Palliative Care ที่เคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะใช้ได้ในห้องฉุกเฉิน และไม่คิดว่าข้าพเจ้าเองจะมีความสามารถมากพอที่จะหยั่งรู้ เข้าใจคนไข้และญาติ ประกอบกับความ Emergency ทำให้ข้าพเจ้าหลงลืม หรือจะเรียกว่าละเลยก็ไม่ผิดนัก
แท้จริงแล้ว ใครจะรู้ว่า ชีวิตและความตายเป็นสิ่งเดียวกัน ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วชีวิตก็เป็นส่วนหนึ่งของความตาย แต่ละคนรับรู้เรื่องชีวิตและความตายไม่เหมือนกัน.....ไม่เท่ากัน
เวลาสั้น ๆ ในห้องฉุกเฉิน (ER) กับพยาบาลตัวเล็ก ๆ อย่างข้าพเจ้า ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา จะมีเวลาทำให้ชีวิตและความตายมีความหมาย ที่จะก่อให้เกิดพลังของการมีชีวิต และจบชีวิตอย่างเบิกบานได้อย่างไร
“ การเผชิญความตายอย่างสงบ” ที่หลายคนพูดถึง ลำพังตัวผู้ป่วยเอง ด้วยความเป็นห้องฉุกเฉิน ความทุกข์ทรมาน เพราะถูกรุมเร้าด้วยความรู้สึกสับสน...หวาดวิตก...ตื่นตระหนก เพราะอาจจะรู้ดีว่า เวลาในโลกของเราเหมือนน้อยลงทุกที การทำให้พบกับความสงบ ในวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เราไม่รู้จัก ไม่ได้ตระเตรียมเลย
ความเกรี้ยวกราดของญาติ ความก้าวร้าว...อาละวาด...ฟูมฟาย...ใบหน้าที่ไร้ความเป็นมิตร ถ้าเป็นสมัยเมื่อก่อน ที่ข้าพเจ้าเริ่มทำงานใหม่ ๆ ความขัดแย้ง และการโต้เถียงลึก ๆ อยู่ภายในใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ของข้าพเจ้า คงจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ แล้วมีหรือ เมื่อใจคิด แล้วภาษากายที่บ่งบอกทางใบหน้าและดวงตา.... จะไม่คิดออกมาด้วย เพียงแต่ตอนนั้น ข้าพเจ้าอาจจะไม่รู้สึกเลยก็ได้ ณ เวลานั้น ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าข้าพเจ้าทำดีที่สุด ตามาตรฐานความรู้ วิชาการทุกอย่าง
17 ปี ของการปฏิบัติงาน เป็นพยาบาลวิชาชีพ ณ ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแก่งคอย ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า สิ่งที่เขาเกรี้ยวกราด...เรียกร้อง เพียงเพราะว่าในส่วนลึก ต้องการระบาย และต้องการคนเข้าใจเท่านั้นเอง
โรงพยาบาลส่วนใหญ่ กำหนดบทบาทในการเยียวยารักษาโรคทางกาย แต่บางครั้งอาจลืมไปว่า...เพียงความรัก ความเข้าใจ ที่มีต่อญาติและผู้ป่วยนี้แหละสำคัญที่สุด ที่ใคร ๆ เคยบอกว่า การเป็นผู้พูดทำได้ง่าย และการเป็นผู้ฟังนี่สิ ทำได้ยากสุด ๆ เพิ่งเข้าใจก็วันนี้แหละ....บางครั้งการได้ฟังๆๆ และฟัง แค่นี้ก็ทำให้เหตุการณ์สงบได้
