ตั้งแต่สมัยผมเรียนหนังสือชั้นปริญญาตรีเป็นต้นมา จนกระทั่งมาทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำงานกับกลุ่มเกษตรกรทุกระดับ
มีคำพูดติดปากในการทำการเกษตรว่า
“เตรียมดิน”
ว่า คือ การถางป่า ปรับที่ และไถจำนวนครั้งหลายแบบ หลายรอบ แล้วแต่จะว่ากันไป
ในตำราการจัดการดิน ทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศแทบทุกเล่ม ก็มีแต่การพูดถึงเครื่องมือปรับที่ ไถพรวน เบิกดาน
ที่ในขั้นการเรียนรู้ของผมในตอนแรกผมก็เชื่อและคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น
แต่เมื่อผมมาสอนวิชานี้เอง ตลอดระยะกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามปรับเนื้อหาใหม่ทั้งหมด และคำสำคัญๆ ต่างๆ ทั้งหมด
ดังนั้นในปัจจุบัน ผมกำหนดใหม่ว่า
“การเตรียมดิน” คือ การทำดินให้พร้อมเพื่อการใช้งาน ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องดูสถานะสภาพของดินและที่ดินในปัจจุบัน และสถานะที่เหมาะกับการใช้ดินและที่ดิน ด้วยวิธีการลงทุนต่ำที่สุด ได้ผลดีมากที่สุด และยั่งยืนมากที่สุด
(และผมจะเลี่ยงคำเพื่อกันการเข้าใจผิด หรือสับสน ไปเป็น "การปรุงดิน")
ที่แทบไม่เกี่ยวกับการถางป่า และไถพรวนเลย และเครื่องมือที่ใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องไถ ใช้อะไรก็ได้ที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ
นี่คือ แรงบันดาลใจ และที่มาประการหนึ่งของความตั้งใจในการทำนาแบบ
“ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมี” ในนาผม
ผมทำได้ระดับหนึ่ง ที่ทำให้ผมกล้าประกาศว่า
"ใครทำเกษตรอินทรีย์ระดับใดก็ตาม นาของผมอินทรีย์กว่า"
ที่ผมได้บันทึกเป็นระยะ ตามจังหวะและผลการเรียนรู้ที่ผ่านมา
ที่สำคัญมากที่ผมมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ จากการลองทำเอง และสังเกตจากนารอบข้างก็คือ
การไถนาเพื่อกำจัดหญ้านั้นไม่ได้ผล อย่างมากก็ลดการแข่งขันได้ชั่วคราว
และต้องไถใหม่อีกทุกครั้งที่ต้องการปลูกพืช
เป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว สร้างปัญหาระยะยาว อีกหลายเรื่อง
- ตั้งแต่ต้นทุนสูงทุกด้าน
- ทำงานแบบไม่มีวันจบ
- พึ่งพาภายนอก
- ดินพังทลายและเสื่อมโทรม
- ต้องรอน้ำในการทำนา (ใช้เทคนิค “ข้าวขี้ระแหง” ไม่ได้)
ดังนั้นผมจึง
- ปฏิเสธการแก้ปัญหาการแข่งขันกันของพืชด้วยวิธีการไถ
- และหาวิธีการทำนาแบบไม่ไถ ให้จงได้
ด้วยความพยายามและโชคช่วยด้วย ผมได้พบวิธีต่างๆ ดังนี้
-
ใช้ฟางหรือวัสดุอินทรีย์คลุมกันงอก
- ได้ผลดีแบบชั่วคราวกับหญ้าที่มีเมล็ดมาก เพราะเมล็ดหญ้าจะยังพร้อมงอกเมื่อวัสดุคลุม หรือการคลุมหมดไป จึงต้องใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ จึงจะได้ผล
- แต่ได้ผลดีกับหญ้าไม่ค่อยมีเมล็ด เพราะหลังคลุมแล้ว การเจริญจะลดลง ถอนง่าย
-
ใช้เครื่องตัดหญ้า
- ตัดเป็นระยะๆ ไม่ให้มีดอกและเมล็ด
- จะได้วัสดุคลุมดินไปในตัว
- ถ้าตัดแล้วใช้ฟางคลุม หญ้าที่รากเหง้าลึกจะถอนได้ง่ายมาก อย่างไม่น่าเชื่อ
-
ทำคันนาใหญ่
- ดักน้ำฝน แบบที่ปู่ของผมทำที่โคราช
- ปัจจุบันก็ยังอยู่ โดยการปลูกตาลรักษาไม่ให้พัง
- ปัจจุบันกลายเป็นชื่อสถานที่ว่า “ป่าตาลราว”
- การทำอย่างนี้จะช่วยให้เก็บน้ำได้มากที่สุดและเร็ว สามารถจัดการนาและหญ้าได้ง่าย
-
ดูแลคันนาสม่ำเสมอ
- อย่าให้พัง หรือรั่ว จะเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บน้ำ
- และลดปัญหาหญ้าได้เป็นอย่างดี
-
เมื่อมีน้ำ ให้ใช้น้ำขังแช่ทันที
- และควรตัดหญ้าให้สั้นไว้เสมอเพื่อลดความจำเป็นของการใช้น้ำมาก
-
ใช้น้ำขุ่นในการขังแช่หญ้า
- อาจเก็บน้ำขุ่นจากภายนอก หรือ
- ทำให้เกิดเองโดยการเลี้ยงปลา
- จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำขังแช่ และใช้น้ำจำนวนน้อยลง
- นอกจากนี้ปลาหลายชนิดจะช่วยกัดกินยอดอ่อนของหญ้าที่แช่ในน้ำ ทำให้โอกาสการแตกยอดใหม่ของหญ้าลดลงไปอีก
-
เมื่อมีหญ้าโผล่พ้นน้ำ ก็ต้องรีบถอน
- เพื่อลดความจำเป็นของการใช้น้ำ และระยะเวลาการขังลง
- การเดินในนาบ่อยๆ ก็จะช่วยเพิ่มการขุ่นของน้ำได้อีกเล็กน้อย
-
เลี้ยงปลากินพืชในนา
- ข้อนี้ควรระวังเพราะปลาบางชนิดจะกินข้าวของเราด้วย เช่นปลาตะเพียน
- ที่ต้องคอยปรับระดับให้พอดีในจังหวะที่ข้าวกำลังเติบโต
- เมื่อข้าวโตแล้วไม่มีปัญหา
-
หลังจากที่ข้าวโตได้ประมาณ ๒ เดือน ก็ใช้วิธีเดินถอนในนา
- ช่วงหญ้ากำลังออกดอก จะช่วยลดการแข่งขันและการเจริญของหญ้าได้อีกทางหนึ่ง
- และสิ่งที่ผมพบใหม่ก็คือ ในระหว่างการเดินถอนในช่วงฝนแล้งนั้น พบว่า มีร่องรอยการกัดกินของหนูนา แต่หนูชอบกินหญ้าที่กำลังออกดอกมากกว่าข้าว ก็ช่วยได้อีกเล็กน้อย ที่ผมพบว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย แต่ก็ต้องรอดูต่อไป
สงสัยอะไร ถาม และวิพากษ์ได้เต็มที่ครับ
ผมก็กำลังเรียนอย่างจริงจัง
เพื่อการทำนาแบบพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด แล้วเราจะได้เป็นทาสคนอื่นน้อยที่สุดครับ
โชคดีครับ
ทุกอย่างอยู่ที่ปณิธานและความตั้งใจครับ
ผมอยากเห็นลูกชาวนากลับมาทำนาครับ
แล้วเราจะได้มีโอกาสช่วยกันเชิดชูศักดิ์ศรีของชาวนา (ที่ตกต่ำมากๆ) ด้วยกัน
เรา (ลูกชาวนา) ไม่ทำแล้วใครจะทำครับ
สวัสดีครับอาจารย์...
ผมคิดว่าการทำนาในแบบที่พึ่งตัวเองให้มากที่สุด
มิใช่สิ่งที่ทุนและรัฐต้องการ
เพราะถ้าชาวนาทุกคนทำแบบอาจารย์หมด
ปุ๋ย ยา เครื่องจักรกล และอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเกษตรจะขายให้ใคร
สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการครอบงำเกษตรกรให้เชื่อคำมอมเมาเหล่านั้น
และในบางทีรัฐ (ทั้งหน่วยงานราชการและสถาบันวิชาการ) ก็เป็นคนการันตีเสียเองด้วย
คารวะอาจารย์เลยครับที่ต้านกระแสเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เป็นวิชาการ (ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยตัวเอง)
ผมขอมองต่างมุมนิดหน่อยนะครับ ไม่ว่ากันนะ
ถ้าเราใช้ชุดความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ต้องไปห่วงกลุ่มนักธุรกิจเขาหรอก เขามีวิธีการทำมาหากินของเขาเสมอ
เครื่องมือต่างๆ เราก็ยังต้องใช้ แต่คนละแบบกับปัจจุบัน
และน่าจะเป็นเครื่องมือที่สร้างสรรมากกว่าทำลาย
สำหรับปุ๋ยก็ปรับเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
แต่สารพิษทั้งหลายควรจะลดลง หรือยกเลิกไปทำธุรกิจอื่นซะ
เพราะตอนนี้ก็ทำลายจนแทบไม่เหลือแล้ว
เราจะดันทุรังให้พังกันให้หมดให้ได้อะไร
ยังไงๆ คนส่วนใหญ่ก็คงต้องอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป
เห็นแก่มนุษยชาติมากกว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ตัวเองอีกสักนิดได้ไหม
จะให้กราบก็ยอมละครับ
สรุปว่า เราอยู่กับชุดความรู้ที่เป็นพิษ เสพติดมันจนถอนไม่ขึ้นต่างหาก
ทางออกมีอยู่มากมาย ไม่มอง
แบบเดียวกับพวกติดเหล้า ไม่คิดจะเลิกเหล้า อย่างไรก็อย่างนั้น
ผมรู้จักคนดัดจริตสุดๆ (ตำแหน่งก่อนเกษียณ ศาสตรจารย์ ระดับ ๑๑) คนหนึ่ง
หลังจากนั้นไปเข้าวงเหล้ากับเพื่อน ก็สั่งแต่เบียร์ หรือไวน์ไปเลย เว้นเหล้าไว้ เพราะรับปากกับพ่อมาแล้ว
คนแบบนี้ก็มีจริงๆด้วยครับ
ความรู้เป็นพิษแบบสุดๆเลยครับ
เรียนท่านอาจารย์ครับ
ได้ผลอย่างไรรู้รับทราบเพิ่มเติมด้วยครับ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
คันนาใหญ่มีประโยชน์มากมาย เพราะสามารถเพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ ไม้ยืนต้น ไม้พุ่มต่างๆ ได้สบาย น้ำที่ซึมตามขอบบ่อโดยแรง capillary rise หรือซึมด้านข้างก็สามารถปลูกไม้พุ้ม ไม้ยืนต้น หรือพืชผักบางชนิดได้สบายๆ เรียกได้ว่าฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำเท่าไหร่ บางชนิดก็ไม่ต้องรดน้ำให้เมื่อยเลยครับผม แต่ให้ระวังบางพืชชนิดเช่น มะละกอ อ่อนแอต่อสภาพน้ำขังมาก และพริกบางชนิด (ไม่รู้ว่าเพราะสภาพขาดออกซิเจนหรืออะไรไม่ทราบครับผม) ยังมีอีกมากมายครับ กระผมก็กำลังเรียนครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
ปีนี้ฝนแล้งต้นปี ยาวนานถึงต้นสิงหาคม เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ทดสอบระบบการกำจัดหญ้าได้สะดวกในแปลงที่ ๑ ที่ผมหว่านข้าวตั้งแต่วันพืชมงคล เดือนพฤษภาคม และมีหญ้าเหลืองอกมาก จึงตัดสินใจตัดทิ้งเพื่อทดสอบระบบการกำจัดหญ้าในปีที่ฝนแล้ง น้ำมีน้อย
ตอนนี้ผมเพิ่งได้น้ำฝนมาแช้หญ้าในวันที่ ๖ สค หลังตัดหญ้าครั้งสุดท้ายในวันที่ ๕ สค
เดินถอนหญ้าที่พ้นน้ำวันที่ ๘ สค
กะว่าจะหว่านข้าวอีกสัก ๕ วันครับ
แปลง ๒ เก็บหญ้าตันใหญ่ (ที่มาจากนักศึกษานำมาดำให้ตอนซ่อมข้าวเมื่อสองปีก่อน) หมดแล้ว
แปลง ๓ ไม่มีปัญหาหญ้า มีแต่ปลาตะเพียนกินข้าวต้นอ่อน ต้องคอยปล่อยน้ำทิ้งเวลาฝนตกหนักกว่าข้าวจะโต
ประมาณนี้ครับ
สวัสดีครับอาจารย์ครับ....
