ถือศีล 5 วันเข้าพรรษา  

เช้าวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2549 เวลาประมาณ 10.00 น. ในศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ผู้คนที่เดินไปมาดูบางตา ประกอบกับอากาศที่ขมุกขมัว ฟ้ามืดครึ้มเหมือนจะมีฝนห่าใหญ่ในไม่ช้านี้ ทำให้บรรยากาศภายในสวนเวฬุวันค่อนข้างเงียบสงบ แต่รถบัสโดยสารขนาดใหญ่ที่จอดเรียงรายอยู่ 7-8 คันและรถยนต์ส่วนตัวอีกจำนวนมาก ทำให้รู้ว่าต้องมีคนที่มาปฏิบัติธรรมอยู่จำนวนไม่น้อย หลังจากเดินสำรวจบริเวณรอบๆ พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าปลูกใหม่ที่ร่มรื่น มีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นแหล่งน้ำใช้ และมีพื้นที่ส่วนที่เป็นอาคารสำหรับบริการผู้มาปฏิบัติธรรม เขตรอบนอกของสวนเวฬุวันไม่มีหมู่บ้าน จึงทำให้สวนเวฬุวันดูเหมือนอยู่ในป่าห่างไกลจากความวุ่นวายของสังคม   จึงเป็นสถานที่อันเหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรมยิ่งนัก    ทุกๆ วันจะมีประชาชนมาปฏิบัติธรรมโดยนอนพักค้างคืนที่สวนเวฬุวันตลอดปีไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว   เดินสักพัก จึงพบผู้มาปฏิบัติธรรมจำนวนมากกำลังทานอาหารอยู่ที่โรงทาน น่าจะสักหนึ่งร้อยคน  แต่ละคนอยู่ในสภาพที่ไม่ได้แต่งตัวตามสมัยนิยม ทุกคนใส่ชุดสีขาวดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แต่งหน้า ไม่สวมรองเท้า สอบถามจากผู้ที่เดินออกมาจากโรงทานทราบว่า พระอาจารย์สอนให้ทุกคนฝึกให้เห็นทุกขเวทนา และฝึกอยู่กับสภาพธรรมชาติของตนเองโดยไม่ต้องปรุงแต่ง เป็นวิธีฝึกจิตใจให้รู้จักทุกข์ ให้รู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นธรรมชาติ(ที่เราเรียนรู้ได้ว่ามันมีอยู่แค่ไหนเพียงใด) กับสิ่งที่เป็นสิ่งปรุงแต่งตามความอยาก(ที่ไม่มีขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด) นอกจากกลุ่มที่กำลังทานอาหารที่โรงทานแล้วยังมีผู้ปฏิบัติธรรมอีกกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่กว่ากลุ่มแรกน่าจะสัก 300 คนได้  กำลังปฏิบัติธรรมอยู่บนศาลาหลังใหญ่ ทุกคนใส่เสื้อสีเหลือง เป็นกลุ่มนักเรียนชั้น ม.1-6 นอกจากกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นกลุ่มใหญ่สองกลุ่มนี้แล้ว ยังมีผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นประชาชนทั่วไปซึ่งมาลงทะเบียนปฏิบัติธรรมทุกๆวัน อีกจำนวนมาก รวมแล้วน่าจะประมาณ 50-80 คน บางคนกำลังปฏิบัติธรรม บางกลุ่มกำลังนั่งสนทนาธรรมกับพระอยู่หน้าศาลา บ้างก็กำลังช่วยกันขนของขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน สังเกตดูสีหน้าของแต่ละคนแล้วช่างเต็มไปด้วยความสุข ความอิ่มเอิบใจ ดูมีความมุ่งมั่นและความหวังกับชีวิตในวันข้างหน้า บรรยากาศของสวนเวฬุวันแม้จะดูเงียบสงบแต่ก็ไม่เงียบเหงา บรรยากาศแบบนี้นี่เองหรอกหรือ ? ที่ชักจูงคนที่เคยมาที่นี้แล้วให้อยากกลับมาอีก และแม้คนที่ยังไม่เคยมาก็อยากจะมาตามการบอกเล่าของเพื่อนคนที่เคยมาแล้ว นี่เป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นหลังจากได้สังเกตดูบรรยากาศโดยรอบได้สักพักหนึ่ง  เป็นคำถามที่น่าค้นหาคำตอบเป็นยิ่งนัก