อากาศที่บ้านห้วยปลาหลดที่พวกเราไปสัมผัสนั้น  หนาวเย็นลมพัดอ่อน ๆ และฝนตกปรอย ๆ จำปาสหายรุ่นน้องของหนานเกียรติและผู้เป็นเจ้าของโฮมสเตย์บ้านห้วยปลาหลด  และผู้เป็นเพื่อนสนิทจะบูได้ชงชาร้อน ๆ ให้พวกเราได้จิบ “กลิ่นหอมของชา” ชื่นใจเหลือหลาย....อันเป็นแรงใจให้เกิดความรู้สึกอยากจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินอีกครั้ง

         เขียนบันทึกเรื่องจากบ้านห้วยปลาหลดมาหลายบันทึกแล้วแต่ไม่สามารถจบลงได้  เพราะโจทย์ที่ตั้งไว้ได้ทำให้เกิดโจทย์เล็กโจทย์น้อยติดตามมา  ต้องเรียบเรียงหาความรู้มาตอบโจทย์เหล่านี้  แต่ละวันที่ว่างจะต้องเปิดสมุดคู่ใจออกมาอ่านทบทวน อ่านแล้วอ่านอีก และสะดุดกับการอ่านลายมือของตนเองไม่ออกบ่อย ๆ บันทึกฉบับนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับ “นีอ่อ” ที่ได้เล่าไปบ้างแล้วในบันทึกวิถีชีวิต

         เมื่อขึ้นบันไดบ้านของชาวลาหู่   จะพบระเบียงเป็นลานหน้าบ้าน  ส่วนภายในบ้านแบ่งเป็นที่นอน และครัวรวมอยู่ในตัวบ้าน   ชาวลาหู่จะทำอาหารในบ้าน โดยมีกะบะดินอัดแน่นเป็นฐานรองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียกว่าเตาไฟ "คัดเตอว" เพื่อใช้ในการก่อไฟทำอาหาร  ทำให้ไฟไม่สามารถลุกไหม้ติดบ้านได้ และทำให้ควันไฟที่ลอยขึ้นในขณะทำอาหาร  รมไม้ไผ่และหลังคาให้มีความเหนียวทนทาน  นอกจากนี้ยังทำให้แมลงไม่มารบกวนหรือกัดแทะไม้

          การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของพวกเรารอบ ๆ เตาไฟ  จึงนับว่ามีคุณค่ามาก  แม้ว่าอากาศภายนอกจะหนาวเย็น  แต่ภายในบ้านรอบ ๆ เตาไฟทำให้เราอบอุ่นจากการต้อนรับขับสู้ด้วยน้ำใจไมตรีของเจ้าภาพผู้ใจดี  การเรียนรู้ของพวกเราจึงขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน  ใครอยากจะรู้อะไรก็ตั้งคำถาม  เจ้าภาพต่างเพศต่างวัยยินดีตอบคำถามของพวกเราอย่างเต็มใจช่วยกันต่อเติมเสริมแต่ง

         “การชงชา”ที่เป็นสูตรดั้งเดิมของชาวลาหู่คู่กับเตาไฟประจำบ้าน  ซึ่งผู้ใหญ่บ้านศักดิ์สิทธิ์หรือจะสื่อ ได้สาธิตการชงชาโดยการนำใบชาใส่ในกระชอนคั่วกับไฟอ่อน ๆ ใช้นิ้วเกลี่ยชาไปพร้อม ๆ กันอย่างเบามือประมาณ ๒-๓ นาที  เมื่อได้กลิ่นหอมแล้วจึงนำชามาเทใส่ในเหยือกน้ำร้อนที่ต้มไว้รอ  ทำให้ชารสหอมนุ่มนวลชวนหลงไหลชะมัด

         “มิเหนะนาชา” เป็นภูมิปัญญาด้านพืชสมุนไพรมีลักษณะเป็นเถาว์ ใบเล็ก คล้ายรูปหัวใจ  สามารถทานใบสด ๆ ได้ “น้องจอมขวัญ” ลูกสาววัย ๓ ขวบกว่าของผู้ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์หรือจะสื่อเด็ดใบมาเคี้ยวทานอย่างหน้าตาเฉย  ฉันจึงลองบ้างรู้สึกมีรสขมมาก  เคี้ยวไปสักครู่รู้สึกว่าละลายได้รวดเร็วมาก และกลายเป็นรสหวานและชุ่มคอเหมือนอมยาโบตัน  หากไม่ทานสดจะนำมาเผาแล้วชงแบบชาก็ได้  ภายหลังเมื่อดื่มน้ำตามจะมีรสหวาน

         “ลาบหมู” สูตรลาหู่จะนิยมใส่ใบฝรั่งอ่อนปานกลางสับปนไปกับเนื้อหมูด้วย หรือเปลือกต้นมะขามป้อม โดยขูดผิวด้านนอกออก ๑ ชั้นและพยายามขูดเปลือกชั้นกลางไม่ให้ถึงแก่นด้านในให้เป็นเยื่อบาง ๆ แล้วนำไปสับรวมกันกับหมูเช่นเดียวกัน  เป็นการป้องกันท้องเสียได้  เครื่องปรุงทุกชนิดที่นำมาทำลาบหมูได้แก่พริก หอม กระเทียม ข่า ให้เผาหรือคั่วก่อน ยกเว้นเกลือและต้นหอมผักชี  นับเป็นภูมิปัญญาประเภทหนึ่งของชาวลาหู่

        “การต้มหมู”เพื่อเลี้ยงผีมีข้อห้ามที่ถือปฏิบัติคือการต้มเพื่อเลี้ยงผีให้ใส่เกลือเพียงอย่างเดียว ส่วนการต้มเลี้ยงชาวบ้านให้ใส่เครื่องปรุงได้แต่ห้ามใส่ผัก และการต้มหัวหมูต้องระมัดระวังอย่าให้หัวหมูหรือลิ้นหมูขาด  หากขาดต้องทำหมูตัวใหม่อีก ๑ ตัว  ภายในวันนั้นด้วย  ขณะที่ต้มหมูก็ห้ามยกหม้อลงจากเตาหรือเคลื่อนย้าย ให้ตั้งไว้บนเตาไฟตลอด  หางและขาหมูให้รอไว้สำหรับต้มในวันรุ่งขึ้น  ที่สำคัญหมูตัวผู้เท่านั้นซึ่งแต่ละตัวจะต้องผ่านการตอนมาแล้ว  หากพบว่าหมูตัวนั้นยังตอนไม่ครบส่วนก็จะไปนำหมูตัวใหม่มาแทน

        “นีอ่อ” หมายถึงอาหาร  จึงนับว่าการประกอบอาหารของชาวลาหู่ที่บ้านห้วยปลาหลด  เป็นการถือปฏิบัติตามรูปแบบภูมิปัญญาสืบต่อกันมา "รอบเตาไฟทำให้เกิดการเรียนรู้" ได้อย่างน่าทึ่ง