แผนชุมชน แผนแก้ปัญหาชุมชนที่แท้จริง

ข้อควรคำนึงถึงในการจัดทำแผนชุมชน

ศุภัชณัฏฐ์  หลักเมือง
ผู้อำนวยการ (เชี่ยวชาญ) กศน.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
สำนักงาน กศน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
------------------------------------------------------------------

                จากประสบการณ์การจัดเวที เพื่อระดมความคิดเห็น  ของชาวบ้านไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร  เพราะชาวบ้านไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็น  โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหา ความต้องการ และแนวทางการแก้ไขปัญหา  ก็จะมีเพียงชาวบ้านไม่กี่คนที่แสดงความคิดเห็น ดังนั้น  แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการจัดทำแผนชุมชน  บางครั้งจำเป็นต้องใช้วิทยากรภายนอกเข้าไปกระตุ้น  ดึงความสนใจ  และใช้จิตวิทยาผู้ใหญ่  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อจัดทำแผนชุมชน มีข้อที่ควรคำนึงถึง  (สำนักงาน     กองทุนเพื่อสังคม.  ม.ป.ป.  8  -  11)  ดังนี้                                                 

          1.  การได้มาซึ่งข้อมูล  เพื่อลดจุดอ่อนเรื่องความหนักแน่น ในเนื้อหาของกระบวนการทำแผนตามธรรมชาติ  ที่ดำเนินการโดยการพูดคุยผ่านกิจกรรมในชุมชน  เช่น  งานบวช  งานบุญ  วงกาแฟ  วงเหล้า  และการแข่งขันกีฬาระหว่างหมู่บ้าน  เป็นต้น  แต่แผนชุมชนต้องมีการบันทึกข้อมูลบางส่วนที่เป็นแผนงาน  โครงการ  และกิจกรรมต้องจัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ  เป็นลายลักษณ์อักษรและต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 

               1.1  ข้อมูลที่มีพลัง   ต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกับความสนใจใคร่รู้  ความต้องการของคนในชุมชน  ดังนั้น  การจะเก็บข้อมูลอะไรจากคนในชุมชนนั้น  ผู้นำหรือกรรมการก็ควรเป็นคนกำหนดคำถามกันเอง  ไม่ใช่เอาคำถามมาจากคนข้างนอก  ซึ่งในที่สุด  อาจจะกลายเป็นการเก็บข้อมูลส่งให้คนข้างนอกแทน

               1.2  ข้อมูลจะได้มาอย่างไร    หากเป็นแบบธรรมชาติ   ข้อมูลจะได้มาจากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันของคนในชุมชนแต่ละคนที่ร่วมแลกเปลี่ยนก็จะมีชุดข้อมูลที่ตัวเองสะสมไว้  แต่ถ้าหากต้องการจะได้ภาพของข้อมูลที่สะท้อนลักษณะต่าง  ๆ  ของชุมชน  ก็ต้องใช้เครื่องมือ การจดบันทึกเข้าช่วย  ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงชุดข้อมูล  และประสบการณ์ของคนแต่ละคนเข้าด้วยกัน  เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมที่เป็นภาพเดียวกัน

          2.  การกระตุ้นสำนึกร่วม  และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลร่วมกัน  ในกรณีที่ชุมชนใดมีฐานเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สูง  ความร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชนเพื่อที่จะแก้ปัญหาต่าง  ๆ  จะมีความเป็นไปได้สูงมากเช่นกันและทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ชุมชนทำกันอย่างเป็นปกติ  แต่ถ้าชุมชนใด  ขาดแคลนเรื่องเหล่านี้การกระตุ้นสำนึกร่วม การกระตุ้นให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  เพราะกระบวนการนี้อาจกล่าวได้ว่า  เป็นปัจจัย ชี้ขาดที่จะทำให้แผนชุมชนได้รับการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่  มีประสบการณ์การทำงานที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้คุณค่าของท้องถิ่นเป็นแกนหลัก  ในการขับเคลื่อน  พลังความร่วมมือของคนในชุมชน จะช่วยทำให้ความสำเร็จเห็นผลได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังของความร่วมมือนั้นต้องการพลังสะสม   นั่นหมายถึง  ทำเรื่องเล็ก  ๆ ให้สำเร็จให้ได้ก่อน  แล้วเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็จะเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้  บทเรียนจากที่ต่าง  ๆ  ยังชี้ให้เห็นว่า  ประสบการณ์นอกชุมชนหรือวิทยากรคนนอก จะเป็นแหล่งการกระตุ้นสำนึกร่วมที่ค่อนข้างสำคัญ  การพาแกนนำหรือคนในชุมชนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน  หรือหมู่บ้านที่เข้มแข็งกว่าไปเรียนรู้ประสบการณ์โดยตรงก็จะจุดประกายความคิด  ช่วยขยายจินตนาการและความหวัง  ช่วยให้สำนึกร่วมของชุมชนมีมากขึ้นได้  ในขณะที่วิทยากรคนนอก  จะเข้ามาช่วยมองภาพรวมของชุมชนได้ค่อนข้างดีกว่าคน   ในชุมชน เพราะคนในมักจะมองไม่เห็นตัวเอง 

