พี่น้องกัลยาณมิตรที่รักทุกท่านคะ ทุกคนอยากมีโอกาส หรือได้รับโอกาสดีดีกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่ง จะเรียกว่าด้อยโอกาสเป็นรากหญ้า ที่ยากจนและหาได้รับโอกาสเท่าเทียมเหมือนกับคนอื่นไม่  โอกาสอะไรมา ที่จะนำมาสนับสนุน ก็รู้สึกว่าเขาจะไม่ได้รับโอกาสนั้นเลย ทั้งๆที่ เป็นคนไทยเหมือนกัน

 

  ในอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น  ท้องถิ่นที่ผู้เขียนอยู่อาศัย ได้เห็นความเหลื่อมล้ำ ในด้านโอกาสของบุคคลส่วนหนึ่ง มีจำนวนประมาณสี่สิบเปอร์เซนต์ ของชาวอำเภอกระนวนที่ไม่ได้รับโอกาส หรือที่เรียกว่า คนด้อยโอกาส ที่ สมควรจะได้รับเช่นกัน ในฐานะคนไทยเหมือนกัน แต่เขาหาได้รับไม่

ก่อนที่จะกล่าวถึงคนจำนวนนี้ ขอเล่ารายละเอียด เกี่ยวกับวิถีชีวิต ของชาวอำเภอกระนวนซึ่งในอำเภอกระนวน จะมีหลากหลายอาชีพ

  อาชีพค้าขายส่วนมากจะเป็นคนจีน จะมีคนจีนที่ทำมาค้าขายเปิดร้านมานมนานแล้ว ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ก็สืบทอดกันมา จากกิจการเล็กๆๆก็ เปิดกิจการใหญ่โต มีตึกรามบ้านช่อง อำนวยความสะดวกสินค้า มาบริการ ชาวกระนวนทุกอย่าง ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อที่อื่น เรียกได้ว่า ภายในอำเภอกระนวน จะซื้ออะไรหาได้หมด มิหนำซ้ำ แม้มีห้างเทสโกโลตัส มาขายสินค้าราคาถูกกว่าร้านค้า ก็มี ก็ไม่กระทบกระเทือน ยังสู้การขายได้ อย่างใดก็ตาม อำเภอกระนวน จึง ขอนับ และขอถือว่าพ่อค้าคนจีน เป็นพ่อค้า ที่ถือว่ามีอันจะกิน ร่ำรวยอยู่ในเขตอำเภอกระนวน เป็นจำนวนมากมาย ประมาณยี่สิบเปอร์เซนต์

     

นอกเหนือจากพ่อค้าคนจีน ก็จะมีเจ้าของท้องถิ่น คือเป็นชาวกระนวนโดยกำเนิด   ซึ่งมีและได้รับที่ดิน หรือมรดก มาจากบรรพบุรุษอีกส่วนหนึ่ง ของชาวอำเภออกระนวน ที่ถือว่าร่ำรวย อยู่บริเวณนอกเขตเทศบาลออกไป ตามหมู่บ้านต่างๆๆ ชาวบ้านร่ำรวย ประเภทนี้ ก็คือ ชาวเกษตรกร มีที่ดินมากมาย ซึ่งจะเป็นที่ดินที่ได้มาจากบรรพบุรุษ แล้วก็สืบทอดกันมา หรือพอมีเงินก็ซื้อไว้ ด้วยรู้คุณค่าของที่ดิน ที่เพิ่มพูนรายได้จากผลิตผลการเกษตร   ปลูกทั้ง อ้อย ปลูกทั้งมัน ปลูกทั้งยางพารา ปลูกข้าว ถือว่าไม่ลำบากเพราะพ่อแม่บรรพบุรุษได้ให้โอกาส หยิบยื่นที่ดิน แบ่งทรัพย์สิน ปันมรดกมาให้ และสอนอาชีพบรรพบุรุษ ที่ตกทอดสืบมา มาตลอด คือเกษตรกรรม ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกยางพารา ปลูกข้าว  มีทั้งที่ดิน มีทั้งประสบการณ์  มีทั้งแรงงาน แรงเงิน มาสนับสนุน พอมีอันจะกิน ในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชน

