สกัดความรู้จากคนสู่ทีม, จากทีมสู่เอกสาร จากเอกสารสู่ความเป็นนวัตกรรม หรืองานสร้างสรรค์ จนที่สุดก็จบลงตรงการเป็นเครื่องมือ หรือคลังความรู้แห่งการพัฒนาคน, พัฒนางานและพัฒนาองค์กรของเราเอง...

คำชี้แจง...

เรื่องนี้ยาวสักนิด  และเขียนด้วยความรู้สึกอันดีงาม  เพียงแต่เริ่มต้นจากการหยิบเอาปัญหามาเป็นตัวตั้ง เพื่อนำไปสู่การสะสาง-ต่อยอดตามแนวคิด “ปัญหาเก่าห้ามเกิด ...ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน” เท่านั้นเอง  และยืนยันเสียงแข็งว่า  ไม่ใช่การเขียนบันทึกด้วยมุมมองแบบคนมองโลกในแง่ร้าย...นะครับ 

 




(๑) 

ก่อนหน้านั้น  ผมตั้งคำถาม หรือแม้แต่เสนอให้องค์กรได้ทบทวนกระบวนการทำงานที่ว่าด้วยเรื่อง “การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน”  หรือแม้แต่ “การปฏิบัติราชการตามแผนปฏิบัติราชการ”  (กพร) มาแล้วหลายยก  โดยสาระหลักคือ  การทำงานแบบเป็น “ทีม”  ไม่ใช่ทำงานเพียงคนใดคนหนึ่ง  พร้อมๆ กับการมอบหมายให้คนอื่นๆ มีหน้าที่เพียงแค่รวบรวมเอกสารเพื่อส่งมอบให้ผู้รับผิดชอบเพียง “หนึ่งเดียว”  ได้ขีดเขียน หรือบันทึกเป็นรูปเล่มเสนอต่อผู้บังคับบัญชา  หรือแม้แต่ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง 

นั่นคือสิ่งที่พูดหรือสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง  แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าสองสามปีที่ล่วงผ่านมานั้น  กระบวนการเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นเลยสักนิด  “คนต้นเรื่อง” ยังคงต้องก้มๆ เงยๆ และสาละวนอยู่กับการทำหน้าที่รวบรวมเอกสาร พร้อมๆ กับการถ่ายสำเนาเอกสารอย่างมากมายก่ายกองเพื่อส่งมอบไปให้ผู้รับผิดชอบ  เพื่อผู้รับผิดชอบจะได้ทำการขีดๆ เขียนๆ หรือแม้แต่จัดพิมพ์ข้อมูลลงไปในระบบ  ซึ่งบางทีต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายังขาดความตระหนักในความสำคัญของการสังเคราะห์เอาจุดเด่น จุดด้อยออกมาฉายชัดให้เห็นแบบจะๆ เพื่อเป็น "ทุน" แห่งการศึกษา-พัฒนา-และต่อยอด 

วิธีการทำนองนั้น  ผมมองว่าไม่เกิดกระบวนการทำงานแบบ “มีส่วนร่วม”  อย่างที่ควรจะเป็น -  หนักสุดคือการไม่พยายามที่จะ “สกัดความรู้ลงสู่เอกสาร” และไม่มีการ “สกัดเอกสาร” 
มา “ต่อยอด”  ในเชิงปฏิบัติ 
พลอยให้เอกสารไร้ราคาค่างวดไปโดยปริยาย  ซ้ำร้ายยังแตะต้องสัมผัสไม่ได้  คล้าย หวานรูป แต่จูบไม่หอม !” ...

 



หลายต่อหลายครั้ง-ในยามที่ผมต้องถูกขับส่งให้ต้องตอบคำถาม หรือแม้แต่นำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องที่มาประเมิน  สิ่งที่ผมสะท้อนไปนั้น  กลับไม่ปรากฏในเอกสาร หรือรูปเล่มสวยงามนั้นๆ เลยสักนิด  จนกรรมการทักถามในทำนองว่า “สิ่งเหล่านั้นคือจุดเด่น ไฉนเลยไม่ถูกขีดเขียนไว้ในเล่มสวยๆ งามๆ นั้นเลย !” 

