เมื่อวานนี้พวกเราชาวพัฒนบูรณาการศาสตร์หลาย ๆ คน ตกอยู่ในสภาวะตกใจ ท้อแท้ สิ้นหวังและหมดแรง หลังจากที่ได้รับผลการประเมินเบื้องต้นในการเรียนและการทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในช่วงเดือนแรกของการเรียนที่ผ่านมา

         ซึ่งผมเองก็เคยตกอยู่ในสภาวะนี้หลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ทำงานแบบมีส่วนร่วม (PAR) เป็นครั้งแรก เพราะทำสิ่งใดก็ไม่ถูกไม่ต้องไปซะหมดเลย เหมือนดั่งเช่นที่ผมได้เขียนบันทึกเรื่องของ บริการความรู้สู่ท่าสัก (อุตรดิตถ์ไดอารี่)

น้องนิว Student Ph.d.(IT)_Nongnewถามผมว่า

อาจารย์คะ... แล้วหลังจากนั้นทางคณะฯ ได้มีกระบวนการในการติดตามผลอย่างไรต่อไปคะ...??? 

ซึ่งผมได้ตอบกลับไปว่า

อีกเยอะเลยครับน้องนิว

ครั้งนี้บอกตรง ๆ ว่า ทำผิดอย่างมหันต์เลยครับ

ตอนนั้นเพิ่งครั้งที่เริ่มทำวิจัยใหม่ ๆ เราก็ดูตามอย่างรุ่นก่อน ๆ ที่เขาเคยทำกันมา อบรมโน่นอบรมนี่ แท้ที่จริงนั่นไม่ใช่หัวใจหลักของการทำวิจัยแบบ PAR เลยครับ

แต่ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างมาก ๆ เลย

เพราะถ้าเราไม่เคยทำผิด เราก็ไม่รู้สิ่งที่ถูกมันคืออะไรครับ

แต่สิ่งที่ทำไปไม่ได้ไร้ประโยชน์นะครับ

อย่างน้อยก็เกิดปัญหาและแนวทางกับตนเอง ที่จะคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อไปครับ

 

ถ้าจะพิจารณาผลงานวิจัยที่ผมเคยทำมาโดยวัดจากร้อยละ ก็คือให้คะแนนเต็มร้อยหรือวัดความสำเร็จ ความถูกต้องนั้น 100 เต็ม ผมจะได้เท่าไหร่

ผมประเมินผลงานของตนเองจากการที่มองผ่านย้อนกลับไปในอดีตแล้วนั้นบอกได้เลยครับว่าจากร้อยเต็ม ผมให้คะแนนตัวเองไปเลยเต็มที่ ไม่เกิน “ห้า” คะแนนครับ

5 จาก 100 คะแนน

ดร.มารุต คำชะอม เคยพูดกับผมว่า “การที่เราทำผิด ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่ถูกนั้นมันเป็นอย่างไร” ดังนั้น 95 คะแนนสำหรับข้อผิดพลาดที่ผมทำมานั้น ถือว่าเป็น “ครูใหญ่” สำหรับชีวิตในการทำงานวิจัยของผมกับชุมชน ผมย้อนกลับมาคิดแล้วดีใจมาก ๆ เลยครับ ที่ผมมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ถึง 95 คะแนน โดยแต่ละคะแนนมีเหตุมีผลสำรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพราะเหตุผลสำหรับความผิดพลาดเหล่านั้นอยู่ที่การลุกขึ้นและการเรียนรู้สำหรับการแก้ไขไปในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม

ผมผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้เพราะ “ครู” ที่ดี ครูทุก ๆ ท่านที่ให้โอกาสและสอนผมให้ทำงานอย่างมีสติ สติที่จะสร้างให้เราเป็นคน “ใจดี” ไม่ “ดีใจ” และ ไม่ “เสียใจ” กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องที่ได้รับคำชมและคำตักเตือน ผิดหรือว่าถูก การเป็นคน “ใจดี” นั้น ขึ้นอยู่กับการมีสติ มีใจที่ดีพร้อมที่จะรับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ดีใจและไม่เสียใจจนทำให้สติสูญหายไป สตินั้นนำพามาซึ่งกำลังใจในการลุกขึ้นยืนกลับมาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง คืนนี้ผมจึงได้มีโอกาสมาเขียนบันทึกหลากหลายบันทึกและได้ค้นหาข้อมูลในคอมพิวเตอร์ครั้งสมัยเป็นอาจารย์ของเด็กหลาย ๆ คน ซึ่งได้มีโอกาสย้อนรำลึกถึงย่างก้าวต่าง ๆ ที่เคยได้เดินผ่านมา จนผมมาเจอบทความของอีกหน้ากระดาษหนึ่ง ที่ผมได้เขียนลงบันทึกไว้เรื่อง “อะไรหรือคือโอกาส” ตัวหนังสืออีกหน้าหนึ่งนั้น เป็นเรื่องราวคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ได้สอนไว้ให้เรามีกำลังใจในเมื่อคราวท้อแท้ ความว่า...

         ท่านสุเมธ ตันติเวชกุล (องค์มนตรี) เล่าประสบการณ์ดีดีที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับสั่งให้กำลังใจ ซึ่งเป็นประโยคที่ดีมาก... คงได้ประโยชน์กับ บางคนที่กำลังเจอมรสุมกับงาน จะได้รู้สึกดี... เนื้อหาประมาณนี้....

         ท่านบอกว่า... “ตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่ในสภาพจิตใจที่แย่มาก มันไม่มีกำลังใจจะทำอะไร ท้อแท้กับงานมากไม่มีใครเข้าใจ เหมือนทำดี ไม่ได้ดี”

          ในหลวงท่านทรงเสด็จมาพอดี และท่านได้เห็นสีหน้าผมไม่สู้จะดี ท่านได้สอบถามจนได้ความว่าผมกำลังท้อแท้กับงาน ท่านจึงตั้งคำถามและรับสั่งว่า....

            ท่านสุเมธเคยขายเศษเหล็กไหม?

             เศษเหล็กเหล่านั้น เวลาขาย คุณค่ามันต่ำมากใช่ไหม คงได้เงินมาไม่กี่บาท ใช่ไหม?

             แล้วถ้าเราเอาเศษเหล็กเหล่านั้นมาหลอมรวมกันเป็นแท่ง เวลาหลอมนี้ เหล็กมันคงรู้สึกร้อนมากใช่ไหม?:

              พอหลอมเสร็จ เรานำมาทำเป็นดาบ คงต้องนำมาตีให้แบนอีกใช่ไหม?

               เวลาตีก็ต้องคอยเอาไปเผาไฟด้วย ต้องตีไปเผาไปอยู่หลายรอบกว่าจะเป็นรูป เป็นร่างเป็นดาบอย่างที่เราต้องการ ต้องผ่านความเจ็บปวดร้อนอยู่นาน แถมเมื่อเสร็จแล้ว ถ้าจะให้สวยงามดังใจ ก็ต้องนำไปแกะลวดลายอีกใช่ไหม?

               เวลาที่แกะลวดลายก็คงต้องใช้ของแข็งมีคมมาตีให้เป็นลวดลายอีก แต่เมื่อเสร็จเป็นดาบที่งดงามก็จะมีคุณค่าที่สูงมาก เทียบกับเศษเหล็กคงจะต่างกันลิบลับ......

               จะเห็นว่ากว่าที่เศษเหล็กที่ไม่มีคุณค่ามากนัก จะกลายเป็นดาบอันงดงามนั้น ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งความเจ็บปวดต่าง ๆ กว่าจะประสบความสำเร็จ

ดังนั้นขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า....

“ใครไม่เคยถูกตีถูกทุบ หรือเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น

จงอย่าได้คิดทำการใหญ่”

เมื่อผมอ่านหรือนึกถึงบทความดีทีไร ผมมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเสมอที่จะก้าวเดินไปอย่างหน้าและเป็นย่างก้าวที่มีสติที่เต็มไปด้วยกำลังใจ เตรียมพร้อมที่จะรับสิ่งต่าง ๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต

ทำใจให้ดีไว้เสมอครับ ความสำเร็จและความสุขในชีวิตคงอยู่อีกไม่ไกลและต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอย่างแน่นอนครับ