นปส.55 (12): ร่วมแรงร่วมใจ


ในการทำงานร่วมกันเป็นทีม การตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วยการลงคะแนนโหวตอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป หากปราศจากการอภิปรายโต้แย้งด้วยเหตุและผลตามหลักการและข้อเท็จจริง

(12): ร่วมแรงร่วมใจ

ผมไม่ค่อยได้ขับรถไกลๆเองมานานแล้ว เวลาไปไหนส่วนใหญ่ก็ไปราชการมีพี่สมชาย เป็นคนขับรถให้ตลอด พี่สมชายเป็นพนักงานขับรถของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก เป็นคนที่ขับรถดี ไม่ประมาท มีความระมัดระวังสูง มีน้ำใจ ดูแลรถและผู้นั่งในรถเป็นอย่างดี เรียกง่ายๆว่ามีจิตบริการ (Service mind) ก่อนจะออกรถพี่สมชายจะเตรียมน้ำขวดไว้ข้างที่นั่งให้ผมเพราะรู้ว่าผมชอบดื่มน้ำเยอะๆเวลานั่งในรถยนต์ แอร์ในรถยนต์ไม่มีไอน้ำทำให้มีความชื้นต่ำและเราจะสูญเสียน้ำทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย

ผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สามของการฝึกอบรม การพบปะพูดคุยร่วมกิจกรรมกลุ่มกันในหมู่เพื่อนๆทำให้เรารู้จักมักคุ้นกันมากขึ้น รู้ใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่หมู่ลูกเสือเดียวกันมาก็จะคุ้นเคยกันเร็วมาก อย่างพี่แดง พี่เสริฐ พี่ป๋อง พี่ช้าง พี่อึ่ง พี่ขุน เวลาเจอกันก็มักจะแซวหรือพูดเล่นกันได้ ทุกๆคนมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีและเป็นคนน่ารักมาก อย่างพี่แดงและพี่เสริฐ เป็นนายอำเภอ ท่านก็ไม่ถือตัว พูดคุยเป็นกันเองกับเราเหมือนเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนกัน ตอนเช้าลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ทำกายบริหารด้วยกัน ทานอาหารเช้า กลางวันเย็นที่เดียวกัน ทำให้สนิทสนมและรู้จักรู้ใจกันเร็วขึ้น

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2553 เรียนวิชาทักษะการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ: การปรับกระบวนทัศน์และสร้างทีมงาน โดย ดร.พรรณิภา ภู่รุ่งเรือง จากสถาบันการบริหารการพัฒนาองค์การ (Grid Thailand) มีการย้ายไปเรียนห้องอาหารเพราะเน้นการทำกลุ่มโดยแบ่งกลุ่มตามกลุ่มปฏิบัติการที่ทางวิทยาลัยได้จัดไว้ให้แล้ว ช่วงแรกอาจารย์เล่าให้เราฟังเกี่ยวกับGrid ก่อนเพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้น ซึ่งGrid เป็นวิชาการเพื่อฝึกอบรมแบบกลุ่มปฏิบัติการที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานด้วยวิธีการร่วมแรงร่วมใจ  ช่วยให้เรียนรู้และเข้าใจคนประเภทต่างๆและช่วยให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

ผู้คิดค้นทฤษฎีกริด (Grid) คือ ดร. โรเบิร์ต อาร์ เบลค และ ดร. เจน เอส มูทอน โดยคิดตารางเปรียบเทียบแกนตั้งและแกนนอน ให้แกนตั้งเป็นความมุ่งมั่นในคน และแกนนอนเป็นความมุ่งมั่นในงาน มีระดับค่าแนวตั้งและแนวนอน 9 ระดับ จำแนกคนออกเป็น 7 ลักษณะหรือสไตล์ (แกนนอน,แกนตั้ง) (ใช้ปัจจัยเปรียบเทียบ 6 ตัว คือความคิดริเริ่ม การหาข้อมูล การแสดงความเชื่อและยึดมั่นในจุดยืน การแก้ไขข้อขัดแย้ง การตัดสินใจและการวิพากษ์) ดังนี้