แน่นอนครับ กระบวนการที่ว่านั้น  มันคือภาพสะท้อนที่ทำให้เราเห็นชัดว่า  กระบวนการดังกล่าว น่าจะไม่ใช่ทางออก หรือทางเลือกที่ดีนัก  ตรงกันข้ามกลับฉายชัดถึงความอ่อนด้อยเรื่องทีมและรวมถึงความอ่อนด้อยในเรื่องการจัดการความรู้ในองค์กรด้วยเหมือนกัน 

และนั่นบางทีก็ยังอาจรวมความว่า ...เราไม่ฉลาดพอที่จะสร้าง “นวัตกรรม” หรือ "งานสร้างสรรค์" เพื่อการเรียนรู้  ซึ่งหมายถึงการที่เราไม่หาญกล้าพอที่จะสกัดความคิด หรือความรู้ลงสู่เอกสารอย่างเป็นรูปธรรม... เมื่อเป็นเช่นนั้น  เอกสารดังกล่าวก็ย่อมไม่มีค่าพอต่อการเป็น “คลังความรู้” หรือแม้แต่การยกฐานะเป็น “จดหมายเหตุ” ขององค์กรในอนาคต  

หรือหากจะด่วนสรุปความแบบหักดิบว่าเอกสารทั้งปวงนั้น ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน หรือแม้แต่การพัฒนาองค์กร (ก็คงไม่ผิดเพี้ยนนักกระมัง)

จนท้ายที่สุด  การประเมินเมื่อหลายปีที่แล้ว  จึงกลายเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า “เรา” ซึ่งหมายถึงองค์กรหาใช่องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างที่ควรจะเป็น  เพราะดูจากค่าคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีนัก ทั้งที่เรามีอะไรๆ มากมายเหลือล้น แต่กลับไม่สามารถ “บอกเล่า หรือแม้แต่ยืนยัน”  ได้เลยว่า “เราทำจริง...มีกระบวนการจริง”  (เพียงแต่สอบตกเรื่องการจัดการความรู้ลงสู่เอกสาร-เท่านั้นเอง)

กระทั่งปลายปีที่แล้ว  ผมจึงขันอาสามาพลิกกระบวนการที่ว่านั้นด้วยตนเอง  สร้างกระบวนการทำงานเรื่อง “แผนปฏิบัติราชการ” (กพร) ด้วยตนเอง  โดยมุ่งเน้นให้ทำงานกันเป็นทีม  ใครทำเรื่องอะไร ก็ให้รวมรวมและสังเคราะห์ในเรื่องดังกล่าว  เสร็จจากนั้นก็เขียนถึงเรื่องที่ตนเองทำด้วยตนเอง  ไม่ใช่โยนมาที่ส่วนกลางให้คนๆ เดียวๆ หรือคนเพียงไม่กี่คนที่ไม่ใช่ "นักปฏิบัติ" ในเรื่องนั้นๆ มานั่งจุดเทียนเขียนเรื่องต่างๆ แทนเหมือนเช่นที่ผ่านมา...


ครับ,  ผมไม่เคยมีความรู้ในเรื่องการอบรมทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ไม่เคยได้รับฟัง หรือแม้แต่อบรมการเขียน “กพร” กับใครเขา  แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้กระบวนการเช่นนั้น
เติบโตขึ้นในองค์กร  จนกลายเป็น “ค่านิยม” หรือ “วัฒนธรรม” ที่บิดเบี้ยวแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์  แต่ทั้งปวงนั้น  ผมก็ใช้กระบวนยุทธ “เอาใจนำพา...เอาศรัทธานำทาง” เข้าขับเคลื่อนเป็นระยะๆ  เพราะโดยส่วนตัวนั้น  ผมเชื่อมั่นเสมอว่า “เรื่องของเรา...เราต้องเล่าด้วยวิธีของเราเอง”  เช่นเดียวกับที่ผมพยายามขับเคลื่อนภายใต้วาทกรรมที่ผมชูเป็นกลวิธีเรื่อยมาว่า “เขียนในสิ่งที่ทำ...ย้ำ (หลักฐาน) ในสิ่งที่มี”  

