หมอและคนไข้ เราต่างเป็นกำลังใจของกันและกัน

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 52 ฉันและทีมงาน น้องนิต นักกายภาพฯ น้องแป๊ะ น้องซินดี้ จาก อนามัยชะอม พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านหญิงเหล็ก ชื่อคำนาย ได้ไปเยี่ยมบ้านลุงพลอย หนึ่งในคนไข้พิการ ที่ อบต.ให้รายชื่อกับพวกเราไว้

   เราได้ข้อมูลมาว่า ลุงพลอยเคยเป็นนักดื่มประจำหมู่บ้าน ก่อนที่จะพิการเป็นอัมพาตนั้น ลุงได้ไปเยี่ยมน้องชายที่อำเภอบ้านนา น้องชายของลุง ได้ต้อนรับขับสู้ พี่ชายจากต่างถิ่นเป็นอย่างดี อาหารมื้อนั้น คงไม่พ้น เหล้ายาปลาปิ้ง สำหรับหนุ่มวัยฉกรรจ์ สี่สิบต้นๆ  หลังจากอิ่มหนำ สำราญเกือบทั้งคืน ลุงพลอยก็หลับไปพร้อมกับความเมามายไม่ได้สติ  

    ในตอนเช้า หลังจากเตรียมอาหารเสร็จ น้องชายก็ไปปลุกพี่ ให้มารับประทานอาหารพร้อมกัน  แต่ปลุกอย่างไร ก็ไม่ตื่นสักที  ถึงกับเรียกกันมาปลุกทั้งบ้าน สุดท้ายต้องนำส่งโรงพยาบาล และหลังจากวันนั้น ลุงก็ไม่สามารถลุกไปใหนมาใหนได้อีกเลย ผ่านมาก็ 3 ปีแล้ว

   เมื่อพวกเราไปถึง พบเด็กชายตัวอ้วนตุ๊ต๊ะ วัยสักสามถึงสี่ขวบ ยืนทำหน้าเหลอด้วยความแปลกใจ อยู่หน้ากระท่อมหลังเล็กๆ ซึ่งก่อด้วยอิฐบล็อกแบบง่ายๆ หลังคามุงสังกะสี ความกว้างยาว พอๆ กับห้องศูนย์คุณภาพ รพ.ของเรา แต่บรรยากาศหาได้เย็นฉ่ำชื่นใจ เหมือนเวลาที่เราก้าวเข้าไปในห้องศูนย์คุณภาพไม่

   ผู้ใหญ่บ้านแนะนำลูกสาวของลุงให้เรารู้จัก  และพาเข้าไปในบ้านน้อย เพียงแค่ก้าวขาเข้าไปเท่านั้น กลิ่นฉุยโชยแตะจมูก จนแทบทนไม่ไหว เพราะความที่ลุงไม่สามารถลุกไปใหนมาใหนได้ ลุงจึงต้องทำธุระทั้งหนักและเบา บนเตียงนอน โดยมีลูกสาววัยยี่สิบต้นๆ เป็นคนดูแลทั้งหมด

    ภาพที่เรามองเห็น คือชายวัยกลางคน ร่างผอมเกร็งคนหนึ่ง นอนยาวเหยียด อยู่บนเตียงไม้เก่าๆ หน้าตาอิดโรย สายตาที่มองมาช่างไร้ความหมาย  ไม่พูดจาทายทักสักคำ แม้พวกเราจะพูดคุย หรือถามอะไร ก็ไม่มีคำตอบจากลุง  จนเราชักสงสัยว่า ลุงพูดไม่ได้ด้วยหรือเปล่า  ความจริงแล้ว เพราะความท้อแท้สิ้นหวังในการใช้ชีวิตอยู่ ทำให้ลุงหมดสิ้นเรี่ยวแรง มิอยากทำอะไรแม้แต่นิดเดียว

    ตกหนักอยู่ที่ลูกสาวคนเดียว เธอต้องลาออกจากงานรับจ้างในบริษัท เพื่อมาดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันของพ่อ  แถมต้องเลี้ยงลูกชายตัวอ้วนจอมซนด้วย  เธอบอกว่า พ่อของเธอกินอะไรไม่ค่อยได้ เธอคอยพยายามป้อน แต่พ่อก็คลื่นไส้และอาเจียน  ฉันถามเธอว่า พอลุกนั่งหรือเคยออกไปนอกบ้านบ้างมั้ย เธอบอกว่า พ่อจะนั่งได้ไม่เกิน 5 นาที ก็จะเวียนศีรษะ หน้ามืด เธอเองก็เป็นห่วงว่าพ่อจะเป็นลมล้มลง หรือเป็นอะไรมากกว่านี้ จึงปล่อยให้พ่อนอนตลอดเวลา ตอนนี้รถเข็นที่เคยได้รับบริจาคมา จึงถูกใช้เป็นที่พาดเสื้อผ้าไปเสียแล้ว

 

     น้องนิตได้ประเมินสภาพของผู้ป่วยแล้ว เห็นว่ายังมีสิทธิ์ที่จะฟื้นฟูสภาพให้ดีขึ้นได้ พวกเราได้ให้กำลังใจ และขอให้ ลุงมีหวังในชีวิตของตนเองด้วย ลุงไม่ได้ตอบรับพวกเราสักคำ เรายังคอยบอกว่า แม้ลุงจะเดินไปใหนมาใหนไม่ได้ดีเหมือนเดิม แค่เพียงลุง กินข้าวได้ด้วยตัวเอง หรือลุกมานั่งนอกบ้านได้บ้าง การสูดรับอากาศดีดี คงทำให้ลุงสดชื่น และฟื้นตัวได้เร็ว ที่สำคัญ ลูกสาวของลุงคงหายเหนื่อย สามารถออกไปหางานทำ หารายได้มาจุนเจือครอบคัวเพิ่มขึ้นบ้าง

    วันนั้น พวกเราเพียงแค่ให้กำลังใจ ให้ความหวังกับลุง ว่าโอกาสของลุงไม่ได้หมดสิ้นไปเสียทีเดียว  พวกเราสอนให้ลูกสาวช่วยออกกำลังกาย ทำกายภาพให้พ่อ เพื่อป้องกันข้อติด เราบอกกับลุงว่า เราจะมาเยี่ยมอีกเป็นระยะ

   ก่อนที่จะกลับออกมา ฉันมองเห็นขอบตาที่รื้นด้วยน้ำตาของลุงพลอย  ฉันไม่อาจรู้ลึกซึ้งภายในจิตใจของลุง ลุงอาจรู้สึกขอบคุณ  หรืออาจจะมีคำถามในใจว่า ยังมีหวังด้วยหรือ   แต่พวกเราก็ยิ้มให้กำลังใจลุงพลอย และย้ำว่า เราต่างต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน  ถ้าลุงดีขึ้น ทุกคนจะมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสาวจอมกตัญญูของลุง  

  คราวนี้ ลุงพยักหน้าลงช้าๆ และเปล่งเสียงพูดออกมาว่า "ครับ" (ลุงพูดได้หรือนี่?)

  แค่เพียงแววตาที่เปลี่ยนไป ดูให้ความหวังกับตัวเองบ้างนิดๆ และคำตอบรับเพียงคำเดียว นั่นก็เสริมกำลังใจในการทำงานของเราด้วยเหมือนกัน เพราะเราต่างเป็นกำลังใจของกันและกัน

  "แล้วเราค่อยพบกันอีกนะ"

ผ่านไป หกเดือน ลุงออกมาหน้าบ้านได้แล้วค่ะ ^^