1,9 พวกมุ่งคนหรือบันเทิงสโมสร มีลักษณะเริ่มเพื่อสนับสนุนผู้อื่น หาข้อมูลแบบเกรงใจ ยอมรับแม้ไม่เห็นด้วย ไม่ขัดแย้ง ยอมตาม ให้คนตัดสินใจแทนและมองโลกในแง่ดี

1,1 พวกไม่สนใจใยดี หรืออยู่ไปวันๆ มีลักษณะทุ่มเทเท่าที่จำเป็น ไม่อยากรู้เห็นอะไร ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่เกี่ยว ปล่อยวางความขัดแย้ง ปล่อยตามยถากรรมและเลี่ยงการวิพากษ์

9,1 พวกมุ่งงาน ควบคุมใช้อำนาจ มีลักษณะทุ่มเท ผลักดันตน/ผู้อื่น ต้องรู้ทั้งหมดเพื่อควบคุม ตรงไปตรงมา โผงผาง แก้ไขความขัดแย้งแบบกดขี่ ปะทะ ตัดสินใจคนเดียว และพยายามหาคนผิดให้ได้

9,9 พวกเก่งงานเก่งคนหรือรวมกันเป็นหนึ่ง มีลักษณะทุ่มเทและผู้อื่นก็ทุ่มเท ศึกษาถ่องแท้ ฟังความเห็นที่ต่าง จริงใจไม่ปกปิด ใช้เหตุและผลเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง ตัดสินใจโดยหาความสอดคล้องจนได้ “พลังร่วม” และสื่อข้อมูลกลับสองทาง สร้างสรรค์

5,5 พวกเป็นกลาง หรือพบกันครึ่งทาง มีลักษณะที่ทำแต่สิ่งที่เคยทำ สนใจใคร่รู้ปานกลาง พบครึ่งทาง ประนีประนอม ตัดสินใจโดยใช้เสียงส่วนใหญ่และติบ้างชมบ้าง

9+9 พวกอาวุโส อัตตาสูง อยากให้คนยกย่องนับถือ มีลักษณะริเริ่มและหวังให้คนทำตาม กระหายใคร่รู้ เชื่อตนเอง ชี้แนะตลอด โน้มน้าวให้คนเห็นตาม โน้มน้าวแล้วตัดสินใจ และยึดอัตตาตัวเองเป็นใหญ่

Opportunism หรือพวกแสวงหาโอกาส หรือพวกแล้วผมจะได้อะไร เอาลักษณะของทั้ง 6 ลักษณะแรกเข้ามาใช้ มีลักษณะริเริ่มตามที่ตนได้ประโยชน์ พูดดีๆไม่ขู่เข็ญ ระวังคำพูด แก้ไขความขัดแย้งแบบหมูไปไก่มา ซิกแซ็ก ตัดสินใจแบบลู่ตามลมเพื่อประโยชน์ตนเอง และวิพากษ์แล้วคำนึงผลได้ผลเสีย

หลังจากนั้น อาจารย์ก็ให้พวกเราทำแบบทดสอบตนเองว่า เป็นผู้บริหารประเภทไหนใน 7 ลักษณะ โดยแบบสอบถามก็วัดปัจจัยทั้ง 6 ตัวในแต่ละตัวมีข้อมูล 7 ข้อให้เรียงลำดับที่เหมือนตัวเรามากที่สุดจาก 1-7 ผลการวิเคราะห์ของผมได้สไตล์หลักเป็น 9,9 สไตล์รองเป็น 5,5 และ 1,9 อาจารย์นำข้อมูลจากเพื่อนๆทั้งชั้นมาสรุปก็พบว่าส่วนใหญ่อยู่ที่ลักษณะ 9,9

หลังจากนั้นเรียนต่อด้วยเรื่องทีมงาน (Teamwork) ซึ่งอาจารย์ให้ความหมายว่า คนสองคนขึ้นไปที่มาผูกพันกันด้วยเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ความคาดหวังและความรับผิดชอบร่วมกัน การสร้างทีมงานหรือการทำงานเป็นทีม เป็นกิจกรรมที่สมาชิกต้องแบ่งปันทรัพยากรและมีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน อาจารย์เสนอทฤษฎี 3R Theory ดังนี้

