กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาแล้วก็ลุกขึ้นกราบสามครั้ง ล้างหน้าเปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกาย กลับมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า อาบน้ำไปทำงาน ใจหนูจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ยา จะว่าไปมันก็เป็นอาการเฉย ๆ หนูพยายามหาสาเหตุ หนูได้ลองเขียนบันทึกถามตนเอง หาสาเหตุ แต่เพราะทำงานไปด้วยเหมือนมันไม่ลงล็อคความเข้าใจ แต่รู้สึกถึงคำหนึ่งขึ้นมาว่า

 “เพราะหนูกลัวความผิดหวัง จึงขาดการทุ่มเท”

“ดูเหมือนว่า หนูไม่ค่อยทุ่มสุดตัว ไม่ว่าทำอะไร”

ถ้าถามว่า ทำไหม ก็ทำนะคะครู แต่ทำแบบตามหน้าที่ แต่ขาดชีวิตชีวา เหมือน ๆ ไม่ทุ่มความตั้งใจ ผลงานก็ออกมาแบบแห้ง ๆ ถามว่า

“สำเร็จไหม มันก็สำเร็จ แต่ก็สำเร็จตามเหตุที่ลงมือทำ”

 

หรืองานไหนไม่สำเร็จ ก็ต้องกลับมาทำซ้ำทำใหม่ บางทีทีงานอื่นมาแทรก หนูก็วางไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงต้นทุน หลายคนเห็นหนูทำงานก็รู้สึกเป็นห่วงบ้าง เสียดายบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง

 

แต่เพราะว่า “หนูบอกยาก สอนยาก ท่านก็เลยปล่อย ๆไป”

 

เรื่องนี้ได้รับความเมตตาจากพี่ที่ทำงาน ช่วยชี้แนะ ทำให้หนูหยุด แล้วมาพิจารณากับตนเองก็เห็นว่า

 

“จริง บ่อยครั้งที่หนู แสดงพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบ ทำตามความอยาก ที่ทำ ๆ มาอยากจะทิ้งก็เลิกไปเฉย ๆก็มี แบบไม่แคร์สื่อ”

 

เห็นข้อเสียของตนเอง เกิดความรู้สึกอึ้ง ข้างในนิ่งเฉย ๆ เกิดความคิดขึ้นมาว่า

เอ.......ทำไมนิ่งเฉย นี่มัน นิ่งเฉยหรือเพิกเฉย

ถึงไม่ลงมือแก้ไข

 

หนูรู้สึกขอบพระคุณพี่ที่ช่วยสะท้อน รับรู้ว่าเป็นการสั่นสะเทือน แต่ไม่มีความขุ่นมัว

แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข

 

วันนี้ลุยงานวิเคราะห์ยาทั้งวัน แก้ไขปัญหา ที่เมื่อวานแก้ไขไม่ได้ ค่อย ๆ ค้นไปเรื่อย ๆ รอผลอย่างมีสติ

หนูลนน้อยลง ผลออกมาชัดแจ่ม งานผ่าน แม้ว่าจะช้า แต่ก็ชัวส์

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูคงดีใจแบบ ลิงโลด แต่วันนี้เพียงรับรู้ว่า “อ้อ เสร็จแล้ว ปิดโปรเจคได้”

มันเฉยเกินไป ..........มันผิดปกติจากแต่ก่อนค่ะครู

หนูหลงทางไปรึเปล่าค่ะ การรับรู้ในอารมณ์มันแตกต่างจากเดิมมาก ๆ นิ่งเฉย เงียบ

 

อะไรเข้ามาก็เพียงฟัง แม้กระทั่งเรื่องที่เล่าให้พี่ ๆฟัง แล้วท่านรู้สึกตกใจ แต่พอหนูนิ่ง แป๊บเดียวกับรับรู้ว่า

“ท่านค่อย ๆนิ่งลง”

หนูทานข้าวเที่ยงเกือบ ๆ บ่ายสอง

ความหิว หรือความอยากอาหารไม่ปรากฏค่ะ แต่รับรู้ว่า ในร่างกาย รู้สึกล้ากว่าปกติ แต่ใจจดจ่อกับการทำงาน

 

เล่าให้พี่ ที่ทำงานห้องเดียวกันฟังท่านบอกว่า “อย่าประมาท เดี๋ยวจะวูบไปเลย”

 

พอตั้งค่าทุกอย่างเสร็จหนูจึงค่อย มานั่งทานข้าว พี่สาวโทรมาถามว่า “มีตังค์ไหม”

พอทานข้าวเสร็จ จึงรีบไปโอนให้ท่านค่ะ การปฏิบัติต่อที่บ้าน หนูไม่เคยเกี่ยงงอน ปกติหากไม่ถึงที่สุดพี่สาวไม่เคยรบกวน แสดงว่า ท่านต้องการความช่วยเหลือ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หนูก็ยินดีจะทำค่ะ

                กลับจากโอนเงิน หนูแวะมาดูเครื่อง ตรวจสอบผลวิเคราะห์ ผลออกมาชัดว่า “ไม่ต้องทำซ้ำ” ปิดโปรเจค เหลือเพียงทำรายงาน พี่ดีใจ รู้สึกได้ว่า

“ท่านโล่งใจ”

