เคล็ดลับอายุยืน

                            

ชรา

  (ภาพประกอบจาก Internet)

      "คนจะดี ดีน้ำใจ ใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต"  คำกลอนสอนใจบทนี้หลายท่านที่ผ่านโลกมานานคงคุ้นเคยบ้างไม่มากก็น้อยครับ ส่วนท่านที่ผ่านโลกมาน้อยบนโลกใบนิด อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับกลอนบทนี้ แต่เมื่อเข้ามาอ่านแล้วก็ถือว่าเริ่มคุ้นเคยครับ  พูดถึงเรื่องแก่ หลายคนมักไม่อยากพูดถึง ถึงขนาดถ้ามีใครมาถามอายุกันนี่โกรธเป็นตาย หรือบางคนหนักกว่านั้น ถึงขนาดตั้งใจว่าจะไม่ยอมไปเผาผีกันเลย (จริงจังหนักไปหน่อยครับ) เพราะถือว่าเป็นคำถามที่ไม่ให้เกียรติ เหยียดหยามกัน ฟังแล้วรู้สึกไม่รื่นรูหูเสียเลย ถามออกมาได้อย่างไร โดยเฉพาะท่านผู้หญิง บางท่านถึงขนาดไม่ตอบแต่โต้กลับแบบให้คนถามไปถามบุพการีโน่นเลยก็มี ถามอะไรก็ถามได้ แต่ถามเรื่องอายุนี่ยอมได้ที่ไหน

      แต่ก็แปลกดีครับคนเราไม่อยากแก่  แต่ก็อยากอยู่จนแก่ไปนานๆ เรียกว่าเป็น "วัยรุ่นในร่างของคนชรา" ยิ่งอยู่แก่นานเท่าไรก็ยิ่งดี ก็ใครจะอยากตายล่ะครับ ดังนั้นถ้าใครมาถามว่าท่านอายุเท่าไหร่ ก็น่าจะตอบอย่างน่าภูมิใจว่า "ปีนี้ฉันอยู่โสดมาถึง 45 ปีแล้ว หรือเกือบ 70 ปีแล้วเก่งมั้ยล่ะ มีใครเก่งกว่านี้อีกมั้ย" เจอคำตอบอย่างนี้ คนถามอาจหงายหลังไปเลยก็ได้นะครับ  คนเราแม้อยู่นานอาจไม่แก่ความรู้มากนัก แต่อยู่นานก็จะเกิดการเรียนรู้ จนได้ชื่อว่า “แก่วัดแก่วา” วันนี้ผมจึงแอบนำเอาเคล็ดลับ ที่ทำให้เราอยู่จนแก่แบบมีคุณภาพไปนานๆ ครับ  เผื่อเราจะได้ขึ้นชื่อว่า แก่วัดแก่วาด้วยกันมั่ง (ฟังแล้วทะแม่งๆ พิกลน่ะครับ)  นั่นคือ ความพอดี คือ รู้จักกินแบบพอดี นอนแบบพอดี ทำงานแบบพอดี พักผ่อนแบบพอดี แสดงอารมณ์แบบพอดี (แสดงถึงการมีสติรู้ทันอารมณ์ตนเอง) พูดแบบพอดี การทำดีแบบพอดีคือไม่มากไปจนตัวเองเดือดร้อน นั่นคือการเดินทางสายกลางนั่นเองครับ การใช้ชีวิต ถ้าหย่อนไปไปก็จะเฉื่อยชา ถ้าตึงไปก็จะตึงเครียดครับ  ถ้าทำทุกอย่างได้ตามนี้พอดี รับรองว่าท่านอาจจะแก่ถึงขั้นเลยวัดเลยวาก็ว่าได้  ท่านใดสนใจอย่าลืมใช้ชีวิตแบบพอดี  ที่สำคัญต้องรักษาอารมณ์ให้ดีด้วยนะครับ