ต้องใช้เวลาจนกระทั่งผมอายุถึงห้าสิบปี กว่าที่ผมจะสามารถหลุดออกจากบุคคลิกเหล่านี้ได้
         การพูดคุยเมื่อวานกับผู้บริหารและพนักงานของธนาคารกสิกรไทย ในเรื่อง “ภาวะผู้นำและการสร้างความเป็นไปได้”  ผมได้ใช้เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในชีวิตผมมาเป็น Case Study เรื่องมีอยู่ว่า . .
         ตอนที่ผมอายุสิบห้าปี ตอนที่เป็นนักเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา (เป็นเด็กหอ) อาจารย์เจ้าของหอได้แต่งตั้งให้ผมเป็น “หัวหน้าหอ” ในตอนนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่มาก ผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ได้ต้องได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากอาจารย์มากทีเดียว ถือเป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ “ผู้นำ” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิตผมเลยทีเดียว ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าผมจะได้เป็นหัวหน้าชั้น (หัวหน้าห้อง) มาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าหอนั้นเปรียบกันไม่ได้เลย เมื่อมองย้อนกลับไปทำให้ผมเห็นค่อนข้างชัดเจนว่า ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายในครั้งนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมบุคคลิกภาพความเป็นผู้นำและคุณลักษณะของการเป็นผู้บริหารของผมในระยะต่อมาโดยไม่รู้ตัว
         ในตอนนั้นเราปกครองกัน (ภายในหอ ภายในโรงเรียน) โดยใช้วินัย (Discipline) เป็นหลัก ผู้ที่ทำผิดกฎระเบียบ (หนีออกนอกหอ แอบสูบบุหรี่ หรือพูดคุยกันในช่วงเวลาทำการบ้าน - Study Time) จะต้องถูกทำโทษ การเป็นหัวหน้าหอจึงไม่ต่างอะไรจากฝ่ายปกครองที่ต้อง “เป็นหูเป็นตา” ให้อาจารย์ โดยที่อาจารย์ได้มอบ “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้เราสามารถจัดการกับพวกที่ไม่อยู่ในร่องในรอยได้ ด้วยเหตุนี้ผมกลายเป็นคนที่เพื่อนๆ (และน้องๆ ในหอ) ไม่ค่อยจะสนิทด้วย จริงๆ แล้วจะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้ เพราะผมเองก็สร้าง “ระยะห่าง” ขึ้นมาเช่นกัน ด้วยการทำตัวให้ดูเคร่งขรึม (เข้าใจว่าทำให้ดูน่าเกรงขาม) โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าบุคคลิกเหล่านี้ได้ติดตัวผมเรื่อยมา ซ้ำร้ายเข้าใจผิดคิดไปว่า การเป็นผู้นำ การเป็นผู้บริหาร จำเป็นต้องวางตัวเช่นนั้
         เมื่อวานผมสารภาพกับวงที่พูดคุยว่า . . ต้องใช้เวลาจนกระทั่งผมอายุถึงห้าสิบปี (จากสิบห้ามาเป็นห้าสิบ) กว่าที่ผมจะสามารถหลุดออกจากบุคคลิกเหล่านี้ได้ (อาจจะไม่ทั้งหมด) ในตอนนี้ผมเข้าใจดีแล้วว่า ความน่าเกรงขาม ไม่ได้แปลว่า ต้องทำท่าเคร่งขรึม ความน่านับถือ ไม่ได้มาจากการใช้อำนาจ ความเกรงใจที่คนมีให้เรานั้นไม่ใช่สิ่งที่จะไปบังคับกันได้ การใช้อำนาจ ไม่ใช่เครื่องมือของผู้นำเสมอไป . . .ทำอย่างไรให้ลูกน้องมีใจ มีไฟ ตาส่องประกาย (eyes shining) ฉายแสงแห่งความสุขออกมา ทำอย่างไรจึงจะดึงศักยภาพที่อยู่ภายในพวกเขาออกมา ทำอย่างไรให้พวกเขาพร้อมใจกันเดินไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนาร่วมกัน ผมว่านี่แหละ ภาวะผู้นำที่แท้จริง เป็น “A New Way of Being” เป็นสิ่งที่เริ่มได้ทันที นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป Be the Possibility Now !