R1 คือ ทรัพยากรมนุษย์ (ปัจจัยนำเข้า) ซึ่งต้องวิเคราะห์ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อและรูปแบบการทำงาน

R2 คือ เป็นระบบความสัมพันธ์ (กระบวนการ) ซึ่งต้องมีการตั้งเป้าหมายทีม การใช้ภาวะผู้นำและทิศทาง การหาข้อมูลระดมสมอง การแก้ไขข้อขัดแย้ง การวิพากษ์สำรวจประเมินและปรับปรุง การมีส่วนร่วมทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร

R3 คือ ผลงาน

อาจารย์บอกว่ามีคนแต่งกลอนให้ไว้น่าฟังว่า

R1ดีR2ดี ต้องดีแน่      R1ดีR2แย่ ต้องแก้ไข

R1แย่R2ดี มีทางไป         ทั้ง2R ไม่เอาไหน บรรลัยเอย

เมื่อนำทฤษฎีกริดมาใช้เป็นThe Teamwork Grid จะแบ่งงออกเหมือนๆเดิมคือร่าเริง (1,9) สร้างสรรค์ (9,9) ปานกลาง (5,5) เฉื่อยชา (1,1) เครียด (9,1) และอาวุโส (9+9)

มีกิจกรรมการสร้างทีมงานให้ทำเป็นกลุ่ม กป.เหมือนเดิม โดยให้ทำกิจกรรมส่วนบุคคลก่อน เป็นแบบทดสอบความเชื่อมั่นของนักบริหาร (Personal Convictions Test) ให้เวลาทำแบบทดสอบ 30 นาที จำนวน 20 ข้อ ถ้าตอบถูกได้ข้อละ 3 คะแนน แต่ถ้าตอบผิด จะติดลบ 3 คะแนน และเสร็จแล้วให้ช่วยกันทำเป็นกลุ่ม พอเฉลย ปรากฏว่า ผมตอบผิดข้อเดียว ได้คะแนนสูงสุดของห้อง 54 คะแนน แต่คะแนนกลุ่มได้แค่ 24 คะแนน กลายเป็นว่าพอช่วยกันทำคำตอบของกลุ่มกลับได้น้อยกว่า ผมทำคนเดียว

หลังจากนั้นนำคะแนนของแต่ละกลุ่มมาวัดประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน (Team Efficiency) เพื่อนๆในกลุ่มบอกว่า ทำไมหมอไม่บอกคำตอบตามที่หมอตอบจะได้คะแนนกลุ่มสูง ผมก็ตอบไปว่า ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำตอบของผมจะถูก

อาจารย์บอกว่า บ่อยครั้งที่การทำงานคนเดียวจะทำผลงานได้ดีกว่า ช่วยกันทำ ถ้างานนั้นสามารถทำคนเดียวได้ แต่งานส่วนใหญ่ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องช่วยเหลือกันและทำเป็นทีม กลุ่มจึงต้องพูดคุย อภิปรายกันให้มากเพื่อจะได้หาคำตอบหรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุดได้ ผมสังเกตว่า แต่ละกลุ่มก็ไม่ค่อยได้อภิปรายกันเท่าไหร่ แต่ใช้วิธีลงคะแนนเสียงเลยว่าสมาชิกกลุ่มตอบข้อใดตรงกันมากที่สุด ก็เลือกข้อนั้น ซึ่งจะพบว่า การลงคะแนนโหวตอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2553 ช่วงเช้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา ครั้งที่ 2 แต่ละคนก็นำเสนอความก้าวหน้าของการศึกษาอิสระหรือไอเอส (Individual study) ผมเสนอเค้าโครงเรื่องการวิจัยเพิ่มเติม กำหนดรูปแบบวิธีการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง แต่ยังไม่ได้ทบทวนวรรณกรรมมากนัก นักศึกษาบางคนทำเสร็จบทที่ 1-3 ไปแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาของกลุ่มผมชื่อ ผศ. ดร. จรัญญา ปานทอง (ทำเดี่ยวแต่อาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกันทั้งกลุ่ม กป.) ใจดีมาก ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ผมจะทำวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้านสุขภาพในบริบทพื้นที่ชายแดนจังหวัดตาก ปี พ.ศ. 2553

