ย้อนไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อนจบการศึกษา ความรู้สึกของผมในตอนนั้นเป็นอะไรที่วุ่นวายมากๆ ไหนจะต้องเตรียมปิดโปรเจค ทำรูปเล่มวิทยานิพนธ์ เตรียมการนำเสนอ แต่ความกังวลจนถึงขั้นวิตกที่มีมากที่สุดในต้อนนั้นคือ ผมจะทำอะไรต่อไป?
จะเรียนต่อหรือ? เรียนต่ออะไร จะทำงานก่อนดีไหม? แล้วทำงานอะไรดี? ความคิดเช่นนี้วนเวียนอยู่ในหัวแทบทุกครั้งที่จำต้องมองไปยังอนาคตอันใกล้ ไหนจะต้องรับฟังเป็นคำถามที่มาจากบุคลใกล้ชิดที่คอยเป็นห่วงเป็นใบอนาคตของเราอีก
ลองมองย้อนกลับไปอีกสักนิด สมัย ม.ปลาย ความกังวลใจในตอนนี้มันเป็นอะไรที่ตัดสินใจได้ยากมากยิ่งกว่าความกังวลว่าจะสอบเข้าคณะอะไรสมัย ป.ตรี เสียอีก เพราะด้วยระบบการศึกษาไทยความที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาทั้งชีวิต กรอบการเลือกทางเดินในชีวิตค่อนข้างที่จะแน่นอน ไม่มีอะไรให้คิดมากมายนัก สอบเข้าทางด้านสายวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ก็เรียนเอาเนื้อหาไป ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร จนกระทั้ง เมื่อผมต้องได้ลงมือทำการทดลองเองจริงๆ เข้าแลปเองจริงๆ เมือช่วงปลายปี 3 นับจากนั้นระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงปี กลับทำให้ผมเบื่อหน่ายอย่างที่สุดกับการทำอะไรซ้ำๆ จำเจ และหมกตัวอยู่กับห้องทดลองกลิ่นแปลกๆ เป็นวันๆ ต้องผ่ากบ ผ่าหนู ผ่าสิ่งต่างๆ จนรู้สึกเอียนกับการฆ่านี้ขึ้นทุกทีๆ
ทั้งที่ความตั้งใจแรกของผมตอนเข้าเรียนทางสายวิทยาศาสตร์สุขภาพนี้ ก็เพื่อต้องการให้ได้ความรู้ที่จะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบุคคลต่างๆ ที่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงความรู้นี้ หรืออาจไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ เพราะมุมมองในตอนนั้นของผมมองว่า สังคมปัจจุบันอาจแบ่งกลุ่มคนได้เป็นสามกลุ่มคน คือ ๑. กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยต่างๆ ๒. กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการรักษา พยาบาล คือ แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข และ ๓. กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้เฉพาะทางในด้านสุขภาพโดยตรง
ผมมองว่าระหว่ากลุ่มคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้นคว้า หรือผู้ที่นำความรู้นั้นไปใช้ กับ กลุ่มประชาชนธรรมดาทั่วไป มันควรที่จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในการต่อยอด นำเสนอความรู้ หรืออธิบายสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นทำ ให้กับประชาชนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ได้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับสายงานดังกล่าว เหตุที่ผมมองว่าสิ่งนี้จำเป็นเนื่องจาก สภาพสังคมในความเป็นจริงนั้น มีช่องว่างใหญ่มากระหว่ากลุ่มคนทั้งสาม สำหรับประชาชนทั่วไป การที่คนๆ หนึ่งเจ็บป่วย ต้องไปรักษาพยาบาล หรืออาจแค่ต้องการคำปรึกษา ต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือศักยภาพในตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ภาพความเป็นจริงที่เกิด คือ ประชาชนทั่วไปไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เขาไม่รู้ว่าควรที่จะไปหาความรู้ หรือทางแก้ปัญหาที่ตนเองต้องการมากจากที่ใด หรือแม้แต่จะไปพบแพทย์แล้ว ด้วยเวลาที่จำกัด จำนวนผู้ต้องการการรักษาที่มาก ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหมอ และคนไข้นั้น แทบจะเรียกว่ามีประสิทธิภาพไม่ได้เลย คนไข้มีสิทธิเพียงแค่ “ทำตามที่หมอสั่ง” เท่านั้น หรือถึงแม้จะได้รับคำอธิบายสั้นๆ จากหมอหรือผู้เกี่ยวข้องก็ตาม แต่ด้วยความที่คนไข้ไม่ได้มีความรู้ หรือมีความเข้าใจใดๆ ที่จะสามารถเป็นพื้นฐานกับตัวเองเลยว่า เหตุใดพวกเขาจึงต้องทำเช่นนั้นตามที่หมอสั่ง? เหตุใดพวกเขาต้องทำบางอย่างที่ตัวคนใข้อาจจะไม่ชอบ และต้องงดบางสิ่งที่คนไข้ชอบ? ฝ่าฝืนคำสั่งหมอนิดหน่อยคงไม่เป็นอะไรมากหรอก นิดเดียวเอง? !!! สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมองว่าพื้นความรู้ของคนทั่วๆ ไปนั้น มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพในการรักษา ผมก็มาคิดว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีกลุ่มคนอีกสักกลุ่มหนึ่ง ที่มีความรู้พอที่จะเข้าใจในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นเรื่องทางเทคนิค และมีความสามารถมากพอที่จะอธิบายให้คนทั่วๆ ไปเข้าใจได้ ไม่ต้องอ้างศัพท์แสงวิชาการอะไรมาก (พูดภภาษาชาวบ้าน ให้คนทั่วไปสามารถฟังเข้าใจ หรืออาจยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับอะไรง่ายๆ ตามวิถีชีวิตของคนๆ นั้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เช่นว่า เมื่อมีคนไข้เป็นชาวประมงเข้ามาด้วยภาวะไขมันในเลือดสูง เราก็อาจยกตัวอย่างว่า เนี่ย! เลือดในตัวเราก็วิ่งไปทั่วร่างกายเหมือนสายน้ำ ไขมันในเลือดก็เปรียบเสมือนตะกอนดินที่แม่น้ำพัดพาไป พอมีมากเข้าๆ ตะกอนดินก็จะทับถมหนาขึ้นๆ ทำให้แม่น้ำสายนั้นตื้นเขิน ถ้าเป็นเช่นนี้ในร่างกายเราอาจทำให้เกิดความดันสูง เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น – เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ให้ห็นภาพเท่านั้นนะครับ)
ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ที่มีความรู้ในสาขาของตนก็ไม่ได้เปิดใจกว้าง หรือมีเวลาพอที่จะมองปัญหาที่จะใช้ในการรักษาไปถึงในระดับตัวบุคคล ว่าเขามีพื้นเพที่แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และจะสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากความต่างเหล่านั้นในการรักษาได้อย่างไร
หากผมมีความรู้สายสุขภาพกว้างๆ ผมจะสามารถเชื่อมกลุ่มคนทั้งสองเข้าด้วยกันหรือไม่ นั่นคือที่มาของการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพนี้ต่อไปของผม แน่นอนว่าในขั้นต้น ผมคงไม่อาจที่จะเข้าไปทำบทบาทดังกล่าวนั้นได้โดยตรง บันไดขั้นแรกที่อยากจะทำให้ได้คือ ขยายความรู้ไปสู่ประชาชนทั่วไป อาจโดยการเขียนหนังสือ หรืออาจหาแนวทางในการจัดการด้านสื่อต่างๆ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ทั้งที่ความตั้งใจแรกเป็นเช่นนั้น แต่กลับต้องมาหมกตัวอยู่ในห้องแลป ผมก็ไม่ต่างอะไรกับนักวิจัยที่ต้องทำการค้นคว้าต่อไปเรื่อยๆ หรือ ทำให้เกิดคำถามกับตัวเองว่า กว่าที่เราจะสามารถทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้นั้น ผมจะต้องให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้องเสียสละเพื่อตอบข้อสงสัยที่จะนำไปสู่ความรู้ที่ผมจะได้อีกมากน้อยเพียงใด และการที่ผมหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลองนั้น เมื่อไหร่ ที่ผมจะสามารถแผ่ขยายความรู้ที่ผมร่ำเรียนมาให้กับคนทั่วๆ ไปเสียที จุดนี้ทำให้ผมลังเลระหว่างการ ทำงาน กับ เรียนต่อ
ในความเป็นจริง ผมคิดว่าโลกยุคนี้ การเรียนในระดับปริญญาตรีเป็นเรื่องธรรมดามาก การที่ผมจะทำให้ได้ตามเป้าที่วางไว้อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรู้รองรับในระดับปริญญาโท เพาะการเรียนในระดับ ป.โทนั้น จะช่วยให้เราสามารถพัฒนากระบวนการคิด กระบวนการจัดการความรู้ได้เป็นระบบระเบียบกว่าตอนที่เรียนป.ตรีมาก ทำให้ในใจผมค่อนข้างเอียนเอนไปทางเรียนต่อมากกว่า แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจะเรียนต่ออะไรดี? เพราะอย่างที่บอก ที่ผ่านมาชีวิตอยู่กับวิทยาศาสตร์มาตลอด การจะเบนเข็มออกจากห้องแล็ปนั้นหาได้น้อยเต็มที และด้วยสิ่งสำคัญที่ว่า อยากได้ทำอะไรเพื่อสังคมมนุษย์จริงๆ จังๆ สักที ด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ได้นำผมไปพบกับหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาการมนุษย์ ของ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ....