เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ กระทรวงการต่างประเทศเชิญ อ.แหวว มาประชุมเพื่อพบปะไม่เป็นทางการกับคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้รับเลือกเป็นประธาน HRC วาระเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ -มิถุนายน ๒๕๕๔  นั้น การประชุมทำขึ้นในเวลา ๑๐.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ๓ กระทรวงการต่างประเทศ

ในที่ประชุมนี้ คุณสีหศักดิ์ได้ทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทและการดำเนินงานของไทยด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะสมาชิกและประธาน HRC เพื่อกระทรวงการต่างประเทศจะนำข้อเสนอแนะมาประกอบการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป

มีผู้ติดตาม อ.แหวว มาประชุมครั้งนี้ ๒ ท่าน กล่าวคือ (๑) อ.ด๋าว ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล และ (๒) อ.เตือน บงกช นภาอัมพร

เราได้อะไรจากที่ประชุมแห่งนี้

 ในประการแรก เราได้รับข้อมูลอีกครั้งว่า ประเทศไทยได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council - HRC)  โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2553-2556 และต่อมา คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้รับเลือกเป็นประธาน HRC วาระเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ -มิถุนายน ๒๕๕๔  

ในประการที่สอง เราได้รับการแจกเอกสารชื่อ “เอกสารคำมั่นโดยสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระปี ค.ศ.๒๐๑๐ – ๒๐๑๓” ซึ่งเอกสารมีหัวข้อสำคัญ ๒ หัวข้อ กล่าวคือ (๑) คำมั่น และ (๒) ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของไทย

 น่าจะเป็นเอกสารที่ประเทศไทยสัญญากับประชาคมโลก ซึ่งมี ๓ ส่วน กล่าวคือ (๑) คำมั่นในระดับประเทศ  (๒) คำมั่นในระดับภูมิภาค และ (๓) คำมั่นในระดับระหว่างประเทศ

 อ.แหววยกประเด็นขึ้น ๓ ประเด็น กล่าวคือ

ประเด็นแรก ก็คือ ความจำเป็นที่ภาคราชการจะต้องยอมรับ Civil Society และ People Participation ไม่ควรให้การทบทวนสถานการณ์ตกอยู่ในระบบราชการซึ่งอาจไม่สามารถทำรายงานที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เหมาะสมคือ (๑.) ควรบอกประชาคมโลกในสิ่งที่เราทำดีมาตลอด (๒.) ควรบอกประชาคมโลกในสิ่งที่ทำดีแล้ว ในสิ่งที่เคยทำไม่ดี  (๓.) ควรบอกประชาคมโลกในสิ่งที่ยังไม่ดี ควรยอมรับปัญหา และให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหา  เสนอให้มีวงพูดคุยโดยตรงกับงาน HRC กับประชาสังคมอีก อาจเป็นการแลกเปลี่ยนทั่วไป และอาจเป็นการแลกเปลี่ยนเฉพาะเรื่อง อาทิ เรื่องเด็ก เรื่องคนหาย เรื่องสถานการณ์ภาคใต้ เรื่องคนหนีภัยความตาย

 ประเด็นที่สอง ก็คือ กระทรวงการต่างประเทศคงต้องมีท่าทีที่ชัดเจนในการบังคับการตามสิทธิมนุษยชนทั้งภายในประเทศไทยและนอกประเทศไทย เพื่อให้ส่วนราชการอื่นที่ยังมีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้ตระหนักถึง “ความสำคัญของเรื่องสิทธิมนุษยชน” ข้อเสนอของ อ.แหวว ก็คือ (๑) เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศลงรายละเอียดในการทบทวนพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนในแต่ละเรื่อง และ (๒) เสนอการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปัญหาแรงงานไร้รัฐจากประเทศพม่าลาวกัมพูชา  เราอาจมีข้อเสนอแนะต่อประเทศต้นทาง กรรมการสิทธิอาเซียน IGO หรือ NGO ที่เกี่ยวข้อง ภาควิชาการพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่มิใช่เป็นปัญหาของความบกพร่องของระบบกฎหมาย หรือแม้แต่นโยบาย แต่เป็นปัญหาในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายและนโยบาย อาทิ ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการถอนข้อสงวนเกี่ยวกับการจดทะเบียนการเกิดตามข้อ ๗ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็กฯ  

ประเด็นที่สาม ก็คือ การสื่อสารสาธารณะของงานด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐไทยมีความจำเป็นมาก อาทิ การจัดการคนหนีภัยความตายในค่าย กล่าวคือ เราพบว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่รับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่คนบนแผ่นดินไทย ไม่เว้นแต่คนในค่าย กล่าวโดยรายละเอียด ก็คือ (๑) การจดทะเบียนคนเกิดซึ่งจะนำไปสู่การ legalize คนที่เกิดในค่ายที่เกิดในประเทศไทย (๒) การจดทะเบียนคนอยู่ และ (๓) การจดทะเบียนคนตาย