อ่านเรื่อง ผู้หญิงคนนี้ของคุณชายขอบ แล้วอยากเขียนบันทึกเรื่องแม่ที่ลูกๆเรียกท่านว่า "คุณแม่"

   คุณแม่อายุ 80 ปี เรียนจบชั้น ป. 4 เพราะต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานส่งเสียน้องๆพี่ๆ ที่เข้าไปเรียนหนังสือในเมือง แม่มักจะเล่าเสมอถึงความลำบากของยุคสงครามโลก ที่ต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับคนอื่น และการ "หนักเอาเบาสู้" เพื่อให้ได้เงินรวมทั้งการจัดหาสาระพัดสิ่งของที่จะต้องให้พี่ๆน้องๆ "ได้อยู่ได้เรียนอย่างไม่ลำบาก" และต่อมาเมื่อบรรดาคนที่คุณแม่ส่งเสียกลับมาดูถูกที่คุณแม่เรียนน้อย ก็กลายมาเป็นแรงใจอันใหญ่หลวงว่าลูกของคูณแม่ทั้ง 5 คนต้องได้เรียนหนังสือและพึ่งพาตัวเองได้

  จำได้ว่า ในวัยเด็กของตัวเองนอกจากการเรียนให้ดี ด้วยสโลแกนว่า เรียนไม่ดี ต้องออกมาเลี้ยงควาย แล้วก็ยังมีงานเยอะแยะมากมายไปหมดทั้งตอนเย็นและเมื่อปิดเทอม เรียกว่า ไม่เคยได้เรียนพิเศษเพื่อติวสอบอะไรทั้งสิ้นเพราะคุณแม่จะมี "โปรเจค" หาวิธีได้เงินที่หลากหลายมาก เช่น เก็บผลไม้ในสวนคัดที่สวยๆ ไปขาย เอาลูกที่ไม่สวยไว้กิน ส่งข้าวสารไปตามบ้านที่เขามาสั่ง และขายของชำที่แบ่งบรรจุเองทุกอย่าง 

   ถึงครอบครัวจะไม่มีเงินเทียบเท่าญาติคนอื่น แต่ลูกของคุณแม่ทุกคนไม่เคยอดข้าว มีรองเท้าใส่ไปโรงเรียน และยังมีโอกาสไปดูหนังดีๆ ในเมืองเป็นบางครั้ง อย่างเรื่อง The sound of music และได้ไปเที่ยวน้ำตก ไหว้พระบนดอยสุเทพ ปีละครั้งเมื่อตรุษจีน หรือเมื่อมีญาติมาจากจังหวัดอื่น

    ส่วนที่พวกลูกๆ ทำให้กับคุณแม่ได้คือ พวกเราไม่เคยเกเรกับการเรียน ทุกคนได้เรียนจนจบรับปริญญาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกคน และรับราชการเป็นครูอาจารย์กันทุกคน

    คุณแม่สอนลูกๆ และหลานๆ เสมอว่า เรียนหนังสือให้ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้ออกมาทำงานให้กับประเทศ ไม่ให้คดโกงใคร ไม่ต้องใช้เส้นสายให้พึ่งลำแข้งของตัวเอง และต้องอยู่อย่างพอเพียงได้

   ทุกวันนี้ คุณแม่ก็ยังมีร้านชำ และยัง "ขายของชำ" โดยมีลูกที่ถึงจะเป็นข้าราขการซีเจ็ด ซีแปด แต่ก็ยังกลับไปช่วยกัน "ทำงานเยอะแยะ" อยู่ แม้ว่างานจะเปลี่ยนไปบ้าง ตามสภาพถดถอยของกิจการ คุณแม่บอกว่า "อย่าบอกให้อยู่เฉยๆเลย เพราะการอยู่เฉยๆ จะทำให้สมองฝ่อและไม่กระฉับกระเฉง"

   บันทึกนี้จึงเกิดขึ้นด้วยเพื่อบูชาพระคุณของคุณแม่ที่ปลูกฝังให้รักการทำงานและยินดีกับการงานที่สุจริตเสมอมา