ทำค่ะ แต่จะทำเท่าที่ทำได้ ทำอย่างใจเบา ๆ ทำอย่างถนุถนอมใจเพื่อนร่วมงาน แล้วจะรู้ว่าไม่ต้องมีใครมาชมเราหรอก ถ้าเราทำงานแบบที่เรามั่นใจในความดี มั่นใจในความตั้งใจของตนเองนั้น เรากล้าชมตนเอง

ช่วงนี้ใกล้ปิดปีงบประมาณ คนทำงานหลาย ๆคน ดูจะเร่งรีบ เร่งด่วนทำงาน ซึ่งตัวหนูเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พอทำ ๆ ไปก็เกิดคำถามในตนเองว่า

 “ทำไปทำไมวะ เครียดไปทำไมวะ

โง่อยูนะเนี่ย

ทำแบบเครียด ๆ

ทำทางไปอบายชัด ๆ

ตายตอนนี้ก็ลงอบายภูมิทันที เฮ้ย!!!”

 

คนทำงานแบบนี้ ประเภทนี้ จะมีแต่คำว่า

“จะเอา ต้องทำ ต้องได้”

                แต่หลงลืมความเป็นมนุษย์ในตนเอง หักหาญน้ำใจตนเอง เหนื่อยล้าจนบอบช้ำ ทำงานแบบทำร้ายตนเอง ยังไม่พอยังแผ่ไพศาล สู่คนรอบข้าง ทุกข์คนเดียวไม่พอ ยังเอาทุกข์ ไปแผ่กระจายในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ยิ่งคน ๆ นี้เป็นหัวหน้า มีอำนาจในการสั่งการ ยิ่ง ทำกรรมหนัก เพราะไปทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับทุกข์นี้ด้วย วงจรแบบนี้เกิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ..............กรรมหนอกรรม จองเวรกันไม่จบสิ้น
 

                การจะหยุดวงจรนี้ ไม่ใช่การทำ หรือ ไม่ทำ แต่เป็นการ หยุดที่ “ใจ”

หยุดจองเวร แล้วก็ปล่อยให้สติและปัญญา เป็นสิ่งขับเคลื่อนการกระทำ แล้วก็จงน้อมรับผลของการกระทำด้วย

“จิตใจที่เข้มแข็งไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘”

ต่างหากที่จะหยุดวงจรอุบาทนี่ได้

           

              ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ ยังสวมหมวกของ คนทำงานในระบบ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ดอก ที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ก็จะทำอย่าง “มีสติ มีปัญญา”

ลากันทีกับการทำงานแบบ บรรลุตัวชี้วัดแบบหลอก ๆ

แล้วก็ขาดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ

 

ถามว่า “ยังจะทำตามที่วางแผนไว้ไหม”

คำตอบคือ

“ทำค่ะ แต่จะทำเท่าที่ทำได้ ทำอย่างใจเบา ๆ ทำอย่างถนุถนอมใจเพื่อนร่วมงาน แล้วจะรู้ว่าไม่ต้องมีใครมาชมเราหรอก ถ้าเราทำงานแบบที่เรามั่นใจในความดี มั่นใจในความตั้งใจของตนเองนั้น เรากล้าชมตนเอง”

 

ถ้าแม้เพียงคุณยังไม่ศรัทธาในสิ่งที่คุณทำ

แล้วใครเล่าจะศรัทธา