ช่วงบ่าย เรียนวิชา ผลกระทบประเทศไทยกับสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยอาจารย์มนูญ ศิริวรรณ ทำให้มีความเข้าใจและทราบสถานการณ์ด้านพลังงานมากขึ้น วิกฤติพลังงานและวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน วิกฤติพลังงานปี 2551 (The Third oil shock) เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่แสดงให้เห็นก่อนที่ฟองสบู่เศรษฐกิจจะแตกในปลายปี 2551 โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดในปีเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปีนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โลกต้องใช้เวลาเกือบสามปีในการแก้ไขโดยรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกทุ่มเทเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

อาจารย์มองว่าขณะนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวแน่นอน แต่จะปลายปีต้นปีหรือฟื้นแบบไหน ยั่งยืนแค่ไหน ต้องพิจารณากันไป ส่วนไทยเราจะฟื้นหรือไม่ เสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองมีผลมาก แต่ก็ยังคงมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวราว 4.3-5.8 % (โย ธปท.ปรับประมาณการโดยหักลบผลกระทบไปแล้ว 0.9%)

วิกฤตการเงินทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลังงานจากฟอสซิลยังคงมีบทบาทสำคัญไปอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี (คิดเป็น 67% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปี 2030) พลังงานทดแทนจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตพลังงานอีกครั้งใน 20 ปีข้างหน้า

ประเทศไทยเรา เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ใช้ 800 kbd แต่ผลิตได้เองแค่ 254 kdb ทรัพยากรด้านพลังงานในประเทศก็มีจำกัด โดยเฉพาะน้ำมันและกาซธรรมชาติ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานยังไม่ดีพอ สูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันปีละ 0.7-1.2 ล้านล้านบาท หรือ 16-18 % ของจีดีพี โครงสร้างราคาพลังงานมีการบิดเบือนโดยใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือ มีความเสี่ยงสูงในด้านความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าเนื่องจากใช้กาซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 70% (สัดส่วนสูงที่สุดในโลก) รวมทั้งพึ่งพิงแหล่งกาซธรรมชาติจากนอกประเทศสูงถึง 25% ในขณะที่การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนยังไม่เป็นวาระแห่งชาติ ส่วนการประหยัดพลังงานยังเป็นแค่การรณรงค์และสมัครใจ ไม่ได้ทำจริงใจเท่าไหร่

ระบบขนส่งLogisticsของไทยพึ่งพาพลังงานสูงประมาณ 30% ของต้นทุนการขนส่ง และคิดเป็น 18.4 % ของจีดีพี ค่าใช้จ่ายด้านลอจิสติกส์สินค้าเกษตรของไทยเป็น 16% ของต้นทุนการผลิต ขณะที่ของต่างประเทศแค่ 7% ซึ่งการขนส่งสินค้าในประเทศใช้การขนส่งทางถนนหรือรถบรรทุก 86% ทางรถไฟแค่ 2.8% ถือว่าน้อยมาก มูลค่าราคาสินค้าเกษตรที่ที่ส่งออกทั้งหมดทั้งปี สามารถนำมาซื้อน้ำมันได้พียง 5 เดือนเท่านั้น

แนวทางปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศไทย อาจารย์เสนอไว้ 3 แนวทางคือลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากภายนอกด้วยการพัฒนาพลังงานทดแทนและกำหนดการประหยัดพลังงานภาคบังคับ สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนหรือหมุนเวียน ละปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกันและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

โลกยังต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลไปอีกนานซึ่งเป็นทรัพยากรที่จำกัด ความต้องการใช้พลังงานจะสูงขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ "การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน จึงควรใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและพยายามหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนมาใช้"

หมายเลขบันทึก: 383025เขียนเมื่อ 9 สิงหาคม 2010 08:19 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 17:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

อบรม The Supervisory Grid Seminar รุ่น 3 ของกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 21-23 มี.ค. 2554 ณ Kantary Hotel จ.พระนครศรีอยุธยา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี