เช้านี้เดินผ่านบ้านหลังหนึ่งตอนออกโปรดญาติธรรม

หูแว่วได้ยินคุณโยมพูดว่าตัวเองยากจนไม่มีทรัพย์สินเงินทอง

ไม่เหมือนคนอื่นข้างๆบ้านไม่อัตคัดขัดสนเหมือนชีวิตเขา.......

ธรรมฐิตเลยเดินระลึกแล้วกลับมาเขียนบันทึกนี้

ปัจจุบันหรือตั้งแต่อดีตก็ว่าได้ไม่ผิด  คนโดยมากยังรู้สึกว่าตัวเองยากจนอัตคัตเพราะเหตุว่า

เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทางด้านปัจจัยภายนอก  ทั้งๆที่ว่าตัวเองก็มีทุกอย่างที่สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างไม่เคยอดอยาก

มาดแม้นว่าเราไม่ได้มีบ้านหลังใหญ่โต ไม่มีรถที่หรูหรา ไม่มีที่ดินที่กว้างไพศาล

ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ....แต่ลองลืมตาดูด้วยสติปัญญาสิขอรับ 

เราอาจจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็มีไม่น้อย

ทันทีทันใดที่เรารู้สึกพอใจเกิดขึ้นกับสิ่งที่เรามีอยู่ 

เมื่อนั้นความรู้สึกว่าจนอัตคัดก็พลันหายไปในพริบตา

ความรู้สึกว่าเราจนที่ฝังอยู่ในจิตใจเพียงเพราะ

เรามีความอยากอยู่ในมโนสำนึกไงละ

ดังนั้นคนทุกเพลานี้รู้สึกว่าตนเองจน

เพราะถูกกระแสภายนอกมาหลอกกระตุ้นให้ภายในใจติดกับดักความอยาก 

และลองย้อนดูสิขอรับบางครั้งสิ่งที่อยากนั้น

มันไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตเอาเสียเลย 

อาจเพียงช่วยแต่งเติมเสริมมายาภาพก็เท่านั้นเอง  จนบางครั้งเกินความจำเป็น  สุดท้ายก็พลัดลงสู่ความยากจนเข้าจริงๆ

เอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นให้น้อยลงบ้างหันกลับมามองตัวเองให้มากขึ้น  แทนที่ว่าเราจะเอาใจไปจ่อจดกับสิ่งที่ยังไม่มี  หวนกลับมาชื่นชมยินดีกับสิ่งที่เราครอบครองอยู่ดีกว่าแล้วคำว่าจนอัตคัดก็จางหายไป

ดังนั้นปัจจัยภายนอกจะน้อยจะมากก็สุดแล้วแต่ศักยภาพของแต่ละคนที่พอมีกำลังขวนขวายได้  แต่พึงตระหนักใส่ใจไว้ว่า 

ทรัพย์ภายในคือคุณธรรมจริยธรรมและสติปัญญาหรือที่เรียกกันว่า

..อริยทรัพย์..

ควรมีไว้ใส่ใจให้มากๆมันสามารถหล่อเลี้ยงกระตุ้นกายและใจให้งอกงามไพบูลย์หากประทับองค์ทรงร่างใครแล้ว

มันก็จะเป็นปัจจัยที่จะได้มาซึ่งทรัพย์ภายนอกในที่สุด

ธรรมะสวัสดีขอรับ