 

            อีกอาชีพหนึ่งนั่นคืออาชีพ มนุษย์เงินเดือน  ซึ่งจะมีพนักงานตามห้างร้าน และ อาชีพราชการ รายได้ไม่ต้องพูดถึง  ชีวิตแขวนไว้กับเงินเดือน ใช้เป็นก็เหลือ ใช้ไม่เป็นก็ไม่เหลือ  ได้ยินอาชีพครู ครูคนหนึ่งรำพึง  อาชีพครูดีอย่างหนึ่ง  กู้ได้ทุกอย่าง ไม่กู้แต่กับระเบิด เงินไม่มีเหลือ เพราะเอาลงทุน เพิ่มรายได้จากเงินเดือนไปอีก (ที่พูดได้ สามีเป็นครู เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกของผู้เขียน) ถึงไม่มีเงินเดือนเหลือ แต่ก็มีหน้ามีตา มีเกียรติอยู่ได้สมตำแหน่ง สมฐานะ ไม่ต้องเอ่ยอะไรมากก็ได้ อาศัยเงินเดือน รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รู้จักหา รอด

              แต่พี่น้องที่รักทุกท่านคะ มีอาชีพหนึ่ง น่าสงสารมาก   (ความรู้สึกของผู้เขียนอีก ที่ว่าเขาน่าสงสาร)  ในอำเภอกระนวน จะมีคนจำนวนนี้ประมาณ สี่สิบเปอร์เซนต์ นี่คืออาชีพรับจ้าง  ไม่ใช่แต่จะมีที่กระนวนหรอกนะคะ ที่อื่นก็มี แต่ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัส ชีวิตคนรับจ้างเหล่านี้ เขาอยู่ได้เพราะรับจ้างตามหมุนเวียนฤดูกาล แล้วแต่มีอะไรที่เขาทำได้  รับจ้างได้  เสร็จงานหนึ่ง เขาก็ไปหางานอีกอย่างหนึ่ง ไม่เคยมีวันหยุด ทำไม อยู่ในอำเภอเดียวกัน ใกล้กัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ถึงแตกต่างกัน เพราะเขา ไปทำอะไร หรือผิดปกติจากเพื่อนตรงไหน  สรุปแล้ว ก็คือคนด้อยโอกาสนี่เอง มาอ่านคนด้อยโอกาส อาชีพรับจ้างกันเถอะคะ

               จากการสอบถามอาชีพรับจ้าง  คนหารับจ้างงานเหล่านี้  บางคนหาเช้ากินค่ำ ชีวิตเขาเคยชินต่อความยากลำบากมาจนชาชินแล้ว จนไม่มีหรือขอความสงสารจากใคร แต่ถ้าคนมาสอบถาม เขาก็พรั่งพรู สิ่งที่มีในใจออกมา ด้วยน้ำตาคลอเบ้า เหมือนจะน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา เหนื่อยหน่ายต่อการสู้ชีวิตในบางครั้ง  เพราะ คนอื่น ได้รับอะไรกัน แต่เขากลับไม่ได้  ได้แต่มองดู หรือรับทราบจิตใจสำหรับคนที่เริ่มท้อถอย แต่ก็มีอาชีพรับจ้างจำนวนหนึ่ง ยอมจำนนต่อฟ้าดิน ยอมรับโชคชะตา

    1.เขาเล่าว่า ที่ดินไม่มีเหมือนกับคนอื่น  เพราะพ่อแม่ก็ยากจนรับจ้างมาก่อน เขาก็รับจ้างตามพ่อแม่มา เหตุ เพราะพ่อแม่ต้องรับจ้างย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆๆ โอกาสเรียนก็เรียนได้แค่ ป.6 ไม่จบเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่อยากเรียนต่อ ที่ดินทำกินก็ไม่มี และอาศัยเป็นจับกังรับจ้างไปเพียงวันๆๆ งานอะไร ก็ต้องทำ ไม่มีพื้นฐานไม่อาจเกี่ยงงานได้

 

