ช่วยปลายราชวงชิงถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอดอยาก บ้านเมืองชุกชมไปด้วยโจรผู้ร้าย ผู้คนแตกแยก ปัญหาภัยธรรมชาติรุมเล้าซึ่งได้ทำให้ผู้คนล้มตายราวกับใบไม้รวง อีกทั้งยังถูกขนาบหลังด้วยภัยคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น
ภัยจากความไม่มั่นคงจากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่เริ่มประมาณปี ค.ศ. 1842 ประหนึ่งโรคร้ายที่คอยกัดกล่อน แม้จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาหลากหลายวิธีแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถหายามารักษาอาการไข้ได้อย่างถูกโรค ซ้ำยังทำให้ประเทศทรุดลงไปตามลำดับ จนกระทั้งปี ค.ศ. 1911 จักรวรรดิจีนอันยิ่งใหญ่ที่ปกครองภายใต้ระบอบจักรพรรดิราชย์ราชวงศ์ชิงต้องปิดฉากลงไปพร้อม ๆ กับความอัปยศภายในจิตใจของผู้คนทั้งชาติ ถึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณะรัฐในปี ค.ศ. 1912 – 1949 แต่ภายในระยะ 38 ปีนั้นประเทศชาติแทบจะหาระยะเวลาที่มั่นคงอย่างสงบสุขและยาวนานไม่ได้เลย ดังนั้นอนาคตของประเทศภายหลังปี ค.ศ. 1949 จึงต้องฝากไว้กับระบอบคอมมิวนิสต์ช่วยแก้ไขต่อไป
สาเหตุที่ทำให้ประเทศจีนต้องตกอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งศตวรรษแห่งความอัปยศ (ค.ศ. 1842-1943) สามารถจำแนกได้ดังนี้
ภัยอันเกิดจากความไม่มั่นคงภายในประเทศ
1. ระบบการปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- กษัตริย์มีอำนาจปกครองเพียงองศ์เดียว ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
- การสืบสันตติวงศ์ไม่แน่นอน การแต่งตั้งกษัตริย์มักจะเลือกที่มีอายุน้อยหรือมากจนเกินไป ทำให้ถูกขุนนางและเจ้านายชักเชิด
- การใช้ระบบรายงานลับ เพื่อความคุมขุนนางไม่ให้รวมตัวกันได้จนเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ทำให้ขุนนางแบ่งฝักฝ่ายไม่ไว้ใจกัน เกิดรายงานลับใส่ความฝ่ายตรงข้ามบ่อยครั้ง การเมืองไม่มีประสิทธิภาพ
- ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการไม่เป็นไปตามแบบแผน ตำแหน่งไม่ได้เป็นของผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ตกอยู่กับผู้ดีมีอำนาจ,เศรษฐี มีการซื้อขายตำแหน่งและสืบทอด ส่งผลให้ขาดความคิดริเริ่มใหม่ในราชการ ขุนนางปฏิบัติตามแบบแผนเดิมเพื่อรักษาตำแหน่ง ช่อราษฎร์บังหลวง ไม่ใส่ใจบ้านเมือง ขาดประสิทธิภาพไร้ประสิทธิผล
2. ความไม่มั่นคงอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ความแตกต่างทางด้านสังคมทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ก่อให้เกิดกบฏ
- สืบเนื่องจากสันติสุขจีน (150 ปีแรก) ผู้คนวางใจในสถานการณ์ จึงทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างหนัก ทหารวางใจขาดการซ้อมรบ
- การควบคุมระบบชลระบบชลประทานล้มเหลว ประสบกับภัยธรรมชาติใหญ่หลวง การเกษตรเสียหาย ประสบภัยจากโจรผู้ร้ายตามชายฝั่ง ผู้คนอดอยาก ทำให้เกิดการขาดแคลนปัจจัย 4
- มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา ชาวจีนต่อต้านรุนแรง เกิดการเคลื่อนไหวของประชาชน เพื่อล้มล้างราชวงศ์ต่างด้าว
- ความไม่ยุติธรรมระหว่างชนชั้น ชนชั้นเจ้านาย ขุนนาง และพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษี แต่ประชาชนต้องเสียภาษีและถูกเกณฑ์แรงงาน ชนชั้นอภิสิทธิ์ชนกดขี่เอารัดเอาเปรียบชนชั้นล่าง
- ราชสำนักใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่นทุ่มงบประมาณกับทางด้านการทหารเพื่อทำศึกภายในและภายนอก, การสร้างพระราชวัง ฯลฯ จนเกิดวิกฤติทางการคลัง รัฐจึงเรียกเกิดภาษีจากประชาชนในอัตราสูงและซ้ำซ้อน ในขณะที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาอดอยากไม่อาจจ่ายภาษีได้ ระบบการคลังของรัฐจึงล้มละลาย
ปัญหาที่กล่าวมาก่อให้เกิดสมาคมลับมากมาย ประชาชนจับอาวุธขึ้นสู้ รัฐต้องปราบปรามรุนแรง สมาคมลับจึงกลายเป็นกบฏ กบฏที่สำคัญที่ทำให้ราชบัลลังก์สั่นคลอนเช่น กบฏสมาคมบัวขาว กบฏไทผิง
ภัยอันเกิดจากความไม่มั่นคงภายนอกประเทศ มีสาเหตุมาจาก
- ขณะนั้นประเทศจีนมองว่าตนเป็นมหาอำนาจโลก มีอารยธรรมที่สูงส่งกว่าชาติอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นไปแบบผู้เจริญกับผู้ไม่เจริญ ชาติใดจะเข้าหาต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมจีนอย่างเคร่งครัด เป็นไปตามระบบบรรณาการ ต่างกับชาติตะวันตกที่คิดว่า ทุกชาติมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน
- ถือว่าการค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นการช่วยเหลืออนุเคราะห์ ต่างชาติจะต้องค้าขายกับพ่อค้าและเมืองท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น
- การกำหนดราคาซื้อขายตามใจชอบ อัตราภาษีไม่คงที่ และผูกขาดสินค้า
- การจำกัดเสรีภาพชาวต่างชาติ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้อิสระ
- การใช้กฎหมายกับชาวต่างชาติไม่เป็นธรรม กฎหมายและการศาลของประเทศไม่ได้เป็นไปในตามหลักสากล ไม่มีนิติบัญญัติ ใช้จารีตนครบาล มีบทลงโทษที่รุนแรง สร้างความไม่พอใจให้กับชาติต่างขาติเป็นอย่างมาก
ความไม่พอใจของชาวต่างชาติที่มีต่อประเทศจีนส่งผลทำให้เกิดสงคราม และสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นับว่าเป็นมหันตภัยของจีน
การแก้ไข
จีนพยายามทำความเข้าใจกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไขเพื่อความจำเป็นจะต้องปรับปรุงประเทศ โดยมองว่าปัญหาความไม่มั่นคงภายในเป็นภัยที่ร้ายแรงประดุจโรคร้ายภายในร่างกาย แต่ภัยจากไม่มั่นคงจากภายนอกประดุจโรคที่เกิดกับอวัยวะภายนอก จึงเลือกแก้ไขปัญหาภายในก่อน
1. การฟื้นฟู
เริ่มในรัชสมัยของจักรพรรดิถงจือ จนถึงจักรพรรดิกวางสู คณะผู้นำการฟื้นฟูประเทศคือราชสำนักซึ่งนำโดยสมเด็จพระพันปีหลวง และเจ้านายองศ์สำคัญเช่น พระองศ์เจ้ากุ้ง จุดมุ่งหมายสำคัญคือรักษาสถานะเดิมของราชวงศ์ และรักษาอารยธรรมอันดีงาม และพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก
- ฟื้นฟูระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ มีการลงโทษผู้ประพฤติมิชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการช่อราษฎร์บังหลวง
- เรียนรู้ศิลปวิทยาการจากตะวันตก ส่งนักศึกษาไปศึกษาต่างประเทศ แต่นักศึกษาเหล่านั้นก็กลับมาเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ภายหลัง
- เปิดการค้าเสรี ยกเลิกระบบผูกขาดสินค้า กำหนดอัตราภาษีใหม่
- พัฒนาทางด้านการทูตสร้างเสริมความสัมพันธ์กับมหาอำนาจตะวันตก เริ่มการยกเลิกระบบสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
- พัฒนาอุตสาหกรรมหนักเน้นประโยชน์ด้านการทหาร เช่น อู่ต่อเรือ ระบบการสื่อสารคมนาคม
- เสริมสร้างกำลังทางการทหารตามแบบตะวันตก ประสบความสำเร็จกับการปราบกบฏภายในประเทศแต่ล้มเหลวกับสงครามต่างชาติ
การแก้ไขโดยการฟื้นฟูถือว่าประสบความล้มเหลว เพียงแต่เป็นต่ออายุราชวงศ์ให้ยาวขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องหาวิธีใหม่คือ
2. การปฏิรูป
การปฎิรูป 100 วัน ใน ค.ศ.1898 ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของจักรพรรดิกวางสูและขุนศึกคังยูเหวย ต้องการให้มีการพัฒนาประเทศรอบด้านเน้นหลักประชาธิปไตย โดยธำรงไว้ซึ่งราชวงศ์ชิงและความเป็นชาติรัฐของจักรวรรดิ
- ปฏิรูปการปกครองจากระบอบจักรพรรดิราชย์เป็นระบอบรัฐธรรมนูญโดยมีจักรพรรดิเป็นประมุข
- ยกเลิกการศึกษาแบบเดิม ยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการแบบเก่าที่ยึดตำราคลาสสิก
- เสริมสร้างกองทัพของตนเองให้แข็งแกร่ง เพื่อตรวจตรามิให้มณฑลต่าง ๆ กระด้างกระเดื่อง
- พัฒนาการสื่อสาร การคมนาคม เพื่อประโยชน์ในการปกครองและพัฒนาเศรษฐกิจ
การปฏิรูปถือว่าล้มเหลวเพราะถูกต่อต้านจากพวกอนุรักษ์นิยม และถือว่าเป็นจุดดับ แก่เกินการสายเกินแก้ ดังนั้นการแก้ปัญหาสุดท้ายคือการปฏิวัติ
3. การปฏิวัติ
ซึ่งเป็นแนวทางของนักปฏิวัติปัญญาชนเช่น ดร. ชูนยัตเซน โดยมุ่งพลิกแผ่นดินก่อนอื่น ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาบ้านเมืองโดยเน้นหลักประชาธิปไตย มีหลัก 3 ประการคือ
- หลักประชาชาติ ลัทธิชาตินิยม สร้างความรักชาติ ฟื้นฟูคุณธรรม กู้ชาติรวมประเทศให้เป็นสร้างความเป็นอันหนึ่งอันหนึ่งเดียวเดียว
- หลักประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน สร้างความเสมอภาค เสรีนิยม
- หลักสัมมาอาชีพ โอนกิจการที่สำคัญทั้งหมดมาเป็นของรัฐ รัฐควบคุมกิจการของส่วนรวมและรับผิดชอบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยตรง พัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทันสมัย จัดสรรที่ดินใหม่ให้เป็นของเกษตรกร
แก้ไขโดยการปฏิวัติประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1911 ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาจีนในภาพรวม อันเนื่องมาจากความไม่มั่นคงทางการเมือง
สรุป
จักรวรรดิจีนต้องล้มสลายใน ค.ศ. 1911 เพราะราชวงศ์แมนจูไร้ความสามารถ การแก้ไขปัญหา เปรียบได้กับ “เกาไม่ถูกที่คัน” “กินยาไม่ถูกโรค” ดังนั้นอนาคตของประเทศจึงต้องฝากไว้กับระบบสาธารณรัฐเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ระหว่างปี ค.ศ. 1912 – 1949 จีนในการปกครองระบบอบสาธารณะรัฐประชาธิปไตย ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่ส่งต่อมาจากสมัยจักรวรรดิ ตลอดระยะเวลา 38 ปีนี้ จีนได้เผชิญความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก (สงครามโลกครั้งที่1 และครั้งที่2) การรุกรานโดยญี่ปุ่น ประชาธิปไตยในเวลานี้ล้มลุกคลุกคลานลองผิดลองถูกเป็นแค่เพียงรูปแบบ แต่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ทหาร เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้หลักการ คุ้นเคยกับระบบเก่า จึงขาดมวลชนสนับสนุน อีกปัญหาหนึ่งที่คณะปฏิวัติประสบคือ กลุ่มปัญญาชนที่จีนส่งไปศึกษาศิลปวิทยาการในต่างประเทศได้นำความรู้และอุดมการณ์ทางความคิดแบบเสรีนิยมติดตัวเข้ามาด้วย เหล่าบรรดานักเรียนหัวก้าวหน้าได้นำชาวบ้านที่กำลังอดอยากใกล้ตายต่อต้านระบบประชาธิปไตแบบเผด็จการทหารอย่างหนัก จีนต้องเผชิญกับปัญหาการปฏิวัติภายในประเทศตลอดเวลา การแก้อาการ “ไข้หนัก” ด้วยวิธีปฏิวัตินั้นไม่ทันการ สายเกินแก้ เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากชาวแมนจูมาเป็นชาวจีน (ทหาร) เท่านั้น
