๓ สิงหาคม

กราสวัสดีค่ะครู

                วันนี้เป็นวันศุกร์ที่หนูตั้งใจกลับบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมา กราบสามครั้ง แล้วก็นั่งภาวนา ลืมตาขึ้นมาเปิด G2K อ่านบันทึก เห็นความคิดเห็นที่เข้ามาตอบ อ่านแล้วทำให้รู้สึกโล่ง แล้วก็มีเสียงว่า

“อ๊ะ คือความโกรธเหรอนี่”

อ่านเสร็จ มองย้อนเข้าไปที่ความรู้สึกตนเอง มันหายวับเลยค่ะครู หายสงสัยในความเฉย ๆ แบบค้าง ๆ ด้วยค่ะ

แล้วจึงออกไปวิ่งออกกำลังกาย อาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน

                เข้าไปดูครื่องที่ล้างระบบไว้ทั้งคืน ปรับค่าเพื่อให้ล้างระบบได้สมบูรณ์ขึ้น กลับมาที่โต๊ะมีโทรศัพท์จากเพื่อนที่สำนักงาน กพ. โทรมาแต่ไม่ได้รับ จึงโทรกลับได้ความว่าจากที่ประชุมในวันที่ ๘ จะให้หนูขึ้นพูดบนเวที แล้วพรุ่งนี้จะมีการซ้อมคิวที่ สำนักงาน กพ. อารมณ์พุ่งขึ้นปี๊ดเลยค่ะ รีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วคุยแต่ก็ได้ยินน้ำเสียงตนเองที่ปนความขุ่น แล้วค่อย ๆ คลายลง แต่ก็บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง เกี่ยวกับรายละเอียดที่จะเล่าในวันที่ ๘ ว่าได้คุยกับทีมบ้างแล้ว แต่คงไม่สามารถไปได้ในวันพรุ่งนี้

แต่ด้วยความขุ่นในใจที่มีก็เอ่ยขึ้นมาห้อยท้ายว่า “ถ้าจำเป็นต้องไปซ้อมพรุ่งนี้จริง ๆ ก็หาคนใหม่ไปพูดแทนเลยก็ได้ค่ะ”

ตอนพูดรู้สึกสะใจ แต่ถัดจากความสะใจเป็นเสียใจ ที่ตนเองระงับความโกรธไว้ไม่ทัน จนทะลักออกมาทางปากและน้ำเสียง (ผิดศีลข้อหนึ่ง คือ เบียดเบียนผู้อื่นด้วยวาจาค่ะ ฝึกมาขนาดนี้พอเจอโจทย์ โดนสอบก็เจอจัง ๆ) ตอนที่พูดไม่เห็นละเอียดนักค่ะครู

แต่พอมาเขียนบันทึกตอนนี้เหมือนเห็นว่า ความโกรธในตอนนั้นเด่นชัด แต่ตอนคลุกวงในอยู่ ไม่เห็น

 

พอวางสายก็ไป หนูก็รู้สึกร้อน หงุดหงิด เหมือนได้รับกรรมของตนเองเลยค่ะ

 

จากนั้นหนูก็ไปจัดทำเอกสารการขออนุมัติเดินทางไปราชการและขออนุมัติโครงการที่จะพาพี่ ๆไปภาวนาที่วัด เหมือนเจอโจทย์ ได้แต่น้อมรับกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ยอมรับว่า

“ความเครียดพุ่งปี๊ดมาอีกระลอก กับแต่ละสิ่งที่มากระทบค่ะ หลายคน หลายความอยาก”

หนูก็มองมาที่ตนเอง ความอยากของหนูก็มี เพราะทุกคนเป็นคนผู้ทุกข์ แกยังจะไปซ้ำเติมอีกเหรอเนี่ย

 

 

แต่หนูก็ยังเครียดค่ะครู รู้สึกสงสาร คนขับรถ เขาไม่ค่อยอยากไป ไม่ค่อยอยากอยู่ด้วย แต่ด้วยบริบททำให้เขาต้องไป แถมเบิกในสิ่งที่เคยเบิกไม่ได้ บางทีก็มีเสียงประชดประชันของคนอื่น

หนูทำได้เพียงนิ่งหายใจ แล้วก็บอกตนเองว่า

“เอาน่าทำให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดก็น้อมรับ คือบททดสอบ ธรรมชาติกำลังทดสอบอยู่”   

 

แต่ก็โชคดีมากค่ะ ที่พี่ ๆ เมตตามาให้คำแนะนำทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้เร็วขึ้น

 

ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่า หนูเดินหนังสือเองทั้งหมด แบบเบรอ ๆ ด้วยค่ะ เพราะทำด้วยความกังวล ตอนที่เขียนบันทึกหันมองตนเองตอนนั้นแล้วก็เห็นว่า น่าสงสาร แถมมีเสียงสอนผู้หญิงคนนั้นด้วยค่ะครูว่า

“นี่แหละไม่รู้จักตั้งสติภาวนา ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ โดนกิเลสชกซะหน้าบวมปูด เหมือนที่ครูพูดไว้ไม่ผิดเลยค่ะ”

เสร็จเรื่องนี้ เรื่องใหม่มาทันทีค่ะ แบบแทบไม่ได้พักหายใจ พี่แจ้งว่าให้เร่งส่งถอดบทเรียนที่ไป รพ.สต.กะบาก ให้เสร็จภายในเสาร์นี้ และต้องเตรียมต้นไม้ให้ รพ.สต.ที่กุฉินารายณ์บ่ายนี้ งานเรียงคิวมา

แต่หนูก้ทำ เท่าที่ทำได้ ถึงเวลากลับบ้านหนูก็กลับ ขับรถมาเรื่อย ๆ ได้ต้นไม้ขึ้นรถมาตามงานที่นัดหมายไว้แต่บทเรียนเอาวางไว้ก่อน

                หนูขับมาเรื่อย ๆ ถึงบ้านประมาณสองทุ่มกว่า ๆ ค่ะ ครู คุยกับน้าและเพื่อนของท่าน แล้วก็ไปอาบน้ำแล้วก็ค่อยมาเขียนบันทึกถึงครู เขียนเสร็จจะขออนุญาตไปทำวัตรเย็นและเข้านอนค่ะ

                                                                                กราบขอบพระคุณค่ะครู

 

หมายเหตุ; เขียนจดหมายฉบับนี้ตอนอยู่ที่บ้าน แล้วไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้