    อย่างแรก เรื่องที่ดิน ที่ดินที่เขาขาดโอกาส นั่นคือ ขณะนี้ หลวงมีนโยบาย ช่วยภัยแล้งแก่ชาวเกษตรกร ใครมีที่ดิน ตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ไปลงทะเบียน เอาหลักฐานไปแสดงด้วย  จะให้ความช่วยเหลือไร่ ละ สองร้อย บาท นั่นคือคนมีที่ดินได้รับการช่วยเหลือภัยแล้ง  แต่เขาไม่มีที่ดิน ก็ได้แต่ดูด้วยความน้อยใจ ที่ตนเองไม่มีไร่นาพอ 10 ไร่กับเขา มีแค่บ้านพอได้ซุกหัวนอน จึงไม่มีโอกาสได้รับเงินเหมือนคนอื่น ที่มีไร่ ยิ่งมี ก็ยิ่งให้  ยิ่งไม่มีก็ยิ่งไม่ได้

 

2. ที่นาก็ไม่มี ขณะนี้ ข้าวสาร ข้าวเปลือกราคาดี   ข้าวสารขึ้นราคา ชาวนาบางคนขายข้าวเปลือก ขนาด  สอง ถุงปุ๋ย ได้เงินถึงเจ็ดร้อยบาท ดีใจพากันนำข้าวไปขายยังโรงสีกันยกใหญ่ เพราะราคาดี ไม่เคยขาย สองถุงปุ๋ย ได้เงินถึง เจ็ดร้อย  บาท ชาวนาดีใจปีนี้

 

-เมื่อเป็นเช่นนี้ คนด้อยโอกาส คนยากจน นอกจากจะไม่มีที่ทำนา เคยซื้อเข้าเปลือกกันเองกับคนบ้านระแวกเดียวกัน เขาก็ไม่ขายให้ ซึ่งเคยซื้อกันแบบตวงเป็นปี๊บเพราะไม่มีตาช่างกิโล ขายให้กัน ปิ๊บละ 400-500 บาท หรือซื้อกันแบบถูกๆๆ ไม่มีอีกแล้ว เพราะเขาเอาไปขายให้โรงสีในอำเภอ ในตลาดหมด ได้ราคาดีกว่า เลยไม่ขายกัน คนไม่มีที่นา ต้องรับภาระเข้ามาซื้อข้าวสารในอำเภอ ซึ่งราคาข้าวสารก็แพงขึ้นแล้ว เพราะพ่อค้ารับซื้อข้าวเปลือกแพง  ใครมีนาข้าวยิ้มแฉ่งได้  แต่คนที่ไม่มีนา จำเป็นต้องขยันขึ้นกว่าปกติ เพราะข้าวสารแพงขึ้นมาก จนคิดไม่ออก ว่าจะทำงานรับจ้างอะไร ถึงจะพอซื้อข้าวกิน  ข้าวเปลือกเหนียว กิโลละ  สิบแปด  บาท ข้าวสารเหนียว กิโลละ  สามสิบ  บาท แล้วจะต้องหาเงินเท่าไหร่ ถึงจะพอซื้อข้าวกิน ได้ตลอดไป ครอบครัวก็หลายคน  แสดงว่า วันไหน ไม่ได้ออกไปรับจ้าง  ครอบครัวของเขา ข้าวก็จะขาดหม้อ ขาดกับข้าวไป

3.ตอนนี้มันสำปะหลังขึ้นราคา จากราคากิโลละ สองบาท ห้าสิบสตางค์ เป็นกิโลละ  สี่  บาท คนที่มีไร่มันสำปะหลัง ยิ้มแฉ่งอีก แต่เขาคนเดิม ไร่มันก็ไม่มี  เขาก็ได้แต่รับจ้างกู้มัน ขุดมันให้ เจ้าของไร่ได้ขายราคาดี สมปรารถนา ที่รอราคาดีมานานแล้ว ส่วนเขาต้องรีบขุด ขุด เจ้าของไร่ จะได้รีบขาย ช่วงที่ขึ้นราคา ดินขุดก็แข็งโป๊ก แต่ก็ต้องรับจ้าง เพราะอีกหน่อย พอฝนตกดินชุ่ม ดินอ่อน จะพากันขุดขายจำนวนมาก ตอนที่คนขุดกู้ขึ้นมาขายช่วงดินอ่อน มันจะลงราคาอีก