หนูมองเข้าไปในใจตนเองก็มีแว๊บหนึ่งที่รู้สึกว่า

“เรื่องนี้จบแล้ว” แล้วมันก็เงียบอีก

ดูเหมือนบางคราใจหนูทนความเงียบไม่ได้ จนร้องเพลงออกมา

อ้าว รู้สึกงงค่ะ ร้องเพลงแบบเผลอ ๆ เหมือนโดนบีบให้ร้องมาจากข้างใน

เห็นตนเองร้องเพลงแล้วก็ชะงักค่ะครู

 

สักพัก พี่ที่ทำงานห้องเดียวกันร้องเพลงออกมาอีก เป็นเพลงท่อนเดียวกันที่หนูเผลอร้องไป...อ้าวแปลก

เราทั้งสองจึงได้หันมาหัวเราะว่า “อ้าว เราร้องเพลงเดียวกันซะงั้น”

 

เมื่องานเสร็จก็ยังต้องเคลียร์สภาวะ ก่อนที่จะปิดเครื่อง แต่ฟ้าครึ้มมาก ๆ หนูกับพี่จึงลงมาย้ายรถเพราะจะหกโมงแล้ว ไปที่รถหนูเห็นว่าตนเองลืมมือถือ เห็นเป็น miss call ของครูแต่พอโทรไปแล้ว เหมือนปิดเครื่อง จึงบอกตนเองว่า “สงสัยครูขึ้นเครื่องแล้ว”

จึงขึ้นมาเก็บของแล้วก็กลับบ้าน ดูนาฬิกาแล้วพอมีเวลา หนูจึงจัดแจงล้างรถให้ครู แบบพอเอาฝุ่นข้างนอกออก แล้วก็เช็ดด้วยผ้าแห้ง การได้ปฏิบัติต่อครู หรือทำอะไรให้ครู ทำให้ใจหนูรู้สึกปีติค่ะ ครูรู้ไหมค่ะ ทุกวันก่อนออกไปทำงาน ขับรถผ่านจุดที่จอดรถครูไว้ หนูจอดรถแล้วก็ยกมือไหว้ทุกวัน ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่รู้สึกในใจถึงความนอบน้อม ไม่มีใครสั่ง แต่ข้างในเป็นเอง

พิจารณากับตนเองว่า เอารถคันไหนไปดี เพพื่อไม่ให้เป็นการลำบากยกกระเป๋าหลายครั้ง หนูจึงเอารถครูไปรับแทน ซึ่งก็ได้เรียนรู้กับตนเองว่า “ครั้งก่อนที่พารถตนเองไป เพราะอยากให้ครูได้นั่งเพื่อเป็นศิริมงคล” เป็นการยึดติดในตัวหนูเอง แต่ครั้งนี้พิจารณาใหม่ เอาสะดวกครู อย่างน้อยก็ทำให้ครูเหนื่อยน้อยลง แม้เพียงนิดก็ยังดี

                ขณะที่รอรับครูที่สนามบิน ครูค่ะความโล่ง ความซาบซึ้งใจ ความตื่นเต้นวิ่งสลับหน้ากันมา สลับกับการขนลุก รอไปเรื่อย ๆ พยายามมองหา เมื่อเห็นหลังครู จำได้จึงเดินไปในจุดที่สะดวกกับการรับของจากครู แว๊บแรกที่เจอครูรู้สึกดีใจ เหมือนเป็นความคุ้นเคย ของการมารับแม่กลับบ้าน ขอบพระคุณนะคะครูที่เมตตาให้โอกาส

                พอครูกลับไปแล้ว หนูเข้าบ้าน นั่งคิดถึงคำถามครู แล้วก็มีเสียงว่า “เซ็นครูไม่ค่อยผิด” แต่ก็ไม่ได้คิดต่อวางไป หนูเปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่ง ฝนตกปรอย ๆ เล็กน้อย กลับมาจึงนั่งพัก แต่รู้สึกง่วงมาก ๆ ค่ะ จึงไปอาบน้ำ ขึ้นไปทำวัตร แล้วก็ลงมาเขียนบันทึก

                ว่าด้วยเรื่องศีล

ศีลข้อหนึ่ง วันนี้เบียดเบียนตนเอง โดยการทานข้าวช้า แต่ว่ามามองย้อนก็ได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ ร่างกายเราก็ไม่ได้ต้องการมากมาย กินเมื่อร่างกายต้องการก็สมควรอยู่

ศีลข้อสอง ไม่ได้หยิบของใครค่ะครู แต่ก็เอาเวลางานไปจัดการเรื่องส่วนตัว

ศีลข้อสาม วันนี้จดจ่อกับงาน เรื่องนี้ไม่ค่อยวนเวียนมา

ศีลข้อสี่ วันนี้พูดถึงคนอื่นบ่อยค่ะ เป็นเรื่องที่เราเองคาดไม่ถึง แต่ก็เป็นการพูดลับหลัง ซึ่งพอถูกกระตุ้นก็ดูเหมือนยังนินทาได้ค่ะ สติหลุดตอนนินทาค่ะ

ศีลข้อห้า หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังเป็นหลง ๆบ้างค่ะครู

 

                                                                                กราบขอบพระคุณสำหรับโอกาสค่ะ