ซึ่งที่สุดแล้ว  ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี  จนได้รับคำชมในทำนองว่า  “เรามีพัฒนาที่ดี, ข้อมูลที่ปรากฏในรูปเล่มเป็นสิ่งแตะต้องสัมผัสได้, อ่านแล้วเห็นภาพ (มีชีวิต) ...และตอบโจทย์ความเป็นวัฒนธรรม หรือสไตล์ของเราได้อย่างชัดเจน  จนดูคล้ายกับว่า  อ่านเนื้อหาได้เพลินราวกับอ่านสารคดี  เนื้อหาชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์เพิ่มเติม หรือแม้แต่การหอบเอกสาร หรือหลักฐานต่างๆ มายืนยันให้เมื่อยมือ เมื่อยแขน แถมบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องถ่ายเอกสารอย่างมากมายก่ายกอง” 

นั่นคือเรื่องจริงในโค้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว..และหลายต่อหลายเรื่องก็ปริ้นออกจากบล็อก gotoknow.org  ของผองเรานี่แหละไปช่วยยืนยันกับกรรมการจนเกิดเป็นดอกเป็นผลอันสง่างามอย่างน่าประทับใจ

 

 

 

(๒)

ปีนี้  ผมยังได้รับมอบหมาย (แกมบังคับ) ให้ดูแลในเรื่องดังกล่าวอีกรอบ  ซึ่งผมก็ยังคงต้องแบกรับอย่างเลี่ยงไม่ได้  เพราะตัวเองเผลอตัวไปสร้างกระบวนการ หรือสร้างกลวิธีเหล่านั้นด้วยตนเอง
จึงต้องขับเคลื่อนต่อยอดให้ถึง “ฝั่ง” ...ซึ่งฝั่งที่ว่านั้นก็คือ การสร้างค่านิยมใหม่ในเรื่องการ “สกัดความรู้ลงสู่เอกสาร” นั่นเอง 

ครั้งนี้  ผมใช้ทีมทำงานมากมายภายใต้แนวคิด “งานของเรา...เรื่องของเรา...เราต้องเล่าด้วยวิธีของเราเอง”   พร้อมๆ กับการย้ำแนวคิดที่ว่า  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของเราทุกคน,  เป็นเรื่องขององค์กร ทุกคนต้องช่วยกัน, เราสามารถพัฒนาองค์กรจากกระบวนการเหล่านี้ได้ด้วยการถอดความรู้ลงสู่เอกสาร เพื่อให้เอกสารกลายเป็น “นวัตกรรม” หรือ “งานสร้างสรรค์”  และที่สำคัญก็คือ ดีชั่ว,เด่นด้อยจากเอกสารที่จะนำไปสู่การประเมินนั้น  ทุกคนคือผู้กำหนด  และเอกสารที่ว่านั้น ก็คือกระจกเงาที่สะท้อนความเป็นเราและองค์กรของเราอย่างชัดแจ้ง... 

