สนทนาให้สุนทรีย์แบบ TA (Transactional analysis)

     บันทึกนี้ได้มาจากการสังเกตุการสนทนาจริงจากการทำงานในวงการศึกษา    นำมาเทียบเคียงกับทฤษฎี

 

    การวิเคราะห์การติดต่อสื่อสาร TA (Transactional analysis)  

 

    เพื่อจะหาคำตอบและแนวทางแก้ปัญหา ที่ว่า

 

    *  ทำไมเด็กในห้องเรียนไม่ค่อยพูด

   *   ในการประชุม  ไม่ค่อยมีใครพูด

   *   เด็กไทย คนไทย  ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น

 

        ก่อนอื่นขอพูดถึงวัตถุประสงค์ของ TA  ก่อนครับ

 

        TA Transactional analysis เป็นการสื่อสารที่ต้องการสร้างการสื่อความหมายที่เปิดเผยและจริงใจให้มากที่สุด  โดยใช้องค์ประกอบทางอารมณ์และสติปัญญาควบคู่กันไปจนเป็นผลให้การสื่อสารหรือการสื่อความหมายนั้นบรรลุวัตถุประสงค์

 

         องค์ประกอบของ TA    ประกอบด้วย 3 สภาวะ  คือ 

 

         1. สภาวะความเป็นพ่อแม่(Parent  Ego  State)

         2. สภาวะความเป็นผู้ใหญ่  (Adult  Ego  State)

         3. สภาวะความเป็นเด็ก  (Child  Ego  State)

 

       การวิเคราะห์การสื่อสารแบบต่างๆ

 

      ต้องนำสภาวะทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้นมาพิจารณาด้วย  เพราะขณะสื่อสารกันบุคคลต่างก็จะแสดงสภาวะใดสภาวะหนึ่งออกมา  และสามารถรับรู้ได้ว่าบุคคลกำลังใช้สภาวะใดสื่อสารต่อกัน  การติดต่อสื่อสารมี 3 แบบ คือ

     

      1.   เป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นถึงการคล้อยตามกัน  การโต้ตอบเป็นไปตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย 

 

                          

 

    2. การสื่อสารแบบขัดแย้ง  เป็นการติดต่อสื่อสารที่คู่สนทนากล่าวกิริยาท่าทางที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมายของอีกฝ่ายหนึ่ง  เมื่อการสนทนามีลักษณะขัดแย้ง  ก็จะทำให้การสนทนาสะดุดในระยะเวลาหนึ่งหรืออาจตลอดไป

                                

 

   3. การสื่อสารแบบซ่อนเร้น   เป็นการสื่อสารที่ผู้สื่อสารแอบแฝงความต้องการที่แท้จริงไว้    โดยคำพูดกับการแสดงออกที่ไม่ตรงกับความคิด  เป็นการพูดระดับสังคม (Social  Level)  คำพูดที่ต้องการจะสื่อออกมาจริงๆ นั้นถูกซ่อนไว้ภายใน

 

                                                     

 

      บันทึกนี้  จะขอยกมากล่าวกรณีเดียวครับ คือ  กรณีที่ 2  เพื่อจะเป็นคำตอบแลแนวทางในการแก้ปัญหา ที่ว่า

 

   *  ทำไมเด็กในห้องเรียนไม่ค่อยพูด

   *   ในการประชุม  ไม่ค่อยมีใครพูด

   *   เด็กไทย คนไทย  ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น

 

                              ที่เด็กในห้องเรียน ไม่ค่อยพูด

 

    

       เพราะ  เด็กเขาต้องการสื่อสารกับครูแบบ "ผู้ใหญ่"    คือ ต้องการใช้เหตุผล  แต่ครูสนองตอบกลับมาแบบ "พ่อแม่"  นั่นคือ ตอบสนองด้วยการสอน การสั่ง การตำหนิ  ด้วยท่าทีที่เหนือกว่า  ก็จะมีผลทำให้การสนทนาของเด็กสะดุดในระยะเวลาหนึ่งหรืออาจตลอดไป   หลายๆครั้งเข้า  เด็กก็จะไม่พูด ไม่แสดงออก

 

 

                  ในการประชุม ไม่มีใครพูด  ก็คล้ายๆกันครับ

 

   

        เพราะ  ผู้เข้าประชุมเขาต้องการสื่อสารกับประธานการประชุมแบบ "ผู้ใหญ่"    คือ ต้องการใช้เหตุผล  แต่ประธานการประชุมสนองตอบกลับมาแบบ "พ่อแม่"  นั่นคือ ตอบสนองด้วยการสอน การสั่ง การตำหนิ  ด้วยท่าทีที่เหนือกว่า  ก็จะมีผลทำให้การสนทนาของผู้เข้าประชุมสะดุดในระยะเวลาหนึ่งหรืออาจตลอดไป   หลายๆครั้งเข้า  ผู้เข้าประชุมก็จะไม่พูด ไม่แสดงออก

 

 

        เด็กไทย คนไทย ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น  ก็คล้ายกัน

 

    

          เพราะ  เด็กไทยคนไทยเขาต้องการสื่อสารกับผู้ที่เหนือกว่าแบบ "ผู้ใหญ่"    คือ ต้องการใช้เหตุผล  แต่ผู้ที่เหนือกว่า มักสนองตอบกลับมาแบบ "พ่อแม่"  นั่นคือ ตอบสนองด้วยการสอน การสั่ง การตำหนิ  ด้วยท่าทีที่เหนือกว่า  ก็จะมีผลทำให้การสนทนาของเด็กไทย คนไทย สะดุดในระยะเวลาหนึ่งหรืออาจตลอดไป   หลายๆครั้งเข้า  เด็กไทย คนไทย ก็จะไม่พูด ไม่แสดงออก

 

      ลองสังเกตดูจากตัวเองดูก็ได้ครับ   ว่าไม่ค่อยพูดกับคนบางคน เพราะอะไร

 

      ครับ  เพราะไม่วิเคราะห์การสื่อสาร  การพัฒนางานจึงสะดุด

 

      ผมว่าการแก้ปัญหาการไม่พูด นำไปสู่การพัฒนางาน   คงจะเริ่มแก้ที่ตัวเราก่อนนะครับ   สนทนากับผู้อื่นแบบผู้ใหญ่  เพื่อให้คนอื่นมีวุฒิภาวะ กล้าพูด กล้าแสดงออก

 

    

 

       เป็นอีกแบบหนึ่ง ของ "สุนทรียสนทนา" ครับ