ต้องจำหมายเลขประตูให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจหลงไปประเทศอื่น เพราะแต่ละประตูนำเข้าสู่เครื่องบินที่มีเป้าหมายปลายทางแตกต่างกัน

ขึ้นเครื่องบิน-2

โสภณ  เปียสนิท

......................................

 

ถึงเวลาต่างเดินลากกระเป๋าถือ hand bag (อ่านว่าแฮนด์ แบก หรือ แบ็ก ก็ได้ครับ) เข้าด้านใน กลุ่มเราต้องขึ้นเครื่องที่ประตู 23 ต้องจำหมายเลขประตูให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจหลงไปประเทศอื่น เพราะแต่ละประตูนำเข้าสู่เครื่องบินที่มีเป้าหมายปลายทางแตกต่างกัน

เหลือเวลาอีกมาก บางคนใจร้อนแอบซื้อของฝากต่างประเทศ เพื่อฝากเพื่อนพ้องตรงร้านค้าปลอดภาษีที่เมืองไทยนี่เอง นัยว่า ราคาถูกกว่าซื้อที่ต่างประเทศ แหม ยอดนักช้อปจริง ๆ

นั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง รอไปคุยกันไป ฆ่าเวลา ใกล้เที่ยงคืนครึ่ง เจ้าหน้าที่ประจำประตูที่ 23 เรียกขึ้นเครื่อง โดยให้สิทธิคนที่อ่อนแอก่อน คนพิการ คนชรา คนมีเด็ก หรือคนมีท้อง คือมีเด็กอยู่ในท้องนะครับ ไม่ใช่คนมีหน้าท้อง แยกช่องทางเข้าตามระดับ ชั้นหนึ่ง (first class) คนน้อยไม่ต้องแย่งกันมาก ชั้นกลาง (business class) กับชั้นต่อมา (ผมไม่เรียกว่าชั้นล่างหรือชั้นต่ำนะครับ) (economy class) เข้าแถวช่องทางเดียวกัน สังเกตคนข้างหน้าผมเดินเข้าแถวตรงชั้นหนึ่ง แถวสั้น ๆ ผมก็ตามเข้าไป มารู้ทีหลังว่าเป็นทางของผู้มีตั๋วชั้นหนึ่ง

คราวนี้เดินผ่านท่อยักษ์ หรือที่เรียกว่างวงช้างขึ้นเครื่อง ประตูเครื่องบินมีแอร์โฮสเตสส์ ยืนพนมไหว้แบบไทย พร้อมรอยยิ้ม รีบไหว้และยิ้มตอบแทบไม่ทัน รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นอีกหน่อย เดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ยื่นบัตรหมายเลขที่นั่งให้เขาดู แอร์ช่วยชี้ที่นั่งให้ สังเกตเห็นว่าเรียงตามอักษรครับ ABC นั่งติดกัน ส่วนตรงแถวกลาง EFGH อยู่ด้วยกัน และ IJK อยู่อีกฟากหนึ่ง อย่างผมนั่ง 46H แสดงว่านับจากแถวหน้ามา 46 แถว พบแถวที่นั่งแล้ว เลือกที่นั่งที่มีอักษร H สำเร็จครับ

กระเป๋าถือวางใต้เบาะก็ได้ เคบินที่เก็บข้างบนก็ได้ เลือกเอาตามเหมาะสม ส่วนผมวางข้างล่าง เพราะมีของที่ต้องใช้ สมุดบันทึกและปากกาดินสอที่เตรียมมาบันทึกการเดินทางอยู่ในนั้น นั่งแล้วยังได้ที่ไม่ถูกใจ จะเปลี่ยนที่นั่งกันในกลุ่มที่รู้จักก็ได้ แล้วแต่กลุ่มไหนชอบกิจกรรมแบบไหน บางกลุ่มชอบแอลกอฮอลล์ บางกลุ่มชอบได้เสียเล็ก ๆ น้อย ๆ บางกลุ่มชอบอ่าน บางกลุ่มชอบฟังเพลง บางกลุ่มชอบทำสมาธิ หรือไม่ก็เฝ้าพระอินทร์

