"บันทึกรักจากแม่ - ลูก" ปีนี้เป็นปีที่ เจ้าตัวโต อายุย่างเข้า 23 ปี ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2530 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด สำหรับเจ้าตัวเล็ก อายุย่างเข้า 20 ปี ซึ่งเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2534 ในความรู้สึกของผู้เขียน...คิดว่าลูกทั้งสองคน ยังอายุ ประมาณ 3 - 4 ขวบ... นับเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกิน...ถ้าย้อนกลับไปดูเวลาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า..."เวลาเดินเร็วมาก"...เจ้าทั้งสองก็โตมากแล้ว ยิ่ง "ภัคร" เป็นคนที่รับผิดชอบสูงมาก...มิเสียแรงที่ไว้ใจ + เชื่อใจ...เรื่องการเงิน รู้จักบริหารจัดการตัวเองได้ดีมาก...แม่ขอชม... สำหรับเรื่องการเรียนไม่ต้องพูดถึง... "ภัคร" รักษาสถิติ มาเป็นที่ 1 ตลอด ตั้งแต่เด็ก ๆ...เห็นแววตั้งแต่เรียนอนุบาล...เป็นคนชอบซักถาม ถ้าสงสัยจะไม่เก็บ...มีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก...พอมาปัจจุบันก็มิเสียแรงที่เรียนจนได้ "เกียรตินิยม อันดับ 1"... แม่ก็ขอให้ลูกรักษาความดีในสิ่งนี้ไว้ให้ตลอด...แม่มีเพียงแต่เงินให้เพื่อเป็นทุน...สำหรับ "ผลการเรียน" ก็อยู่ที่ตัวเจ้าแล้วล่ะ...ว่าจะทำได้ดีเพียงใด... "พี่ภัคร"...เจ้าตัวโต... สำหรับ "น้องเพรียง"...จะออกแนวใช้ชีวิตอยู่กับตามาตั้งแต่ยายเสียชีวิต...จะเป็นเด็กออกแนวชอบช่วยเหลือตัวเอง...เอาตัวรอด...มีเพื่อนมาก...เรียกว่า "ชอบแบบลูกทุ่ง" สำหรับ "พี่ภัคร" จะเป็น "นักวิชาการ"..."น้องเพรียง" จะเรียนไม่เก่ง เนื่องจากว่าไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ...พอไปโรงเรียน ครูที่สอนจะคอยว่า "น้องเพรียง" ว่า...ทำไม?...เรียนไม่เห็นเก่งเหมือนพี่...นี่ก็ทำให้เป็นปมด้อยของ "เพรียง"...เพราะเจ้าตัวเล็กบอกว่า...ไม่ค่อยชอบที่ครูชอบพูดใส่แบบนี้...เพรียงบอกว่า...คนเราไม่เหมือนกัน จะให้เก่งเหมือนกันได้ไง...ผู้เขียนก็ได้แต่บอกลูกว่า...ใครเขาจะว่าอย่างไร ก็ช่างเขา...เราก็ทำดีให้ดีที่สุดก็แล้วกัน..."แม่ไม่ใช่ต้องการให้ลูกเรียนเก่ง ได้ที่ 1... แต่แม่เพียงแต่ ต้องการให้ลูกเป็นคนดี...ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน...เป็นพอ..." "น้องเพรียง"...เจ้าตัวเล็ก... วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากเจ้าตัวเล็ก ว่า...ตอนเย็น จะเข้ามาหาที่บ้านในเมืองพิษณุโลก...(เนื่องจากเจ้าตัวเล็ก... ติด "ตา"...ในวันที่โรงเรียนปิด จะกลับบ้านที่พรหมพิรามทุกวันที่โรงเรียนปิด...เพราะเป็นห่วง "ตา"...เนื่องจากยายเสียชีวิตแล้ว...ผู้เขียนและน้องสาวชวนมาอยู่ด้วยกัน "ตา" ก็ไม่มา...อาจจะเป็นเพราะว่า...คนแก่ไม่ต้องการจากที่อยู่เดิมของตัวเอง)...ส่วนเจ้าตัวโตก็โทรมาบอกว่าจะมาหาแม่ตอนเย็น ๆ...เนื่องจาก "พี่ภัคร" ได้เช่าหอ ใกล้ ๆ ม.น. อยู่...เพราะมีกิจกรรมในตอนเย็น...และก็ช่วยติวให้เพื่อน ๆ...อีกอย่างผู้เขียนก็เป็นห่วงลูกว่า ขับรถไป - มา ก็อันตราย เพราะระยะทางจากบ้าน - ม.น. ก็ประมาณ 25 ก.ม. นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ "พี่ภัคร"...รู้จักช่วยเหลือตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ดีในระดับหนึ่ง... สำหรับเจ้าตัวเล็กมาก่อนพี่...มาถึงจะมาบอกแม่ว่า..เพรียงมาสวัสดีแม่ในวันแม่...ผู้เขียนก็สัพพะยอกว่า มาทำไม...เจ้าตัวเล็ก ก็ได้แต่ยิ้ม ๆ...บอกว่า..."ก็วันแม่ไง"...เพียงเท่านี้ ผู้เขียนก็ยิ้มหน้าบาน...