โดยทั่วไป ภาระกิจการช่วยชีวิตของแพทย์และพยาบาล มักตั้งอยู่บนความคาดหวัง จากคนไข้ และบรรดาญาติ ๆ ที่ต้องการรักษาชีวิตและโรคให้หาย...แต่หลายครั้ง.... ความคาดหวังกลับกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวาง ให้ทั้งคนไข้และญาติ ยอมรับความจริง ในสภาพของความเจ็บป่วย และความตายได้ยากเต็มที
มีใครใด ๆ ในโลกบ้างหนอ ที่จะมองชีวิตและความตายเป็นเรื่องเดียวกัน ว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่ก็หลีกเลี่ยงที่จะคิดถึง และพยายามผลักใสออกไปทุกที
ถ้าเป็นคนไข้ระยะสุดท้ายที่หอผู้ป่วย ข้าพเจ้าคงถามได้ว่า ก่อนตายอยากเห็นหน้าใครครั้งสุดท้าย ก่อนตายอยากทำอะไรครั้งสุดท้าย และก่อนตายมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ
Palliative Care ที่ข้าพเจ้าพอเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะใช้ได้ในห้องฉุกเฉิน และไม่คิดว่าข้าพเจ้าเองจะมีความสามารถมากพอที่จะหยั่งรู้ เข้าใจคนไข้และญาติ ประกอบกับความ Emergency ทำให้ข้าพเจ้าหลงลืม หรือจะเรียกว่าละเลยก็ไม่ผิดนัก
กลางเดือน กรกฏาคม 2553 ในวันเดียวกันในห้องฉุกเฉินมีผู้เสียชีวิตมาให้ชันสูตรพลิกศพถึง 4 ราย 2 รายเป็นผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ อีก 2 รายเป็นผู้เสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังที่รุมเร้า ซึ่งรายสุดท้ายนี้ที่ข้าพเจ้าเองสนใจ ซึ่งเป็นลมหายใจสุดท้ายที่ ER
ผู้ป่วยโรคตับแข็ง (Cirrhosis) จากประวัติที่ญาติบอกไม่ทราบเป็นนานแค่ไหน สองวันก่อนมาผู้ป่วยดื่มสุราจัดทุกวัน ผู้ป่วยที่ฉันพบ ท้องโตเหมือนคนใกล้คลอด ท้องบวมใสมาก ๆ มองเห็นเส้นเลือดแทบจะปริแตกออกมา นอนกระสับกระส่าย สับสน..ขัดขืนการรักษาบางที
ตรวจร่างกายพบ ความดันโลหิตตก 40/0 มิลลิเมตรปรอท อัตราการเต้นของหัวใจ 134 ครั้งต่อนาที คลำชีพจรได้เบามาก ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดดำ (Oxygen saturation , O2 sat.) 92 % อุณหภูมิของร่างกายสูง 40 องศาเซลเซียส หัวหน้าทีมได้โทรตามแพทย์มาด่วน ขณะที่ทีมพวกเราแต่ละคนก็ประจำทำหน้าที่โดยไม่ต้องบอกกล่าวเมื่อมีผู้ป่วยหนักมาในห้องฉุกเฉิน , ET TUBE ถูกเตรียมไว้พร้อมใช้เมื่อแพทย์มาถึง เมื่อบอกว่า BP Drop (ความดันตก) ผู้ป่วยถูกให้สารน้ำเข้าหลอดเลือดเพื่อช่วยระบบไหลเวียนในร่างกายทันที “ขอ DTX ด้วย” ข้าพเจ้าบอกทีมก่อนโทรรายงานแพทย์
“ญาติพอจะทราบมั้ยครับว่าป้าเป็นอะไร รักษาที่ไหน หมอเค้าบอกอะไรบ้าง” แพทย์ซักถามประวัติเพิ่มเติมหลังตรวจผู้ป่วยแล้ว
