ตอนนี้ผู้เขียนอยู่มหาวิทยาลัยนะครับมาเขียนข้อมูลเพิ่มเติมจากบันทึกนี้ ในตอนเช้าวันนี้ท้องฟ้าและอากาศสดชื่น เสียงนกเล็กๆร้องตอนเช้าอย่างไพเราะ ผู้เขียนพร้อมด้วยผอ.วรวิทย์ กิตติคุณศิริ ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัดเพชรบุรี ผอ.สุนันทา การะเวกผู้อำนวยการ กศน.อำเภอแก่งกระจานและดร.ปาน กิมปี ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพี่ครูต้อย ผอ.กศน.บางสะพานน้อยและคณะครูกศน.อำเภอแก่งกระจานได้เดินทางไปที่ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ก่อตั้งมามากกว่า 40 ปีอยู่ในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี คำว่า”น้ำทรัพย์”นั้นเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “น้ำซับ” ซึ่งหมายถึงน้ำที่ซึมออกมากจากพื้นดิน จากข้อมูลทั่วไปของสภาพหมู่บ้านพบว่า หมู่บ้านน้ำทรัพย์ ตั้งอยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 100-352 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ในอดีตกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านน้ำทรัพย์กลุ่มแรกคือ กลุ่มของนายพรานที่มาบ้านซ่อง ตำบลวังจันทร์ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้แก่นายเกตุ นายทับ โล๊ะหนองลิ้น นายเสงี่ยม พุ่มไสว นายวอน นายริด ต่อมาได้อพยพออกมาจากจุดเดิม ขึ้นมาอยู่บริเวณขอบอ่าง เนื่องจากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ในอดีตผู้คนในหมู่บ้านเดินทางโดยทางเรือ
ข้อมูลของ กศน.แก่งกระจาน
ในอดีตหมู่บ้านน้ำทรัพย์เป็นหมู่บ้านเดียวกับหมู่บ้านลำตะเคียน ต่อมาได้แยกออกมาตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 โดยมีผู้ใหญ่คนแรกคือผู้ใหญ่ชื้น วรรณขำ ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ชูชาติ วรรณขำซึ่งเป็นลูกชายของผู้ใหญ่ชื้น วรรณขำ เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่มู่บ้านลำตะเคียน รือ ี ซึ่งได้แก่นายเกตุ นายทับ โล๊ะทองลิ้น นายเสงี่ยม พุ่มไสว นายวอน นายริดตั้งแต่ปี 2540 หมู่บ้านน้ำทรัพย์มีโรงเรียนระดับประถมศึกษา 1 แห่ง แต่ไม่มีวัด ชาวบ้านจะไปทำบุญและรักษาศีลกันที่วัดลำตะเคียนและวัดแม่คะเมย
เมื่อไปถึงหมู่บ้านน้ำทรัพย์ตอนสายๆอากาศสดชื่นมาก มีลมพัดมาอ่อนๆ สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็นสิ่งแรกคือ ม้าลูกผสมร่างกายสมบูรณ์อยู่ในคอกกับครูฝึกสอนขี่ม้า นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่ใบหน้ายิ้มแย้มรอคอยต้อนรับพวกเราอยู่ กลุ่มของครูกศน.แก่งกระจานที่เดินทางไปล่วงหน้าได้อยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอำเภอแก่งกระจานแล้ว
ผู้เขียนได้เปิดประเด็นเรื่องการถอดบทเรียน ท่านผอ.รวิทย์ กิตติคุณศิริ ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัดเพชรบุรี ได้กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ของการมาถอดบทเรียนครั้งนี้โดยมีครูเสงี่ยม สัมพันธารักษ์และครูเกล้ากนก ฉ่ำมะนาเป็นวิทยากรกระบวนการ(Facilitator) ผู้เขียนให้ครูที่เป็นคุณลิขิต(Note taker) ช่วยจดประเด็นให้ได้รายละเอียดดังนี้

นายวรวิทย์ กิตติคุณศิริ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดเพชรบุรี: กล่าวถึงกิจกรรมต่อเนื่องเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 บ้านน้ำทรัพย์ย้อนอดีตว่าชุมชนบ้านน้ำทรัพย์มีความเป็นมาอย่างไร จนปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จ คือ
- ชุมชนได้ศึกษาเรียนรู้
- แลกเปลี่ยนประสบการณ์สิ่งที่ได้ทำไปแล้วไปบอกต่อ ๆ กัน ได้ฝึกการถ่ายทอดว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร จนได้รับการยอมรับ
- เป็นประโยชน์ในเชิงพัฒนาประเทศด้วย การถอดบทเรียนเป็นตำรา 1 เรื่องในการพัฒนาประเทศสามารถทำเป็นเอกสารที่เป็นระบบได้สิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ เห็นการเติมโตของชุมชนเป็นจุดที่จำทำต่อในการพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้า การถอดบทเรียน ทุกคนได้รูปแบบว่าการที่เราจะจัดการศึกษากับชุมชน โดยเฉพาะผู้อำนวยการ และครู กศน.