เมื่อถึงปี 1949 จีนได้เลือกใช้การปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ และนับว่าเป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของจีน ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ไขปัญหาจากที่เคยใช้เผด็จการฝ่ายขวาอนุรักษณ์นิยมในระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเผด็จการฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าระบอบคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์เปรียบเสมอกับ “ยา” ขนานใหม่นี้ให้ผลรุนแรง ถ้ารักษาไม่หายก็คงต้องตายทันที ความหวังใหม่ที่จะทำให้จีนฟื้นตัวจากป่วยหนักจึงต้องฝากไว้กับลัทธิคอมมิวนิสต์จีน นับตั่งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
จันทร์ฉาย ภัคอธิคม. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกสมัยใหม่ = History of modern East Asia : HI 461. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2544.
มาตยา อิงคนารถ. ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ = History of modern China : HI 462. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2540.
จีนในปัจจุบันประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ เช่น ฮั่น แมนจู ทิเบต จ้วง มองโกล แต่ชาชาติที่สร้างกำแพงเมืองจีน คือชนชาติฮั่น ชาวฮั่นคือชนชาติจีน ซึ่งต่อมาถูกรุกรานและปกครองโดยคนต่างชาติ แมนจูหรือราชวงค์ชิงความจริงไม่ใช่ชาวจีน แต่เป็นต่่างชาติที่รุกรานและปกครองชาวจีน เปรียบได้กับพม่า
จักรวรรดิ์จีนสิ้นสุดลงสมัยราชวงค์หมิงประมาณ 300 ปีก่อน ราชวงค์ชิงไม่ใช่ชนชาติจีนแต่เป็นจักรวรรดิ์แมนจูเรีย โดยมีจีนถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคม
ชนชาติจีนถูกรุกรานและปกครองโดยต่างชาติหลายหน และชาวจีนเรียกตัวเองว่าชาวฮั่น ราชวงค์ชิงความจริงไม่ใช่ประเทศจีนแต่เป็นจักรวรรดิ์แมนจูเรีย ที่ก่อตั้งขึ้นโดยชาวแมนจูที่รุกรานกำแพงเมืองจีนสำเร็จ และเอาอาณาจักรจีน(ราชวงค์หมิงซึ่งมีแดนดินตรงบริเวณกำแพงเมืองจีน) ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแมนจูเรีย ชนชาติจีนมีกษัติร์ยเป็นต่างชาติประมาณ 2 ครั้งคือกษัตรย์มองโกล (ราชวงค์หยวน) กับกษัตรย์แมนจู (ราชวงค์ชิง) และแมนจูมีความสัมพันธ์ใกลชิดทางสายเลือดกับพวกเกาหลี ซูสีไทเฮาไม่ใช่คนจีนแต่เป็นต่างชาติที่ปกครองชาวจีน และเปรียบเหมือนกษัตรย์พม่าที่ยึดประเทศไทยสำเร็จ
ขอท้วงนิดนึง ชาวแมนจูกับชาวโชซอน (เกาหลี) ไม่มีความใกล้ชิดใดๆเลยค่ะ โชซอนเรียกแมนจู(ชิง) ว่าพวกคนเถื่อน คนป่า ไร้อารยะธรรม ไม่มีหลักแหล่ง ร่อนเร่ไปเรื่อย โชซอนเกลียดชิงมาก และคิดไม่ถึงว่าหมิงจะล่มสลายและชิง(แมนจู) จะเข้ามามีอำนาจแทน สมัยพระราชาอินโจแห่งโชซอน พ่ายแพ้ต่อชิง ถูกหยามเกียรติอย่างมหันต์สารพัด รวมทั้งรัชทายาทและโอรสอื่นๆก็ยังถูกต้อนไปชิงจนหมด