“ไม่รู้ ผมไม่รู้ ไม่เคยพาไป มีแต่น้องสาวเค้าพาไป แต่ไม่เคยบอกผม”
ลุงเป็นสามีของผู้ป่วยที่แพทย์พูดคุยด้วย ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้บ่งบอกความทุกข์ วิตกกังวล หรืออนาทรร้อนใจใดๆต่อความเจ็บป่วยของภรรยา หากแต่แสดงท่าทางหงุดหงิด บ่งบอกความไม่พอใจต่อภรรยาที่ป่วยหนักทำให้ต้องพามาโรงพยาบาลบ่อยๆ แล้วยังดื่มเหล้าจัดอยู่ ถ้าให้คาดเดาตอนนี้ ลุงคงจะมีทั้งความโกรธ ความขัดแย้ง ความไม่พอใจ ในตัวภรรยา หรือ อาจจะปฏิเสธการเจ็บป่วยของภรรยา ก็ไม่อาจจะเดาได้

ภาพจาก Internet
เมื่อหันไปมองสภาพผู้ป่วย ที่ทั้งตัวมีสาย oxygen , สายน้ำเกลือ , ท่อปัสสาวะ อุปกรณ์ต่าง ๆ ระโยงรยางค์ไปหมด เครื่องวัดชีพจรส่งสัญญาณว่า หัวใจของป้า เต้น แต่อ่อนแรงเต็มที ป้าไม่สู้กับพวกเราแล้ว ไม่มีเสียงใดๆในตอนนั้นนอกจากเสียงถอนหายใจเบาๆของแพทย์ แพทย์หนุ่มเปิดม่านออกมาพูดคุยกับญาติ
“ลุงครับ เท่าที่หมอได้ตรวจคนไข้ หมอคิดว่าการปั๊มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ อาจจะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะดูคนไข้ ก็คงจะรับไม่ไหว หรือถ้าได้ ก็คงได้ไม่นาน ผมอยากให้ญาติค่อย ๆ คิดและตัดสินใจนะครับ” ข้าพเจ้าแอบสังเกตสีหน้าลุงซึ่งยังนิ่ง เงียบเฉย มีเพียงสายตาที่มองดูเริ่มหวั่นไหวบ้าง
“เรื่องการตัดสินใจ เป็นสิทธิ์ของญาตินะคะ การปั๊มหัวใจ แม้ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยก็จริง แต่จะเป็นการเพิ่มความทุกข์ ความเจ็บปวด ความทรมาน การดิ้นรนของคนไข้ เมื่อถึงวาระนี้... แพทย์และพยาบาลเข้าใจคุณลุงนะคะ แม่ของพยาบาลก็เป็นเหมือนป้านี่แหละ พยาบาลเองก็ไม่อยากให้แม่เจ็บปวด จึงขอให้แม่ไปอย่างสงบ” ตอนนั้นข้าพเจ้านึกออกได้ว่าจะเริ่มเรื่องอย่างไรในการพูดคุยกับญาติจึงยกเรื่องการเจ็บป่วยของแม่ที่เหมือนกับผู้ป่วยมาเล่าให้ญาติฟัง เพราะข้าพเจ้าไม่มั่นใจนักว่าขณะนั้นญาติจะยอมรับได้หรือไม่
“ลุงกับป้า คงจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันเยอะ ตอนนี้ป้านอนหมดสติอยู่ที่เตียง แต่ก็อาจจะได้ยินเสียงรอบๆตัวอยู่เหมือนกัน คุณลุงน่าจะลองช่วยให้คุณป้า ได้รู้สึกสงบ สบาย ไม่กระวนกระวายใจ ดีมั้ยคะ” ท่าทางที่คุณลุงเริ่มสนใจ ทำให้ข้าพเจ้าได้อธิบายต่อได้อีก