เป็นอันรู้กันว่า "ลูกรักแม่"...ก่อนกลับบ้านที่พรหมพิรามเพื่อไปอยู่กับตา...เจ้าตัวเล็กก็มากราบ...(เจ้าตัวเล็ก จะไม่ค่อยเหมือนเจ้าตัวโต...ในการแสดงกิริยาความรัก + การกอด...อาจเป็นเพราะว่า...เติบโตมากับตา)...ผู้เขียนก็ได้แต่ลูบศีรษะ...แล้วก็บอกว่า... ขอให้เป็นคนดีนะ...ห้ามไปเกเร...เจ้าตัวเล็กรับปากว่า "ครับ"... สำหรับเจ้าตัวโต "พี่ภัคร"...บอกว่าจะมาตอนเย็น แม่ก็คอยจน 2 ทุ่มกว่า...พ่อเร บอกว่า สงสัยไม่มาแล้วล่ะ...สักประเดี๋ยวได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซต์...พอมาถึง...บอกว่าเหตุที่มาช้า เพราะในเมืองฝนตก...เจ้าตัวโต......มากราบ...และนี่ก็คือ "พวงมาลัย...." ....ที่ "ภัคร" นำมาให้แม่สำหรับปีนี้...ในทุก ๆ ปี "ภัคร" จะซื้อพวงมาลัยมาให้แม่ + กราบ + กอด + ขอหอมแม่...ซึ่งการกระทำระหว่างพี่กับน้องไม่เหมือนกันเลย...(ที่ทำให้ผู้เขียนได้อ่านในบล็อกของท่านอื่น...บอกว่ากอด + หอม แม่ไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ)...แต่ "ภัคร" เจ้าตัวโตจะทำ...จนเป็นหนุ่ม ภัคร ก็ยังทำ มาขอกอดแม่...เสมอถ้ามาที่บ้าน...เรียกว่าเกือบทุกครั้ง...สำหรับเพรียงจะไม่ค่อยได้ทำพฤติกรรมแบบนี้สักเท่าไร...แต่จะใช้อาการแสดง เช่น คำพูด สีหน้า แววตา แสดงแทนการมากอดแม่ หอมแม่... "นี่คือ...สายใยรัก ระหว่างแม่กับลูก"... "พ่อเร"...จะเป็นคนถ่ายให้... แต่ก็ทำให้แม่รับรู้ว่า...ลูกก็รักแม่ เหมือนกับที่แม่ก็รักลูก...แม่ไม่ได้หวังอะไรมาก...ได้แต่บอกให้ลูกทั้งสองเป็นเด็กดี...อย่าทำให้สังคมเดือดร้อน...เป็นคนดีของสังคมเท่านี้ก็พอแล้ว...ขอให้รู้ว่า...แม่รัก + เป็นห่วง...
สวัสดีครับท่านอาจารย์ "ไม่ดื้อไม่ซน แค่นี้ที่แม่ต้องการ"
สุดยอดแล้วครับกับสถาบันครอบครัวในสมัยนี้ ที่
เป็นความล่มสลายของสถาบันครอบครัวที่ความรักไม่อาจเยียวยา
สวัสดีค่ะ...คุณวอญ่า...
สวัสดีครับ ขอร่วมชื่นชมในความสุขของครอบครัวของคุณครับ ทุกคนมีสิ่งแตกต่าง ความรักความคิดถึงก็แตกต่าง แต่ความผูกพันในการคิดถึงแม่ไม่แตกต่างอยู่ส่วนหนึ่งคือ วันแม่อยากได้พูดกับแม่ กอดแม่ หรือเพียงเห็นหน้าแม่ ก็มีความสุข สื่อบอกให้รู้ว่าความผูกพัน ความรักนี้ไม่มีสิ้นสุดระหว่างแม่กับลูก ระหว่างลูกกับแม่ ก็ขอให้เป็นอย่างนี้ไปตราบนานเท่านาน ขอบคุณที่แบ่งปันมาให้ชื่นชมครับ
สวัสดีค่ะ...คุณธนา...
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีค่ะ...
น่าดีใจนะคะ
ลูกๆโตแล้ว ก็ยังมากอดแม่
ลูกแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน..
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีค่ะ
พี่กานต์กับน้องกวาง
สวัสดีค่ะ...ครูดาวเรือง...
สวัสดีค่ะ...
เข้ามาชื่นชมมากครับเลยครับกับวิถีที่ดีงามจากแม่สู่ลูก จากลูกสู่แม่
ขอบคุณที่ให้ผมเห็นความรักจากใจระหว่างแม่กับลูกครับ..
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีค่ะ
ครอบครัวที่อบอุ่นน่ารักมากค่ะ.... เจ้าตัวโต และเจ้าตัวเล็ก ของคุณแม่ ทำให้คิดถึงตัวเองค่ะ อายุมากแล้วเราก็ยังแทนตัวเองว่า หนู ตอนเด็กพ่อแม่ก็เรียก ยายหนู อีหนู จะโตจะอายุเท่าไหร่ เราก็ยังเห็นลูกเราเป็นเด็กๆ และชอบที่จะเรียกเหมือนตอนเล็กๆนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอร่วมส่งความรักจากแม่ที่มอบให้กับลูก ซาบซึ้งใจทุกครั้งที่ได้อ่านเรื่องราวความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ขอให้พบแต่ความสุขค่ะ
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีค่ะ...