4.อ้อยขึ้นราคา จากไร่ ละหมื่น เป็นไร่ละ หมื่นห้า  เขาก็ไม่ได้โอกาสกับเขาอีกเพราะไม่มีไร่อ้อย  ชาวไร่อ้อย หรือคนที่ปลูกอ้อยขายยิ้มแฉ่ง แต่เขายิ้มไม่ออก ชาวไร่อ้อยไร่มัน หาตระเวนขายอ้อย ขายมันมัน ตามแหล่งรับซื้อ เพราะราคาดี  ส่วนตัวเขากลับหาขายแรงงาน  ใครมีอะไรให้ทำ ทำหมด  เพราะหยุดไม่ได้ หยุดก็คือ ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน

 

5.ข้าราชการขึ้นเงินเดือน ผู้ใหญ่บ้าน เงินเดือนเดือนละ   สี่  พัน ขึ้นเป็น  แปด  พัน   จะขึ้นในเดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้ ส่วนตัวผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จาก สอง พัน   ก็เป็น ห้า พัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีความสุขขึ้นอีกระดับหนึ่ง ส่วนเขาด้วยความยากจน และไร้การศึกษา หากินสืบวัน ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ก็ไกลความฝันเหลือเกิน ตามจริงเขาไม่รู้ความเคลื่อนไหว รายได้เหล่านี้หรอกนะ ผู้เขียน เป็นผู้ไปหาข้อมูลมา เพื่อสำรวจว่าคนด้อยโอกาสเป็นเช่นไร

 

6.พอข้าราชการขึ้นเงินเดือน ผู้ใหญ่บ้านขึ้นเงินเดือน ราคาสินค้าตามมาจ่อ ขึ้นราคาอีกแล้ว  เขาก็คิดหนักอีก เมื่อกี้ ราคาข้าว หาซื้อกันในหมู่บ้านลักษณะขอกันกิน ไม่มีอีกแล้ว ยังจะต้องมาพบกับราคาสินค้าที่ขึ้นราคาตามมา เขาจะอยู่อย่างไร ถ้าวันไหนเขาเกิดป่วย ไปทำงานไม่ได้ เงินก็ขาด ก็คงต้องยืมหรือกู้กัน เพื่อมาซื้อแค่อาหาร และข้าวสารพอประทังต่อวัน หรือไม่ รับจ้างก็ต้องเบิกล่วงหน้า เอามาใช้ก่อน หรือหนี้นอกระบบไป หรือไม่เงินมาใช้ก่อน แล้วจะมารับจ้างคืนให้

  

7.ยังดี คนยากจนบางครอบครัว ยังได้โอกาส เพราะมีคนแก่ อยู่  2 คน พ่อกับแม่ ได้เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เดือนละ   ห้าร้อย/พันบาทสองคน  ก็ต้องมาตุนซื้อข้าวไว้ แล้วออกไปขายแรงงานเพื่อซื้อกับข้าว หรือเข้าป่าหาเห็ด หาของป่า สัตว์ป่า สัตว์น้ำ หรือพืชที่ปลูกไว้ กินยามจำเป็น แต่ด้วยการกระเสือกกระสน หารายได้ ไม่มีเวลาว่างพอ ที่จะไปได้หาของป่าหรือการทำสวนครัว ก็ไม่ได้ทำเต็มที่ ต้องซื้อกินเหมือนเดิม เพราะกลับจากรับจ้าง ก็มืดค่ำเหนื่อยแล้ว  ถ้าเกิดพ่อแม่ป่วย มาดูกัน ก็หยุดงาน ไม่ได้รับจ้าง นี่แหละทำไม วงเวียนชีวิต ในทีวี ถึงมีให้เห็น ทุกๆๆวัน ยิ่งจนก็ยิ่งจน

 

8.และก็มีบางครอบครัว  มีลูกเป็น อสม. ก็ดีหน่อยดูแลรักษาตามสิทธิ์ ตอนนี้ก็มีเงินเดือนเริ่มให้เดือนละ หกร้อยบาท เพิ่มเข้ามาเจือจุนอีกหน่อย  ก็ยังถือว่าได้โอกาสกับเขาอยู่บ้าง

