
การอบรมเลี้ยงดูลูกนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของพ่อแม่ พ่อแม่บางคนมักบังคับให้ลูก ๆ เจริญรอยตามตนเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก แต่หารู้ไม่ว่าทางเดินชีวิตนั้นมีหลายทาง คนที่ไม่ได้เดินตามทางเราใช่ว่าเขาจะเดินทางผิด ขอเพียงพ่อแม่ควรเรียนรู้เปิดใจรับฟังความต้องการของลูก น่าจะทำให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุขทั้งสองฝ่าย
วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอกรณีศึกษาเป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ชั้น ม.๖/๑ คนหนึ่งซึ่งเคยเป็นครูที่ปรึกษาเมื่อครั้งเธอเรียนอยู่ชั้น ม.๓ และมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเธอจึงคุ้นเคยและรู้จักคุณพ่อของเธอซึ่งเป็นผู้ใฝ่ธรรมและรู้เรื่องศาสนาเป็นอย่างดี
"อาจารย์คะ พ่อหนูทำไมชอบบังคับหนู ห้ามไม่ให้หนูไปโน่นไปนี่บอกว่าเสียเวลา ไม่มีประโยชน์ ขนาดอ่านหนังสือนิยายยังไม่ให้อ่านบอกว่าไร้สาระจะให้หนูอ่านแต่หนังสือธรรมะ..."
"หนูต้องมองว่าพ่อหวังดีต่อหนู เพราะพ่อผ่านโลกมามากย่อมห่วงหนูเป็นธรรมดา อ่านหนังสือธรรมะก็ดีหนูจะได้มีปัญญาไงคะ"
"แต่มันเกินไปนี่คะอาจารย์ ละครก็ไม่ให้ดู แถมยังไม่อยากให้หนูเรียนหนังสือบอกว่า เรียนวิชาทางโลกเรียนไปก็เท่านั้นสู้เรียนวิชาทางธรรมไม่ได้ แล้วก็บังคับให้หนูไปบวชอุบาสิกา พอดีติดงานที่โรงเรียนหนูก็เลยไม่ได้ไป..."
"แล้วยังไงอีกคะ"
"อาจารย์คะ หนูรู้สึกว่าหนูกดดัน กลับบ้านทีไรก็เห็นแต่พ่อนั่งสมาธิ เปิดธรรมะดังไปทั้งบ้าน บางทีหนูก็รับไม่ได้เหมือนกันค่ะอาจารย์"
"อ้าว พ่อนั่งสมาธิฟังธรรม กับพ่อสูบบุหรี่ดื่มเหล้า ตีไก่ หนูว่าอย่างไหนดีกว่ากัน บางทีครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียนก็เห็นพ่อเด็กอุ้มไก่ออกมาประคบประหงมคอยหยอดน้ำดูแลมัน... พ่อหนูทำอย่างนี้ก็ดีใช่ไหมคะ"
"ดีมันดีค่ะ อาจารย์ แต่ทำไมต้องจ้ำจี้จำไชกับหนูด้วย บางทีหนูก็รู้สึกเครียดค่ะอาจารย์"
"อย่างนี้พ่อหนูน่าจะไปบวช แล้วก็ไปเป็นพระมหาไปเลยดีไหม"
ผู้เขียนพยายามพูดเล่นให้เด็กผ่อนคลาย
"หนูก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ อาจารย์"
ผู้เขียนพยายามปลอบโยนจนเด็กรู้สึกดีขึ้น แล้วก็จากไปเพราะหมดเวลาพักเที่ยง ผู้เขียนนึกถึงคุณพ่อของเด็กเมื่อสามปีที่แล้วที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ยังจำภาพการต้อนรับที่อบอุ่น เตรียมน้ำดื่ม ผลไม้หลากชนิดที่บรรจงหั่นเีรียงไว้ในจานอย่างประณีตเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน สะท้อนให้เห็นความละเอียดอ่อนของผู้จัดทำซึ่งคือคุณพ่อนั่นเอง
ชายวัยห้าสิบเศษ ๆ เล่าเรื่องราวชีวิตแต่หนหลัง การต้องผจญกับโรคภัยบางอย่างที่รักษายาก จากคนที่เคยทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวก็ทำไม่ได้ ได้แต่เพียงช่วยขับรถพาภรรยาไปซื้อผักที่ในเมืองเพื่อมาขายที่ตลาดนัดยามบ่าย และกลายมาเป็นแม่บ้านดูแลงานบ้านแทน เหตุนี้กระมังจึงทำให้มีเวลาว่างในการฟังธรรมะที่หลากหลาย แล้วได้มีโอกาสพิจารณาทุกข์ที่เกิดแก่ตน...
ผู้เขียนยังจำได้ว่าเราต่างสนทนาธรรมกันอย่างออกรสชาตินานเกือบชั่วโมง จนใกล้ค่ำจึงลากลับ ยังรู้สึกประทับใจไม่ลืมนับเป็นผู้ปกครองคนแรกที่มีโอกาสสนทนาธรรมด้วย
เหตุการณ์วันนี้ทำให้ผู้เขียนได้ข้อสรุปอะไรบางอย่าง ชีวิตฆราวาสและบรรพชิตย่อมมีฐานที่แตกต่าง หากสุดโต่งเกินไปย่อมสร้างความทุกข์ให้กับครอบครัว สิ่งที่หวังดีกลับกลายเป็นประสงค์ร้ายโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายผู้เขียนก็ได้แต่คิดถึงธรรมะของครูบาอาจารย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า "อย่ายัดเยียดธรรมะให้กับเด็กและคนแก่" เพราะจะเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับเขา และวันนี้ทำให้ผู้เขียนเข้าใจประโยคนี้แจ่มแจ้ง และรู้ว่าอาการ "สำลักความดี" เป็นอย่างไร

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต
สวัสดีค่ะอาจารย์
แวะมาอ่านเรื่องราว รับข้อคิดดีๆยามเช้าค่ะ อะไรที่สุดโต่งไปก็เป็นผลเสียมากกว่า อย่างนี้นี่เองพระพุทองค์ท่านถึงสอนให้เราเดินสายกลาง
เด็กๆเขาก็คงอยากมีกิจกรรมที่เขาชอบตามวัยเขาด้วย
ขอบคุณค่ะ
สวัสดครับคุณ ธรรมทิพย์ ...
แล้ววันหนึ่งเธอคงเข้าใจ และเอาใจช่วยว่าอย่าให้สายเกินเข้าใจ
นะคะ
ให้มีความสุขด้วยความเข้าใจไม่บังคับลูกอย่างแน่นอน...ชื่นชมค่ะ
ในการเลี้ยงดูเด็ก
สวัสดีค่ะ
การยัดเยียดไม่ให้ผลดีเลยนะคะ
ขอบคุณที่นำมาเตือนกันค่ะ
การไขว่คว้าทำให้เกิดความรักและศรัทธามากกว่า
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูธรรมทิพย์
การทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องมาจากความเต็มใจ และความยินดีที่จะรับ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลา.... ก็จะมาเอง
ขอบคุณข้อคิดที่ดีค่ะ
ขอบคุณความห่วงใยและความปรารถนาดีที่มีให้ตลอดมา
คิดถึงเสมอค่ะ
ไม่รู้สินะว่าจะว่าอย่างไร เหมือนกันหรือเปล่ากับการเรียนหนังสือจะเห็นว่าเด็กบางคนก็ไม่อยากเรียน คนไข้บางคนก็ไม่อยากให้การรักษา อาตมาว่าปัญหาอยู่ที่วิธีการมากกว่าแค่เดาๆ
คุณธรรมทิพย์คะ
-คนเราทำความดีไว้มาก...สะสมความดีไว้มานานแสนนาน...
แต่จู่ๆไปเจอสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม ทำให้ความไม่ดีกลบเกลื่อนความดีไปเสียหมด...
ขอให้เจอสิ่งที่ดีงามตลอดไปค่ะ
แวะมาชมด้วยคนค่ะ
"...การทำสิ่งใดก็ตาม จะต้องมาจากความเต็มใจ และความยินดีที่จะรับ ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อถึงเวลา.... ก็จะมาเอง..."
บางคนเป็นโรคร้ายแต่กลัวหมอไม่กล้ารักษา นับเป็นการแก้ปัญหา
ที่ไม่ถูกต้อง
เมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว