะไรหรอกน่า"  ในใจคิดอย่างนั้น อาการชักไม่ค่อยจะดี ปวดท้องหนักขึ้น แถมมีโปรโมชั่นเสริมเป็นอาเจียนอยู่เรื่อย  ทานข้าวไม่ได้  ท้องไม่รับ แฮะๆๆๆ   ก็ยังคิดในใจอีกว่า "ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง!"  ก็ยังอีกค่ะ ยังไม่ยอมไปหาหมอ  จนในที่สุด ไม่ไหวแล้วค่ะ  ที่นี้ล่ะ อาเจียนตลอดเลยค่ะ เริ่มเสียดายอาหารที่ทานเข้าไป  ก็เลยต้องไปหาคุณหมอตามระเบียบ  ผลก็คือ ได้แต่นอนร้องเพลง  หยอดน้ำเกลือ น้ำข้าวต้ม    โรงพยาบาลเลยค่ะ คุณหมอบอกว่า กระเพาะอาหารอักเสบ ไม่ช่วยในการย่อยอาหาร  ตามมาติดๆ ด้วยลำไส้อักเสบ ไม่ดูดซึมใดๆ ทั้งสิ้น  เฮ้อออ 

                  นอนโรงพยาบาลอยู่ 2 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับไปนอนดูบอลอยู่บ้านได้  เฮ้!!!  แต่ เอ๊ะ ยังรู้สึกปวดท้องอยู่เลยนะ สงสัยว่า อาการเรายากจะเยียวยาซะแล้ว แต่คิดไปคิดมา กลับมานอนพักผ่อนอยู่บ้านอ่ะดีแล้ว ดีกว่าต้องอยู่กับถังน้ำเกลือ  อิอิอิ

                  พอนอนอยู่บ้านเฉยๆ สิ่งที่ต้องทำ ขาดไม่ได้เลย คือ อ่านหนังสือค่ะ หาหนังสือมาอ่านสักเล่มคงจะดี คิดได้ดังนั้นก็หาค่ะหาสิ ว่ามีอะไรในบ้านที่น่าอ่านแล้วยังไม่ได้อ่านบ้าง  เจอแล้วค่ะ นี่เลย อีเมล์เพื่อนๆ พริ้นต์เอาไว้แต่ยังไม่ได้อ่านเพียบเลย แล้วก็มีเรื่องน่าสนใจ อยากเอามาเล่าให้ฟัง มันก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่เล่ามาตอนต้นอ่ะค่ะ

                  ได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ ดร.วรฑา (อภิวัฒน์ วัฒนางกูร)  ซึ่งเสียชีวิตหลังป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้มา 2  ปีกว่า โดยโรคได้ลุกลามจนถึงขั้นตัดลำไส้ออกไปครึ่งหนึ่ง แต่เชื้อร้ายยังขยายตัวไปสู่ตับจนกระทั่งเสียชีวิต  ขออนุญาตคัดลอกมาบางส่วนนะคะ แต่ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งค่ะที่ไม่สามารถลงแหล่งข้อมูลที่มาได้ค่ะ

.....

ผู้สัมภาษณ์        ช่วยยกตัวอย่างสักนิดหนึ่งว่า ที่ผ่านมาคุณจัดการกับความเครียดอย่างไรจนไม่รู้ว่าตัวเองเครียด

ดร.อภิวัฒน์        คือทุกอย่างมันกลายเป็นพันธกิจในการทำงาน ในชีวิตงานของเราจะไม่มีคำว่า 'ไม่ได้-ไม่ทัน-ไม่ไหว' คือ 'ต้องได้-ต้องทัน-ต้องไหว-ต้องเสร็จ' ที่สำคัญคือ 'ต้องดี' ทุกอย่างจะมีคำว่า 'ต้อง' เสียทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเวลามาคิดหรอกว่า โอ้ยฉันเครียดจะตายอยู่แล้ว รู้แต่ว่าเป้าหมายคือ เรามี 1 คืนวันนี้ที่จะทำงานให้เสร็จทันพรุ่งนี้เช้า เพื่อที่เราจะต้องไปนำเสนองานนี้ในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้น มันก็มีวิธีมอง คนอื่นเขาบอกว่าโห..เหลือแค่คืนเดียวเอง แต่สำหรับผม..เหลืออีกตั้งคืนหนึ่งแน่ะ (หัวเราะ) เราก็ใช้ 'ตั้งคืน' ของเรานั่งทำงาน งมอยู่ตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมาก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว นี่ล่ะครับที่บอกว่าเราจัดการกับมันได้เป็นปกติโดยไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

                              ผมไม่ต้องกลับบ้านก็ได้เพราะภรรยาและลูกเข้าใจ รู้แค่ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมปลอดภัย ผมมีคนรอบข้างที่พร้อมจะดูแลผมอยู่แล้ว อยากได้อะไรหรือ? อาหารหลักคือกาแฟก็จะถูกลำเลียงเข้ามา อยู่ที่นี่สามารถโทรศัพท์สั่งอาหารมาได้ มันไม่ได้ขัดสนอะไร ดังนั้น องค์ประกอบของชีวิตมันไม่ได้ชี้นำว่าไม่มีอาหารจะกิน จะต้องกลับบ้านไปกินข้าวก่อน.. ไม่ใช่ ที่เจเอสแอลเป็นได้ทุกอย่าง เป็นบ้านก็ได้ เป็นที่ทำงานก็ได้ เป็นห้องอาหารก็ได้ และมันเป็นห้องนอนด้วย ผมเลยไม่รู้สึกว่าที่นี่มีข้อจำกัด แต่กลับคิดว่าที่นี่เอื้ออำนวยความสะดวกให้ผมทำชีวิตอย่างนั้นได้ ชีวิตมันก็เลยถูกปล่อยให้เป็นไปตามครรลองนั้นๆ

ผู้สัมภาษณ์        โรคมะเร็งเกิดจากสิ่งแวดล้อมกับพันธุกรรม คิดว่ากรณีตัวเองเป็นเพราะสาเหตุอะไร

ดร.อภิวัฒน์        สิ่งแวดล้อมและความเครียด เพราะไม่มีใครในตระกูลผมเป็นมะเร็ง คงจะเป็นเซลล์ของผมที่ผ่าเหล่า เป็น Mutation แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตของผมมากกว่าเรื่องใด อย่างที่เรียน การใช้ชีวิตที่ตรากตรำ สมบุกสมบัน ไม่คิดชีวิตมาก่อน การอดหลับอดนอน การอยู่กับความเครียดมาเป็นเวลานาน การกินการอยู่ที่ไม่ถูกต้อง ก่อนหน้านี้ผมกินตามที่ชอบ กินเมื่ออยากกิน กินทุกประเภท กาแฟเป็นอาหารหลัก จะออกกำลังกายก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าร่างกายต้องการมากถึงจะไปสักทีหนึ่ง ไม่ต่อเนื่อง เป็นคนที่ไม่มีนิสัยออกกำลังกายมาก่อน ซึ่งต่างจากทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย จะรู้สึกว่าร่างกายไม่สบายแล้ว

.....

                  "การจัดสรรชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญ โปรดรู้ไว้ว่า การนอนชดเชยไม่มีจริงในชีวิตนี้ การสูญเสียการนอนไปแล้วชดเชยด้วยการนอนสองเท่าไม่ได้ นาฬิกาชีวิตมันผ่านไปแล้ว ชีวิตในเวลานั้น ๆ มันต้องพัฒนาม้าม ต้องพัฒนาลำไส้ เราต้องเข้าใจกลไกของชีวิต เข้าใจกลไกของร่างกาย เข้าใจวิธีการที่จะดูแลตัวเองให้อยู่ได้นานๆ ทุ่มเททำงานได้ แต่อยากจะทำไปอย่างนี้ได้นานๆ ไหม ถ้าอยากทำควรใส่ใจตัวเองให้มากกว่านี้"

.....

                 เขาว่ากันว่า มะเร็งลำไส้ เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตสักหน่อยตั้งแต่วันนี้  ก็คงจะดีกับตัวเราเองไม่น้อยเลยค่ะ  (หมั่นบอกตัวเองไว้อย่างนี้เสมอๆ เหมือนกันค่ะ ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงอ่ะค่ะ..บรื้อออ!)