การดำเนินการทำต่อเนื่องในวันที่ 5 สิงหาคม 2553
- รู้จักชุมชนมากขึ้น
- ชุมชนมีของดี เช่นมีแพทย์แผนไทย, หมอนวด, ช่างไม้ ฯลฯ
คุณยายมะลิ เปี่ยมทอง: ในสมัยก่อนยังไม่เจริญเดินทางมาทางรถยนต์ ถิ่นดั้งเดิมอยู่ที่บ้านซ่อง
ลุงใบ โล๊ะหนองลิ้น: เข้ามาอยู่ที่นี้โดยการจับเป็นพื้นราบในอ่าง เดินทางมาทางเขาเจ้า มาจับจองพื้นที่ในสมัยพ่อ เดิมพื้นที่เป็นป่าสัมปทาน (เมื่อ 47 ปี) ชุดนี้มาพร้อมกับการสร้างเขื่อน พ.ศ. 2505 ยุคแรกย้ายบ้านเรือนประมาณ 4 – 5 ครั้ง มีบ้านอยู่ 4 หลังคาเรือน
ชุดที่2 มาทำถ่าน มาเผาถ่าน สมัยก่อนปลูกถั่วลิสงเพราะเป็นที่ราบ มีตาน้ำออกมาตลอดบริเวณกระชังปลา ต่อมาได้ปลูกข้าวโพด ฝ้าย ต่อมาเริ่มจับปลาเมื่อประมาณ 20 กว่าปี เพราะน้ำจะนิ่งตลอดในปี พ.ศ. 2522 น้ำจะแห้ง ก่อนปี 16 เดินทางทางเรือ และมีรถเมล์อยู่ 1 คัน เป็นรถของนายช่างประสาท
-การขายของนำใส่เรือไปขาย จะมีละหุ่ง ฝ้ายไปขาย เรือที่ใช้เป็นเรือที่ต่อขึ้นเอง เรือมาดและเรือขุดต้องซื้อมา
-การต่อเรือส่วนมากทำกันเอง
-การเจ็บป่วย ต้องไปทางเรือ ใช้วิธีการรักษาทางแผนโบราณ ยาที่มีอยู่ประจำบ้าย ยาทัมใจ ยาหัวสิงห์ ถ้าเกิดกระดูกหักต้องมีหมอกระดูกที่วัดเขื่อนเพชร
- ไฟฟ้าเข้ามาปี พ.ศ. 2532
- ถนน รพช. ปี พ.ศ, 2517
- มีรถยนต์ในปี พ.ศ. 2515 – 2516
- มีโรงเรียน ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งค่ายฝึกการรบพิเศษกระจานเข้าฝึกได้เห็นระยะทางห่างไกล ท่านพันตรีฉลอง ได้แบบสร้างอาคารจากการโดดร่มค่ายฝึกรบพิเศษ
- พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก มาทำพิธีเปิดโรงเรียนในปี พ.ศ. 2522
- เปิดสอนในปี พ.ศ. 2522 (โรงเรียนบ้านน้ำทรัพย์) ครูใหญ่คนแรกชื่อครูล้วน แจ้งจัด
- นักเรียนรุ่นแรก ลำบากมาก ทางถนนลูกรัง นักเรียนมาทางเรือ มาสาย
ผู้เขียนยังมีข้อมูลหมู่บ้านน้ำทรัพย์มาเขียนให้อ่านอีกครับ จะพยายามเขียนให้ได้ทั้งหมด มีคุณยยสองท่านน่ารักมาก ยายเล่ามาเดินทางมาจากอำเภอสองพี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรี

ตอนที่เราลงหมู่บ้าน ได้ไปดูเรื่องการเลี้ยงแพะ พอดีกับช่วงที่ปศุสัตว์กำลังจะไปสาธิตการผสมพันธุ์แพะพอดี เลยมีโอกาสแวะไปดู