9.เรื่องนี้แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่ตนก็ยังรู้สึกถึงการด้อยโอกาส อย่างเห็นได้อย่างชัดเจน  นั่นคือรัฐบาล แจกเช็คช่วยชาติ ให้ข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำอยู่แล้วสำหรับคนที่มีเงินเดือนไม่ถึง หนึ่งหมื่นห้าพันบาท  แจก คนละ สอง พันบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เงินสะพัด  แล้วตนหละเป็นเป็นคนรับจ้างทั่วไปไม่มีเงินเดือน แม้กระทั่งชาวไร่ชาวนา กรรมกรสามล้อ  กรรมกรแบกหาม  ทำไมไม่ได้รับอะไรเลย  ทำไมถึงไปแจกให้คนที่มีรายได้อยู่แล้ว ให้เขาอีกทำไม นี่แหละ เขาถึงด้อยโอกาสในทุกๆๆเรื่อง  

 

 

10.ลูกคนด้อยโอกาส หากเขาเรียนดี เป็นเด็กดี ภายในหมู่บ้าน หรือชุมชนนั้น  เมื่อขึ้นการศึกษาระดับหนึ่ง เขาไม่มีค่าเรียน ค่าหนังสือ สมุด ทำไมผู้นำในชุมชนนั้น ไม่ให้โอกาสเขาได้เรียนสูงๆๆ จนเขาสามารถ พึ่งพาตนเองได้ หรือมีทุนมาให้เขา สนับสนุนเขาจนจบ แล้วมาพัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชนตน ตามข้องตกลง

ทำอย่างไร คนถึงจะไม่ทิ้งถิ่น

 

 

พี่น้องที่รักทุกๆๆ ท่านคะ ขอจบแค่นี้สำหรับบทนี้ก่อน เพราะมันจะยาวไป เรามาเรียนรู้แค่ว่า ที่เรียกว่า คนด้อยโอกาส หรือคนรากหญ้า เป็นแบบไหนกัน ส่วนบทต่อไป  จะนำวิถีชีวิตประจำวัน ของคนรากหญ้า คนด้อยโอกาสในอำเภอกระนวน ตื่นขึ้นมา เขาจะต้องทำอะไรบ้าง สู้เพื่อความอยู่รอด

 

และพี่น้องที่รักทุกๆๆท่านคะ มีไหม คนในหมู่บ้าน หรือชุมชนของท่าน ท่านพอจะมองเห็นว่า เขาด้อยโอกาสอะไรบ้าง มาดูซิว่าในแต่ละอำเภอ แต่ละหมู่บ้าน  คนด้อยโอกาสมีแบบไหนบ้าง

 

           ผู้เขียน เขียนขึ้นมา เพื่อให้รู้ว่า เกิดเป็นคนเหมือนกัน แต่ทำไม แตกต่างกัน  เราจะแก้ปัญหาได้ไหม แก้อย่างไร หรือจะปล่อยไปเลย เพราะคิดว่า ชีวิตเขา เขากำหนดเอง

 

            พี่น้องที่รักทุกท่านคะ อ่านไปก่อนนะคะ ยังไม่ได้จัดรูปแบบ สีสรรค์ รูปประกอบเรื่อง เพราะต้องไปเลี้ยงหลานอีกแล้วคะ พี่เลี้ยงอายุ  ห้าสิบ   ปี ทำงานหนักไม่ได้  จะกลับบ้าน แล้ว มารับจ้างเลี้ยงหลานให้ เริ่มตอนเช้า เจ็ด  โมงเช้า เลิกบ่าย ห้า โมง ทุกๆๆวัน  นี่ก็เป็นคนด้อยโอกาส เช่นกัน เราก็ช่วยเขาได้ตามกำลังที่พอจะช่วยได้ แค่นี้แหละคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านคะ ขอให้ทุกคน เรียนรู้ เพื่อจะได้ให้โอกาสตนเองได้ทันการ และให้โอกาสคนอื่นบ้าง