ไม่นานนักเครื่องบินขยับตัวช้า ๆ taxiing หันหัวเข้าสู่ทางวิ่ง runway การวิ่งเร็วขึ้น ๆ แล้วก็ออกบิน take off หันดูเพื่อนข้าง ๆ บางคนหลับตามทำปากมุบมิบ ๆ คงเคี้ยวหมากฝรั่งแก้ปวดหูเนื่องจากความกดอากาศเปลี่ยนกระมังครับ ฝรั่งบางคนเอามือแตะหน้าผาก แตะไหล่ซ้าย แล้วย้ายมาไหล่ขวา เอ....ทำอะไรกัน

เครื่องขึ้นสูงสู่ระดับที่เหมาะสม คงราว ๆ 20000-30000 หมื่นฟิต แอร์โฮสเตสส์เอาหูฟัง earphone มาแจก หนังสือพิมพ์ก็มี นิตยสารก็มี เลือกอ่านได้ตามรสนิยม ไม่นานนักมาบริการเครื่องดื่ม อยากดื่มอะไรก็บอกได้ เท่าที่เขามีนะครับ สำหรับผมเลือกน้ำผลไม้เป็นอันดับแรก เกรงใจครับ ยังเกรงใจ ต่อมาแจกรายการอาหาร menu อาหารหลัก main course ค่อนข้างไปทางฝรั่ง ผมเลือกชนิดทีมีปลา พร้อมกับไวน์ขาว อ๊ะ เท่ไม่เบาเหมือนกัน (ไวน์ขาวคู่กับปลา ธรรมเนียมฝรั่ง) ยังครับ ยังไม่หมด

ขณะกำลังสาลวนกับอาหาร ได้ยินเสียง “ค้อฟฟี่ ออร์ ที” coffee or tea ผมรีบตอบทั้งทีปากยังมีปลาอยู่ เพราะกลัวอดว่า “กาแฟครับ” อ้าว แล้วทำไมไม่ตอบด้วยภาษาอังกฤษ ไวน์วนมาอีกรอบครับคราวนี้ผมขออีกหนึ่งถ้วย ตอนนี้เริ่มมีการเก็บภาชนะบ้างแล้ว นึกว่าหมด ยังครับ มีบรั่นดี brandy ยี่ห้อคามุส Camus มาอีกมองซ้ายมองขวา ไม่มีใครมอง เลยขออีกถ้วย

ได้ผลครับ สิ่งที่ดื่มกินไม่รู้ขนานไหนบ้าง ตีกันยุ่งจนหลับไม่ลง เอาหูฟังมาเสียบที่ปลั๊กตรงเท้าแขนนั่นแหละครับ  เปิดไฟอ่านหนังสือ ก็ตรงเท้าแขนเหมือนกัน อ่านหนังสือบ้าง บันทึกบ้าง ฟังเพลงบ้างก็ไม่หลับ หันไปมองข้าง ๆ เงียบกันไปทั้งลำ ต่างก้าวสู่ห้วงนินทรารมณ์

มีเสียงครืดคราดแว่ว ๆ มาเป็นระยะ จากตรงโน่นและตรงนี่ ทั้งฝรั่งทั้งไทยเหมือนกันไปหมด การกรนนี่ไม่ควรให้ดังนัก เอาแต่พอควร การหลับบนเครื่องบินควรวางท่าทีให้ดี ตั้งคอให้ตรงไว้แล้วค่อยหลับ ระวังหัวจะชนกันหน่อยก็ดี เดี๋ยวจะต้องไปโทษว่าเครื่องบินตกหลุมอากาศ ที่สำคัญจริง ๆ สำหรับการหลับบนเครื่องบินคือ พยายามหุบปากไว้ให้มั่น อย่าให้น้ำลายไหลออกมา ถือว่าเป็นการเสียฟอร์มอย่างแรง (อ่านต่อฉบับหน้าครับ)