ในหมู่บ้านทำหมู่บ้านเชิงอนุรักษ์ มีที่พักแบบ Homestay ด้วย สนใจติดต่อที่ผู้ใหญ่ชูชาติ วรรณขำ(เบอร์ติดต่อ๐๘-๙๕๕๐-๐๘๐๙, ๐๓๒-๔๕๙๐๖๒ ๐๘-๙๘๓๗-๒๕๓๕ ) นะครับ หรือเข้าไปอ่านเรื่องหมู่บ้านน้ำทรัพย์ที่นี่

ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจคือการขี่ม้า ที่เห็นในภาพไม่ใช่ cowboy นะครับ แต่เป็นท่าน ดร.ปาน กิมปี ศึกษานิเทศก์ของ กศน.กำลังฝึกขี่ม้า ที่หมู่บ้านน้ำทรัพย์ให้บริการสอนขี่ม้าและล่องแก่งด้วย ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน...
สวัสดีครับอาจารย์
แวะมาทักทายครับ
เจอ ดร.ปาน กิมปี ด้วย แหะ แหะ ผมเคยเรียนกะแกที่ มสธ. ด้วย (แต่ไม่จบ ฮิ ฮิ...)
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะน้อง อ.ขจิต
มาเยี่ยมส่งความคิดถึง & กำลังใจให้อาจารย์คนเก่งที่แสนขยัน
ช่วงนี้ครูใจดีไม่ค่อยจะว่างเลย ยุ่งกับการซ่อมคอพ์ให้ชาวบ้าน โรงเรียนเป็นศูนย์ซ่อมคอมพิวเตอร์ของ สพท.อต. ครูใจดีเป็นเลขาศูนย์ (แจ๋ว+ภารโรง) ผอ.รร.เป็นประธานศูนย์ 555+ งานเข้าเลย... แง แง นี่แว๊บเข้ามา เพราะความคิดถึงจ้า!...
เอาขนมมาฝาก.. แทนความห่วงใยค่ะ... แฮ่ะๆ กะแลกกับส้มตำไข่เค็ม ถ้าไปกำแพงแสน ฮ่าๆๆๆ
น่าสนใจมากค่ะสำหรับเรื่องราวภูมิปัญญาของชุมชนนี้..
..พี่ใหญ่เพิ่งขึ้นบันทึกจากเวที "เครือข่ายเรียนรูสู่ความพอเพียง" ครั้งที่ ๒ ของมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ ฯ
สวัสดีค่ะอาจารย์มาอ่านการถ่ายทอดในสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาแล้ว ดีมากๆเลย อาจารย์มีประสบการณ์มากจังเลย ขอบคุณค่ะ
แวะมาอ่านบันทึกของอาจารย์
..
อาจารย์สบายดี นะครับ
ด้วยความระลึกถึงครับ
ดวงใจตอนนี้ กินเก่ง และอ้วนขึ้นเยอะเลย
..
รักษาสุขภาพด้วย นะครับ
การได้เล่าเรื่องดีๆ เพราะมีคนฟัง เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เลยนะครับ อาจารย์
เข้ามาให้กำลังใจครับ อ.ดร.ขจิต สบายดีนะครับ ขอบคุณครับที่แวะทักทายบันทึก คนหัดเขียนบล็อกใหม่ อย่างผม
ขอให้ ดร.หายป่วยเร็วๆ นะคะ
รูปนี้ฮามากๆ เป็นการประกวดขวัญใจชาวค่าย
อาจทำให้ทุกคนหายเครียดได้
ไปเพชรบุรีอีกแล้ว
บ้านนี้น่าสนใจนะคะ
ทำไมไม่หัดขี่ม้าบ้างล่ะ