ดังนั้น  ก่อนขีดเขียนออกมาเป็นเอกสาร  ผมจึงย้ำกระบวนการแต่ละภาคส่วนทำการถอดความรู้ร่วมกันในหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง  จากนั้นก็นำไปสู่การแปลงความคิดหรือความรู้ลงสู่เอกสาร  ภายใต้แนวคิด “เขียนในสิ่งที่ทำ...ย้ำ (หลักฐาน) ในสิ่งที่มี”  ควบคู่ไปกับการทำงานในลักษณะของ “ปัญหาเก่าห้ามเกิด...ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน” ด้วยการต่อยอดและสะสางเป็นเดือนๆ  รวมถึงเอกสารของเราต้องเป็นคลังความรู้, เป็นจดหมายเหตุ, หรือแม้แต่เป็นสิ่งที่แตะต้องสัมผัสได้ (นำไปใช้ได้จริง)  ไม่ใช่นิยามประโลมโลก...(หวานรูป แต่จูบไม่หอม

เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง  ผมก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้ากับต้นไม้หลายๆ ต้นที่ถูกโค่นลงมาแปรรูปเป็นกระดาษ..  แต่เรากลับใช้กระดาษอย่างไม่คุ้มค่า...(นั่นคือความจริงที่ผมเปรียบเปรยเพื่อให้เกิดความท้าทายในทีมงาน)

 



ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  ภายหลังการจัดทำข้อมูลเป็นรูปเล่มในแต่ละห้วงเดือนนั้น  ผมจึงพยายามชวนให้ใครๆ มาร่วมสะท้อนผลการดำเนินงานร่วมกัน  โดยกำหนดให้มีการสะท้อนผลการเรียนรู้จากเอกสารเพื่อนำไปสู่การต่อยอด หรือปรับแก้ปัญหาต่างๆ ภายใต้บริบทข้อมูลที่ถูกสังเคราะห์และขีดเขียนขึ้น 

ครั้งนั้น  เราเชิญผู้บริหารมานั่งฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับผลพวงของการดำเนินงานที่เกิดขึ้นในรอบเดือนที่ผ่านมา  โดยผมหวังว่าเวทีที่ว่านี้  จะเป็นการสอนให้ทีมงานได้เห็นความสำคัญของ "กระบวนการ"  ที่ควรต้องมีขึ้นในองค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่รู้จบ 

ครั้งนั้น  ทุกคนเห็นตรงกันว่าเราทำงานกันหนักมาก  และงานของเราก็ไม่ได้ด้อยอย่างที่คิด  แต่ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ  บุคลากรของเราขาดความรู้และทักษะในการสังเคราะห์ข้อมูลและการเขียนข้อมูลออกมาให้เป็นรูปธรรมเท่านั้นเอง  (ทำจริง แต่เขียนไม่มีพลัง...จนพลอยให้งานของเราดูเบาบางไม่ชวนอ่าน ไม่ชวนคิด)

สาบานได้เลย- ในความเป็นจริงผมแอบพยากรณ์อย่างเงียบๆ มาโดยตลอดว่า ที่สุดแล้วคงต้องออกมาในรูปนี้อย่างแน่นอน  เพียงแต่พยายามอดทนและอดกลั้นให้มากที่สุด  เพื่อปล่อยให้แต่ละภาคส่วนได้ทำงานของตัวเองตามทักษะของตัวเองเสียก่อน  อันเป็นการเปิดพื้นที่ให้แต่ละส่วนได้หลอมละลายเข้าหากันโดยปราศจากทฤษฎีใดๆ มากำกับดูแล  หรือหากจำต้องมีทฤษฎีใดๆ  มาข้องแวะ  ก็ขอให้เกิดจากกระบวนการคิดร่วม หรือสังเคราะห์ร่วมของพวกเขาเองเป็นสำคัญเท่านั้นเอง... 