กลับมา กทม.เเล้ว วันก่อนดึกไปหน่อยที่จะไปเยี่ยมนาของอาจารย์
มีข้อหนึ่งที่อาจารย์บอกว่า "นาของอาจารย์ อินทรีย์กว่า" ยากเหมือนกันครับ ตราบใดที่นารอบๆพื้นที่นาของอาจารย์ใช้เคมีตามกระเเสหลัก
ผมชอบที่อาจารย์เขียนถึงเรื่องการปรุงดิน ตรงนี้ผมว่าศาสตร์แบบนี้เป็น tacit knowledge ที่เกษตรกรต้องเข้าใจจริงๆ ว่าดินของเราเป็นอย่างไร เราจะปรุงดินอย่างไร เเละ เราจะใช้ดินเพื่อการไหน
ผมยังติดใจ "ปลาตะเพียน" ที่ผมเอาไปปล่อยลงในนาอาจารย์เมื่อปีกลาย ทราบภายหลังว่ากัดกินต้นข้าวเสียกหายไปเยอะ เป็นการเรียนรู้จริงๆครับ :)
สวัสดีครับคุณครู
ผมเพิ่งได้รับความรู้ใหม่จากการได้พูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรบริเวณน้ำตกโตนงาช้าง หาดใหญ่ กลุ่มนี้เป็นเกษตรชีวภาพและได้รับการตั้งเป็นศูนย์กระจายความรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้วย
ความรู้ที่ว่าก็คือ เมล็ดหญ้าที่แฝงมากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ดังนั้นเวลาเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้วได้หญ้าแถมมาด้วย วิธีแก้ไขก็คือการอบให้แห้งเพื่อที่จะทำให้เมล็ดหญ้าที่แฝงอยู่ในปุ๋ยหมดสภาพไป ไม่สามารถที่จะขยายพันธุ์ได้ต่อไป
ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรที่จะพัฒนาต่อไปจนเป็นเกษตรแบบธรรมชาติเหมือนกับของคุณครู
การหมักให้ร้อนจะช่วยได้ การอบแห้งนั้น ผมไม่แน่ใจว่าได้
แม้จะได้ก็จะเสียความมีชีวิต กับธาตุอาหารระเหยไปได้ครับ
ทางที่ดีทำเองดีกว่าครับ
พึ่งคนอื่นมีแต่ปัญหา
ขอบคุณครับคุณครู
จะนำขอคิดเห็นของคุณครูไปบอกกล่าวต่อไปครับ
ดีครับ
สวัสดีครับ อ.แสวง ผมมีปัญหาใหม่นิดนึงครับ นามีน้ำแล้ว เยอะด้วย แต่นาผมไม่มีสารเคมี แต่ มี
ปูครับ มันมาคัดต้นข้าวเยอะอะเลย มีสมุนไพร หรือน้ำหมักชีวภาพไล่ไหมครับ หรือ อาจารย์มีวิธีไล่ไหมครับ ตอนนี้เลย แก้ปัญหาโดยการ ปล่อยน้ำ ออกจากนา เกือบหมดเลย เสียดายน้ำเหมือนกัน
คนอื่นแนะนำว่า เอาขาวสารแช่ โฟลีดอน ไปหว่านให้ปูกิน อิๆๆ แนวทางผมไม่ทำลายชีวิตสัตว์ครับ
หาทางไล่เอา ชอบคุณครับ
ปูนั้นเป็นเหยื่อของปลาและกบ ถ้ามีปลาและกบมากจะไม่มีปู
นาผมทั้งสามแปลงจึงไม่มีปูแม้แต่ตัวเดียว (ยังไม่เห็นมานานแล้ว)
เฉพาะหน้าตอนนี้ต้องใช้วิธีการดักด้วยปลาเน่า หรือปลาร้าใส่ไหเป็นหลุมดัก
แล้วระยะยาวค่อยทำอย่างที่ผมว่า น่าจะได้ผลอย่างเดียวกับนาผมครับ