“ลุงคะ คนเราตายได้ครั้งเดียว ถ้าไม่อโหสิกรรมตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะไปรอตอนไหน ถ้าลุงไปยกมือไหว้ ขออโหสิกรรมต่อหน้าโรงศพ ป้าจะรับรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้” ลุงยังคงนั่งนิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าลุงคงคิดตามข้าพเจ้า ภาษากายลุงอาจจะไม่เคยแสดงต่อกันอาจทำให้ลุงเคอะเขินไม่กล้าแสดงออกแม้ในวาระสุดท้าย
“ไม่มีใครบังคับลุงได้หรอก แต่อยากให้ลุงเข้าใจ ว่าสิ่งสำคัญ สำหรับวาระสุดท้าย คือความสุขสงบ จากคนที่เรารัก” ข้าพเจ้าคิดว่า นี่อาจเป็นช่วงสุดท้ายของการสื่อสารของทั้งคู่ คนไข้ระยะสุดท้ายส่วนใหญ่ จะไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง ทุกข์ทางกายนั้น แพทย์สามารถบรรเทาได้ด้วยยา แต่ทุกข์ทางใจของคนไข้ จำเป็นต้องอาศัยผู้ช่วย ค้นพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ แล้วข้าพเจ้าจะทำได้อย่างไร ก็ในเมื่อข้าพเจ้ารู้จักคนไข้และญาติไม่ถึง 10 นาที
ในใจของข้าพเจ้า คิดแล้วว่า เราคงคาดหวังการทำงานทุกอย่างไม่ได้ อย่าไปคาดหวัง จะได้ไม่ทุกข์ นักฟุตบอลเตะทุกครั้ง ยังไม่เข้าประตูทุกครั้งเลย ช่วงเวลาสั้น ๆ ข้าพเจ้าเองก็ไม่คาดหวังเช่นกัน
“หมอ แล้วป้าเค้าจะได้ยินลุงจริง ๆ หรือ จะรับรู้ได้จริงหรือ” ใจของข้าพเจ้าเต้นโครมคราม ด้วยความดีใจเป็นยิ่งนักเมื่อลุงกล่าวกับข้าพเจ้า
“หนูคิดว่า คุณป้ารอคุณลุงอยู่นะคะ ลุงมาทางนี้ค่ะ เดี๋ยวหนูทำให้ดูแล้วจากนั้นเป็นหน้าที่ของลุงนะค่ะ”
ข้าพเจ้าพาลุงไปที่เตียงที่ป้านอนสงบนิ่งอยู่ พร้อมดึงม่านปิดกั้นให้เป็นสัดส่วนมิดชิด ข้าพเจ้าสอดมือซ้ายของข้าพเจ้าเข้าใต้มือขวาของป้า แล้วใช้มือขวาของข้าพเจ้าลูบเบา ๆ บนหลังมือของคุณป้า แล้วก้มกระซิบข้างหูคุณป้าเบา ๆ
“คุณป้าคะ คุณลุงมีอะไรอยากคุยด้วย คุณป้าทำใจให้สบายนะคะ ให้นึกถึงวันเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา”
หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ให้คุณลุงและคุณป้าได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง ประมาณ 10 นาที ที่ลุงอยู่กับป้า ไม่รู้พูดคุยอะไรกันบ้าง แต่อาการของผู้ป่วยดูสงบ ไม่ทุรนทุราย น้ำตาซึมจากขอบตาทั้งสองข้าง ภาพกุมมือของสามีและภรรยา ทำให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ อย่างไม่ติดใจสงสัยใด ๆ อีกเลย”
“ลุงขอขอบคุณ คุณหมอนะครับ ที่ช่วยให้ป้าไปอย่างสงบ ลุงกับป้าไม่สิ่งใดติดค้าง ลุงเอง ขออโหสิกรรมให้ป้าแล้ว ป้าคงพอใจ ป้าไปดีแล้ว”
ความโล่งใจเกิดขึ้นในใจของข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ายิ้มอย่างเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก ข้าพเจ้าเองไม่ทราบว่า ได้คลายปมอะไรไป แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าทำได้ในตอนนี้ คือการเชื่อมโยงความรัก และความห่วงใย ที่ลุงกับป้าใช้ชีวิตร่วมกันมากว่า 40 ปี ที่ทำให้ป้าจากไปอย่างสงบ ข้างคนที่ป้ารัก
อัญชุรีย์ มันตะเข
งานอุบัติเหตฉุกเฉิน
ยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ น้องหวิว ใครว่า ER ทำเรื่อง Humanized , Spiritual ไม่ได้ นี่คือบทพิสูจน์ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนๆเราทำเรื่องเหล่านี้ได้ตลอดเวลา ขอเพียงเรามีใจที่ทำจะก็พอ
จะรอให้รางวัลเรื่องเล่าดีๆต่อไปนะคะ
สวัสดีคะ
แม่ต้อบขอชื่นชมมากๆคะ น่าจะเอามาถอดบทเรียนของการนำมิติจิตใจเข้ามาใช้ได้ดี
ที่จริงงานอุบัติเหตุนี่แหละเป้นจุดที่เราต้องใช้มิติจิตใจมากกว่าที่อื่นๆ เพราะคนไข้มีภาวะสูยเสียสูง และกระทันหัน
คนที่มำงานที่นี่จึงต้อง มีความมั่นคง มีสมาะ และมีจิตใจงามอย่างนี้แหละคะ
ขอบคุณมากๆคะ ที่ทำให้ความงามของ SHA เจิดจรัสขึ้นมา
การนำเสนอทำให้เห็นภาพได้หลายมุม...จากผู้ที่ไม่ใช่วิชาชีพนี้.....ลำดับเรื่องราวให้ให้เห็นที่มาของวิชาชีพว่า ER มีหน้าที่ทำอะไรโดยสังเขป....และลำดับเหตุการณ์ของเรื่องราวที่ได้พบและเกิดความประทับใจ ถึงแม้เหตุการณ์ของผู้ป่วยที่ได้พบอาจเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แต่จะมีเหตุการใดที่มีความประทับใจหรือภูมิใจในการทำหน้าที่นั้นได้มาก ดังเช่นครั้งนี้ ซึ่งคงเป็นเหตุการณ์ใกล้เคียงกับผู้เขียนในเรื่องของความเจ็บป่วยของผู้ป่วย และผู้เขียนเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของญาติผู้ป่วยได้ดีนั่นอาจเป็นเพราะเป็นความรู้สึกที่เรา หรืออาจคนส่วนใหญ่มักจะละเลย และต้องการกระทำหากแม้ย้อนเวลากลับไปได้และมีโอกาสได้ทำ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าคุณลุงมีโอกาสที่ดีและดีกว่าบางคนที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวอะไรกับผู้ซึ่งกำลังจะจากเราไป ...ขอบคุณที่โลกใบนี้ยังมีคนที่ใจดี ได้ทำอะไรดีๆ ให้กับคนอื่นๆ ได้รู้สึกดีกว่า ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องคนส่วนใหญ่ได้รับรู้ แต่เชื่อเถอะค่ะ "คำขอบคุณจากคุณลุง" มันมีคุณค่า และ มีความหมายมาก สำหรับคนทำงานในหน้าที่นี้ และมันจะมีคุณค่ามากสำหรับผู้ที่ได้เข้ามาอ่านและเข้าใจความรู้สึกของคนที่มีโอกาสได้กล่าว "อโหสิกรรม" กับคนที่กำลังจะจากเราไป....ขอบคุณที่ทำให้ได้อ่านสิ่งที่ดีและมีคุณค่าในการทำงาน...ขอบคุณ...