เมื่อผลพวงออกมาในทำนองนั้น  ผมจึงตบท้ายด้วยกระบวนการเสนอแนะกระบวนการเขียนเรื่องราวของเราเองภายใต้แนวคิด หรือค่านิยมว่า “เขียนในสิ่งที่ทำ...ย้ำ (หลักฐาน) ในสิ่งที่มี”  โดยเริ่มจากการชวนให้ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่กำลังขีดเขียนอยู่นั้นว่า  มันเป็นเสมือนการ “ทำนาบนกระดาษ”  มันไม่ต่างอะไรจากการ “ปลูกข้าวบนนากระดาษ”  โดยอธิบายผ่านกรอบแนวคิดกว้างๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำกันอยู่นี้  แท้จริงต้องเชื่อว่า...
         - เป็น เครื่องมือ / กลไกในการพัฒนาตน พัฒนางาน  พัฒนาองค์กร
         - เป็น การการันตีคุณภาพของงาน  
         - เป็น กระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์  และต่อยอด
         - เป็น กระบวนการสกัดความรู้จากคนและเอกสาร
         - เป็น กระบวนการยกระดับเอกสารเป็นคลังความรู้/จดหมายเหตุ

ถัดจากนั้น  ก็นำเสนอแนวคิดการเขียนในกรอบกว้างๆ  ว่า... 

         1.ภาพแจ่มชัด  (เขียนในสิ่งที่ทำ ย้ำ (หลักฐาน)  ในสิ่งที่มี)
         2.สกัดปัจจัย
         3.ใส่ใจปัญหา
         4.นำพาสู่การแก้ไข (พัฒนาการ)
 

ครับ  นั่นคือกรอบแนวคิดกว้างๆ ที่ผมนำมาขายฝันให้กับคนในองค์กรได้ลองนำไปประยุกต์ใช้ และปรับแต่งเนื้อหาของตัวเองให้มีหน้าตา หรือสไตล์ที่ใกล้เคียงกัน เพื่อนำไปสู่ความเป็นเอกภาพในทางรูปแบบและเนื้อหาของ “องค์กร” 

สิ่งเหล่านี้  ผมถือว่าเป็นกระบวนการเล็กๆ น้อยๆ ที่พยายามชวนคิด หรือชวนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแบบฉบับที่คิดว่ามันน่าจะเป็นทางออก หรือทางเลือกที่ดีเกี่ยวกับการ “สกัดความรู้ลงสู่เอกสาร”  ในมุมมองของผม ....เพราะผมมีความเชื่อว่า  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  กระบวนการที่กล่าวถึงนั้น  ก็น่าจะหมายถึงการจัดการความรู้ในองค์กรด้วยเช่นกัน  เพราะมันคือการสกัดความรู้จากคนสู่ทีม, จากทีมสู่เอกสาร  จากเอกสารสู่ความเป็นนวัตกรรม หรืองานสร้างสรรค์  จนที่สุดก็จบลงตรงการเป็นเครื่องมือ หรือคลังความรู้แห่งการพัฒนาคน, พัฒนางานและพัฒนาองค์กรของเราเอง... 


ครับ- ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  เอกสารรูปเล่มสวยๆ ที่ว่านั้น  ก็คงได้เวลาเปลี่ยนเป็นวาทกรรมใหม่ ว่า “หวานรูป...จูบหอม” แล้วกระมัง...เพราะยังไงๆ เอกสารมันก็สร้างมาจากคน (เอกสารจึงเป็นภาพสะท้อน หรือกระจกเงาสะท้อนความเป็นคนและความเป็นงานขององค์กรไปโดยปริยาย) 

และที่สำคัญ  กระบวนการที่ผมขายฝัน หรือพร่ำเล่ามานี้  มันคือค่านิยม/วัฒนธรรมของการทำงานที่ควรจะต้องช่วยกันรังสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร มิใช่หรือ... 

แต่สำหรับผมแล้ว  นั่นคือสิ่งที่ผมคิด..ผมเชื่อ  และศรัทธาเสมอมา ! และกำลังขับเคลื่อนอยู่อย่างท้าทาย  อีกไม่กี่เดือนถัดจากนี้  ก็รู้ผลแน่ชัดว่า จะออกหัว...ออกก้อย ! 

คงต้องลุ้น..(ช่วยลุ้นเป็นเพื่อน หน่อยนะครับ)

 

...

หมายเหตุ...
ภาพ โดย  งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