          3.  วางแผนว่าจะทำอะไร  และอย่างไร

               3.1  วางแผนว่าจะทำอะไร   การวางแผนว่าจะทำอะไรหลักจากได้เห็น  ได้วิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของชุมชน  หรือของหมู่บ้านแล้ว ก็เป็นขั้นตอนที่ต้องให้ความสนใจ  หากเป็นการคิดว่าจะทำอะไรบนฐานทุนเดิม  หรือศักยภาพของชุมชน  ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่จะเริ่มต้นลงมือทำ  แต่ถ้ากลับไปคิดว่าจะทำอะไรบนฐานทรัพยากรที่ไม่มีอยู่เลยในชุมชน  การลงมือทำก็เป็นเรื่องไกลเกินฝันอยู่เหมือนกัน  นอกจากจะมีช่องต่องบประมาณจากภายนอก 

                3.2  หาสาเหตุปัญหาที่ลงมือแก้ไข  แต่ก่อนที่คิดว่าจะลงมือทำอะไรนั้นจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าอะไรคือ  สาเหตุของปัญหาที่จะลงมือแก้ไข  เพราะถ้าหากว่าไม่สามารถค้นหาสาเหตุพบการลงมือก็สะเปะสะปะ  เสียแรง  และเวลาเป็นอย่างยิ่ง  เช่น  หลังจากการเห็นข้อมูลภาพ  รวมทั้งหมู่บ้าน พบว่า  มีรายจ่ายต่อเดือนของคนทั้งหมู่บ้าน  ประมาณ  1  ล้านบาท  ก่อนจะลงมือแก้ไข จะต้องรู้ว่ารายจ่าย  1  ล้านบาทนั้น  คนในหมู่บ้านใช้จ่ายอะไรบ้าง  สมมติจ่ายเป็น  ค่าอาหาร 8  แสนบาท  ค่าวัสดุทางการเกษตร  เช่น  ปุ๋ย  1  แสนบาท  ยาฆ่าแมลง  และสารเคมี  1 แสนบาท  เมื่อมีข้อมูลอย่างนี้จึงจะคิดได้ว่าชุมชนจะทำอะไรบ้าง

                3.3  คิดวิธีการว่าจะทำอย่างไร  สิ่งสำคัญ  นอกจากการคิดออกว่าจะทำอะไร  ก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไร  ตัวอย่างที่ว่า  เมื่อทราบว่าชุมชนมีรายจ่ายค่าอาหาร  ที่ต้องไปซื้อจากร้านค้านอกหมู่บ้าน  เดือนละ  8  แสนบาท  ชุมชนอาจคิดว่าตั้งร้านค้าในหมู่บ้านดีกว่าจะไปซื้อข้างนอกหรือไม่  ร้านค้าจะมีรูปแบบอย่างไร  ถ้าคิดแล้วชุมชนไม่มีความสามารถเพียงพอก็ต้อง  เขียนโครงการเสนอของบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายนอก  แต่ถ้าคิดพึ่งตนเองก็อาจจะต้องระดมหุ้นจากคนในชุมชน  เช่น  บ้านละ  1,000  บาท  ถ้ามี  250  บ้าน  ก็ 250,000  บาท น่าจะพอสำหรับเงินลงทุนครั้งแรกที่จะดำเนินการ  แล้วคิดต่อว่าจะเอาของที่ไหนมาขาย ในชุมชนมีอะไรที่นำมามาขายได้บ้าง    ในหมู่บ้านเราผลิตข้าวเปลือก  ข้าวสารได้เท่าไร  (ข้อมูลนี้น่าจะได้จากการเก็บข้อมูล)  ร้านค้าจะซื้อข้าวเปลือก  แล้วนำมาสีเป็นข้าวสารขายให้กับคนในชุมชนได้หรือไม่ ดังนั้น  กระบวนวางแผนว่าจะทำอะไรและอย่างไร  การแก้ปัญหา    ดังกล่าว คนในชุมชนก็จะต้องระดมความคิดเห็นร่วมกัน  ว่าชุมชนจะใช้วิธีการใดมาแก้ปัญหา  ดูความเป็นไปได้  และลงมือทำ  แล้วก็มีการปรึกษาหารือกันอย่างเป็นประจำ  เพื่อปรับปรุง  พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นหรือมีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยการระดมความคิดเห็นร่วมกัน

          ข้อจำกัดของการจัดทำแผนชุมชน 

           แม้ว่าแผนชุมชน จะเป็นแผนที่เป็นประโยชน์แก่คนในชุมชนหน่วยงาน  องค์กร  และหลายชุมชนก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่สมควรต้องดำเนินการ  เพราะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนอนาคตของชุมชน  แต่แผนชุมชนก็มีข้อจำกัดที่ต้องควรคำนึงถึง  ดังต่อไปนี้

                1. แผนชุมชนเหมาะสำหรับจะเริ่มต้นจากชุมชน หรือหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งก่อนแล้วขยายสู่หมู่บ้านใกล้เคียง  หรือหมู่บ้านอื่น ๆ ต่อไป

                2. แผนชุมชนหากทำในภาพกว้าง  ในระดับตำบล  (เกินกว่า 5    หมู่บ้าน)  จะทำให้ความกระตือรือร้นของชาวบ้านลดน้อยลง  เพราะบริบท     และทุนทางสังคมของแต่ละหมู่บ้านแตกต่างกัน

                3.  แผนชุมชนหากทำในภาพกว้าง  จะทำให้การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้นำและแกนนำชุมชนค่อนข้างกำกัด  ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนเจตนคติ  เรื่องการพัฒนาชุมชน  จากรูปแบบเดิมมาเป็นรูปแบบใหม่ซึ่งแตกต่างกันกับการพัฒนาแบบเดิมโดยสิ้นเชิง

                4.  แผนชุมชนหากทำในภาพกว้าง  จะมีความลำบากในการเก็บรวบรวมข้อมูลแต่ละชุมชนแล้วนำมาสังเคราะห์  และวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน  อีกทั้ง  การนำมาเชื่อมโยงกันให้ทุกคนในทุกชุมชนที่เข้าร่วม   ได้มองเห็นในประเด็น  หรือเรื่องเดียวกันได้ยาก

              5.  การหาข้อสรุปร่วมในเรื่อง  หรือกิจกรรมที่จะทำร่วมกันลงมือทำร่วมกัน เป็นไปได้ยาก มีความเป็นไปได้น้อย จนอาจไม่สามารถทำอะไรได้เลย

              6.  แผนชุมชนต้องเป็นแผนหลักในการพัฒนาชุมชนนั้น ๆ  ดังนั้น  ต้องมีแผนปฏิบัติหรือย่อยแต่ละเรื่อง หรือกิจกรรมมารองรับ  และต้องสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ประชาชนในชุมชนจึงจะเห็นประโยชน์  และร่วมทำกิจกรรม  ทั้งในมิติด้านตัวเงิน  ผลประโยชน์ และคุณค่าทางจิตใจ

              อย่างไรก็ตาม  หากในอนาคตหากแผนชุมชน ในแต่ละชุมชนมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ  และประสิทธิผลอย่างแท้จริง      ก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาตำบล ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลโดยการคิดค้น สังเคราะห์ และวิเคราะห์โดยคนในชุมชนเอง.