ขอบคุณค่ะ พี่ namsha เคสของคุณลุงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่พวกเราชาว ER จะได้ทำเรื่อง Spiritual & Humanized ค่ะ ความจริงพวกเราอยากทำทุกราย แต่ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ อาจเป็นข้อจำกัด แต่หวิวก็ภูมิใจและดีใจค่ะที่ได้ทำ และจะทำต่อไป
ขอบคุณค่ะแม่ต้อย
คำชมของแม่ต้อยทำให้พวกหนูมีกำลังใจมากเลยค่ะ
หากจะว่าไปแล้วการทำงานทุกหน้าที่พวกเราต่างก็ใช้มิติจิตใจเข้ามาร่วมทำงานอย่างมาก อยากน้อยก็เป็นการเยียวยากับผู้ให้บริการการเอง หลังจากที่พวกเราได้ทำกับผู้ป่วยและญาติ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณ Yupin พวกเราทุกคนในวิชาชีพนี้ล้วนทำงานด้วยหัวใจจริงๆค่ะ แต่ก็อาจมีบ้างที่ความหวังดี ความปรารถนาดีของพวกเราบางครั้งเหมือนเป็นการต่อว่า หรือดุ หากภายใต้หัวใจอันแท้จริงแล้วพวกเราหวังและปรารถนาดีต่อผู้ป่วยและญาติทุกคนเหมือนเป็นญาติของพวกเราค่ะ
ขอบคุณ คุณYupin ที่เข้ามาให้กำลังใจค่ะ
สวัสดีครับ ชารพ.แก่งคอย เข้ามาเยี่ยมแก่งคอย ไม่เคยผิดหวัง มีแง่คิดดีๆให้แก่การทำงานเสมอ
ขอบที่นำเรื่องดีๆมีมุมของการให้อภัยในวันสุดท้ายของชีวิต
แวะมาทักทาย ตามสไตล์คนบ้านใกล้เรือนเคียง ที่ไม่ได้เข้ามานาน ไม่อยากจะบอกว่าจำ PW ตัวเองไม่ได้แหล่ะ ลองตั้งหลายครั้งกว่าจะเข้าได้ เป็นงั้นไป เดี๋ยวนี้ โกอินเตอร์แล้วเนอะเอาเรื่องเล่ามาลงด้วย หนูเอามาลงบ้างดีกว่า ไม่ได้ลงในโรงพยาบาล ลงในบันทึกของตัวเองก็ได้ แบบว่าขอเป็นเจ๊ดันให้ตัวเอง 555 แล้วจะพยายามเข้ามาดูข้อมูลบ่อยๆ ค้า...
ตามมาเชียร์ SHA ทั้งทีม เยี่ยมมาก
ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้ ชาวแก่งคอยเสมอมาค่ะ ทำให้มีกำลังใจในการนำเรื่องเล่ามาแบ่งปันกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ ท่านวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
ดีใจด้วยนะcoronary25" ที่กลับมาฟื้นคืนชีพ เอ้ย! กลับมาเขียนบล๊อกต่อ
แซบหลายค่ะ เรื่องที่คุณน้องนำลง Blog เขียนอีกนะ รอแซบกันต่อ อิอิ
สวัสดีค่ะ อ.ขจิต ฝอยทอง ที่คิดถึง
ขอบคุณค่ะที่ยังส่งแรงเชียร์แรงใจถึงกันอยู่
ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆนะคะ
ขอบคุณค่ะ คุณสามสัก
ทั้งหมดนี้ คือความจริงของชีวิต ที่พวกเราพบเจอทุกวันค่ะ
สวัสดีครับ ชาวรพ.แก่งคอย
อ่านเรื่องนี้แล้วให้คิดถึงเรื่องใกล้ตัว วันที่คุณแม่จากไป "ถึงมันจะเรื่องเศร้าแต่เมื่อมาระลึกถึงก็ทำให้อบอุ่นอยู่ในใจ"
ขอบคุณครับที่นำแต่เรื่องราวดีๆ
เป็นกำลังในให้นะคะ คุณต้นสเต็ก
มนุษย์เราล้วนหนีไม่พ้น เกิดและดับ การพลัดพรากจากคนที่รักยังความเสียใจให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ความผูกพันธ์ ยากแก่การลืมเลือนโดกเฉพาะแม่ผูให้กำเนิดเรามา...การจากไปของคนไข้แม้พวกเราจะเห็นบ่อยจนบางครั้งรู้สึกเฉยชาต่อการจากไปนั้น แต่สิ่งสุดท้ายที่พวกเราทำได้และอยากทำให้เสมอคือ การตายอย่างมีศักดิ์ศรี
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักค่ะ