ในวาระวันแม่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ เราได้เตรียมรูปที่ อาม่า (Lin Hui) ได้ถ่ายรูป อาม่า (ตัวจริง) เมื่อปลายเดือนที่แล้ว และพิมพ์ด้วยตนเองด้วยเครื่องพิมพ์ที่บ้าน ออกมาในขนาดเต็มกระดาษ A4 นำไปใส่กรอบเรียบร้อย เพื่อจะมอบให้อาม่าในวันแม่ปีนี้
จากที่อาม่าเล่าให้ฟัง อาม่าเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว เกิดที่อำเภอเก๊กเอี๊ย จังหวัดซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เดินทางมาประเทศไทยกับคุณพ่อ (เตี่ย) โดยทางเรือ ตอนที่ตัวเองมีอายุได้เพียง ๘ ขวบ โดยออกเดินทางจากบ้านเกิดมาที่ซัวเถา โดยเรือเล็กใช้เวลาเดินทางไม่นาน (ราวสองสามชั่วโมง) แล้วจึงมาขึ้นเรือใหญ่ที่ซัวเถา เดินทางต่อมาประเทศไทย ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งอาทิตย์หรือ ๗ วันจึงถึงประเทศไทย ตอนนี้อาม่า อายุ ๙๕ ปี ก็ลองลบดูเอาเองนะครับว่า อาม่าเดินทางมาประเทศไทยในปี พ.ศ. ใด

ในยุคนี้ผมจึงมาสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต ได้ความว่า
"ซัวเถา" เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง มีประชากรรวมกว่า 4 ล้านคน อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดแต้จิ๋ว ต่อมาแยกออกมาเป็นจังหวัด และในปีพ.ศ.2525 รัฐบาลประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากการส่งสินค้าออก ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องจักรกล เวชภัณฑ์ การฝีมือ ที่มีชื่อเสียงมากคือ ผ้าปัก เซรามิก แกะสลักหินและไม้แกะสลัก "ซัวเถา" หรือแต้จิ๋วในอดีต เป็นบ้านพี่เมืองน้องที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน
ยุคที่ชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเมืองไทยมากที่สุดคือ หลังปี พ.ศ.2310
ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงครองราชย์ ทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว มีพระราชบิดาเป็นชาวแต้จิ๋วชื่อ แต้ย้ง หรือต๋า ส่วนพระราชมารดาเป็นคนไทยชื่อนกเอี้ยง ทำให้คนทั้ง 2 ชาติไปมาหาสู่กันมากเป็นพิเศษ จนมีเรื่องบอกเล่ากันว่าเมื่อคราวที่พระเจ้าตากสิน ออกสู้รบเพื่อกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทย ชาวเมืองแต้จิ๋วได้เรี่ยไรเงินนำมาใช้ต่อเรือ เพื่อเป็นพาหนะในการกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทยในสมัยนั้นด้วย นอกจากพระเจ้าตากสิน จะเป็นกษัตริย์ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยแล้ว พระองค์ยังเป็นที่รักและเคารพของคนจีนแต้จิ๋วในประเทศจีนอย่างมากอีกด้วย จนมีการเรียกพระนามตามภาษาจีนแต้จิ๋วว่า แต่อ่วงกง หมายถึง กษัตริย์ชาวแต้จิ๋วที่ได้รับการเคารพบูชา
จีนแต้จิ๋วเป็นกลุ่มชาวจีนที่มาอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด โดยกลุ่มที่มาจากอำเภอเก๊กเอี๊ยนั้นมีการก่อตั้งเป็น สมาคมเก๊กเอี๊ยแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สอง จากเว็บไซต์ของสมาคมบอกไว้ว่า เก๊กเอี๊ย เป็นเมืองเก่าแก่โบราณสมัยชุนชิว เป็นแคว้นหนึ่งของเมืองฮ้วกก๊ก ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฉิน เป็นอำเภอหนึ่งของเมืองน่ำไฮ้ เมืองเก๊กเอี๊ยมีประวัติอันยาวนานถึง 2 พันกว่าปี ตราสัญลักษณ์ของสมาคมได้นำกำแพงเมืองโบราญและต้นไทร ภาษาจีนเรียกว่า ย่งชิ่ว แม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าเมืองโบราญ คือ แม่น้ำย่งกัง เก๊กเอี๊ย จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองย่งเซี้ย" ภูเขาและเจดีน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวและโบราณสถานมีชื่อว่า "ภูเขาอึ้งกีชัว" และ "เจดีย์อึ้งกี" ซึ่งจากการค้นพบทางโบราณคดีปรากฏว่าบริเวณภูเขาอึ้งกี เป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์โบราณยุดหินใหม่ มีอายุประมาณ 4 พันกว่าปี ทั้งยังได้ค้นพบเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินสำริดมากมาย จากลวดลายบนภาชนะดินเผาบ่งบอกถึงมนุษย์โบราณในสมัยนั้นเริ่มมีอีกษรใช้อย่างง่ายๆ แล้ว และมีวัฒนธรรมพอสมควร
เก๊กเอี๊ย เป็นอำเภอที่มีเอกลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรมเฉพาะของตัวเอง ก่อกำเนิดบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปราชญ์ นักกวี จิตรกร หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอดีตกาลมากมาย ปัจจุบันอำเภอเก๊กเอี๊ยได้ถูกยกฐานะเป็นเมืองครอบคลุมพื้นที่อำเภอเก๊กตัง เก๊กไซ โพวเล้ง ฮุ่ยไล้ และเขตเมืองย่งเซี้ยมีพื้นที่ทั้งหมด 5,240 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 6 กว่าล้านคน เก๊กเอี๊ย เป็นเมืองโบราณที่มีประวัติอันยาวนาน และมีศิลปะวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ ในอดีตกาลได้ถูกสืบทอดสู่ปัจจุบัน จนเป็นที่เล่าขานว่าเป็น "เมืองแห่งบัณฑิต ไฮปิงโจวลู่"
มาชื่นชมบันทึกวันแม่ที่น่าสนใจมาก...ภาพอาม่างามสง่านะคะ..ขอส่งดอกไม้จากสวนที่บ้านมาอวยพรให้ท่านมีความสุขและแข็งแรงมากๆค่ะ..
ขอบพระคุณ พี่ใหญ่
มากครับ ที่ส่งดอกไม้จากที่บ้านที่สวยงาม จากที่บ้านมาอวยพรให้อาม่า ขอพรนี้จงส่งผลต่อพี่ใหญ่เป็นทวีคูณด้วยครับ
สตรีใด…….ไหนเล่า………..เท่าเธอนี้
เป็นผู้ที่ …………..ลูกทุกคน………บ่นรู้จัก
เป็นผู้ที่ ……………มีพระคุณ………การุณนัก
เป็นผู้ที่ …………..สร้างความรัก…..สอนความดี
เป็นผู้ที่……………คอยสั่งสอน…….เอาใจใส่
คอยห่วงใย….……เราทุกคน………จนวันนี้
เปรียบแสงทอง……สว่างล้ำ……….นำชีวี
เธอคนนี้…………..คือ ” แม่ ”……..ของเราเอง
อาจารย์คะ แล้วอาจารย์หรืออาม่า (ทั้ง 2 อาม่า) ได้ไปเยือนบ้านเกิดอาม่าใหญ่ในสมัยปัจจุบันรึปล่าวคะ... น่าจะไม่เหลือเค้าเดิมเลยนะคะ
อาม่ามีความจำเป็นเลิศ ปฏิบัติธรรม มีความสามารถหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องงานประดิษฐ์ งานฝีมือเย็บปักถักร้อย คนปัจจุบันสู้ท่านไม่ได้เลย
มะลิงามดอกนี้เตรียมไว้สำหรับมอบในวันแม่ปีนี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
อาม่า เดินทางมาเมืองไทย ปีพ.ศ. 2466 ใช่ไหมคะ
เป็นการเดินทางสู้ชีวิตที่น่าภาคภูมิใจมากนะคะ
ในโอกาสวันแม่ ขออวยพรให้ อาม่า จงมีความสุขเป็นมิ่งขวัญของลูกหลานตลอดไป
สุขสันต์วันแม่ค่ะ
ขอตอบในฐานะถูกพาดพิง อาม่าหลินฮุ่ยไปประเทศจีนเมื่อปลายกันยายน-ต้นตุลาคม 2538 ในฐานะนักวิจัยและวิชาการฝ่ายประเทศไทยผู้ร่วมโครงการ GLOBESAR ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ Canadian Center for Remote Sensing ไปเสนอผลงานวิจัย ที่นครปักกิ่งค่ะ อยู่ปักกิ่งประมาณหนึ่งอาทิตย์ โปรแกรมเต็มเหยียด ต้องตัดบางโปแกรมออกเพื่อไปพิชิดจุดสูงสุดของกำแพงเมืองจีนค่ะ จึงไม่มีเวลาพอที่จะทำอย่างอื่นได้เลย และต้องกลับมารับผิดชอบงาน เวิร์ลเทค1995 ที่มทส.จัด อาม่ารับผิดชอบ ทางด้าน SPACE TECHNOLOGY และหินจากดวงจันทร์ค่ะ