การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ดีที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ถือว่าเป็นการสร้างสังคม หากมองในภาพใหญ่ เป็นการปฏิวัติการเรียนรู้แบบใหม่ ปฏิรูปคลี่คลายพันธนาการที่เกิดจากการศึกษาที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เปิดโอกาสการเรียนรู้ที่แท้จริงอย่างมีพลัง เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

เรื่องราวคนนอกกะลา  [2] : ทางเลือกที่มีพลังของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

 

ตั้งใจว่าจะทำสมองว่างๆเมื่อไปที่ลำปลายมาศพัฒนา โดยคิดหวังว่าประสบการณ์ใหม่ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นแรงบันดาลใจบางอย่างของผม โดยเฉพาะ กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ กระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติกลืนไปกับวิถีประจำวันของผู้คน โดยส่วนตัวผมเชื่อมั่นในแนวทางการสร้างความรู้ในแนวทางนี้

ผมมักปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง และถึงแม้จะฝืนทำแต่ก็ฝีนอยู่ก็ไม่ได้นาน ในที่สุดก็ต้องหาช่องทางผ่อนคลายให้ตัวเองหลุดออกจากพันธนาการบางอย่างจนได้ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็เช่นเดียวกัน ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากฉันทะและแรงขับที่มาสนใจใคร่รู้ของตนเอง

ที่ลำปลายมาศพัฒนา ถึงแม้ผมไม่รู้อะไรมากไปกว่าหนังสือที่เขียนถึงและผมมีโอกาสได้อ่าน สื่อออนไลน์บางบทบางตอนที่ได้อ่าน ทุกอย่างเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้ผมวาดภาพสำนักนอกกะลานี้ เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และให้โอกาส

โรงเรียนระดับประถมศึกษา มีนักเรียนอยู่ราวสองร้อยกว่าคน ถือว่าเป็นโรงเรียนเล็กๆ มองเผินๆเราก็คิดว่าก็คงคล้ายกับโรงเรียนโดยทั่วไป แต่เมื่อมีโอกาสมาสัมผัสจึงได้รู้ว่าโรงเรียนเอกชนเล็กๆแห่งนี้มีเรื่องราวให้ได้เรียนรู้มากมายเลยทีเดียว

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจุดเริ่มต้นเกิดจากความตั้งใจที่อยากให้ชาวชนบทมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพของ คุณมีชัย วีระไวทยะ  และมีแนวร่วมที่สำคัญอีกท่านหนึ่งก็คือ คุณ James Clarkที่ประสงค์จะมอบเงินทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนจนกระทั่งการบริจาคเงินเพื่อสร้างโรงเรียนเพื่อพัฒนาเด็กขึ้น เป็นทางเลือกชุดหลังที่คุณ Clark ทุ่มเทเงินก้อนใหญ่สร้างโรงเรียนและบริหารจัดการโรงเรียนทางเลือก โดยมีครูวิเชียรทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่สำหรับเคลื่อนไปข้างหน้าจากเรือที่ประกอบสร้างขึ้นมา การเดินไปข้างหน้าเป็นเรื่องของฟ้าลิขิตส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็คือทิศทางที่แนวแน่นำทางด้วย แสงจากประภาคารที่อยู่ไกลออกไป เป็นอุดมการณ์และความศรัทธาพร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ ที่ให้ความเชื่อมั่นในการ “สร้างความรู้”

ผมคิดว่าไม่ง่ายนักที่จะผ่านวันผ่านคืน พิสูจน์ตัวเองของโรงเรียนเอกชนเล็กๆแห่งนี้ จนประสบความสำเร็จตามวิถีที่เป็นยุทธศาสตร์ของโรงเรียน ผลงานที่ได้รับจากการเดินทางมาระยะหนึ่ง เป็นสิ่งการันตีได้ว่า การสร้างคนมาถูกทางและแนวทางนี้เอื้อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างแท้จริง สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ และศักยภาพที่เด็กๆมีอยู่

หากมองเรื่องของการรับรองมาตรฐานโรงเรียนแห่งนี้ได้รับการประเมินจากมหาวิทยาลัย Tasmania ว่าโรงเรียนนี้อยู่ในระดับ World class standard  และในระดับประเทศก็ได้รับการรับรองจาก สมศ.

แต่ผมคิดว่าการประเมินแบบไหนก็แล้วแต่ไม่ได้สำคัญเท่ากับ สิ่งที่ทำจริงๆและเกิดมรรคผลที่แท้จริง โดยเฉพาะวิถีการเรียนรู้ ผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดขึ้นก็อาจวัดไม่ได้เป็นรูปธรรม หากใช้วิธีคิดที่คับแคบของการประเมินที่ใช้รูปแบบแข็งตัวจากวิธีคิดของทุนนิยมแห่งอุตสาหกรรม อาจเดินไม่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆของการเรียนรู้ เข้าไม่ถึงคุณค่าของสิ่งที่ดำรงอยู่

ก่อนที่เราจะได้มาซึ่งผลลัพธ์ของการสร้างความรู้ กระบวนการที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนานั้นมีรูปแบบที่แตกต่างจากกระบวนการเรียนรู้ที่เราคุ้นชิน ก็คือ ที่นี่ไม่มีแบบเรียน ไม่มีหนังสือ

ครูเองมีหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ หรือ Facilitator จริงๆ (ย้ำว่าเป็น Facilitatorโดยแท้จริง) ที่คอยหมุนวงล้อผ่านความสนใจใคร่รู้ของเด็ก ที่ครูมีสำคัญที่จะกระตุ้นและเร้าความสนใจของพวกเขา ความสนใจที่มีพลังทำให้เกิดการเคลื่อนของกระบวนการเรียนรู้แบบมีพลังเช่นกัน ครูกับนักเรียนมาร่วมด้วยช่วยกันวางแผนการเรียนรู้หาทางเลือกว่า จะเดินทางไปสู่การคลี่คลายความอยากรู้นั้นอย่างไร สร้างกิจกรรมทดลองทำ ผิด ถูก ก็เป็นเรื่องของการเรียนรู้ ตรงนี้เองเป็นที่มาของการสะสมประสบการณ์ที่เชื่อว่า ผลผลึกที่เกิดจากการเรียนรู้แบบไร้พันธนาการเช่นนี้จะต่อยอดความรู้ใหม่ๆได้อย่างไม่รู้จบ


"การนำเสนอความคิด โดยเด็กนักเรียน ชั้น ป. ๑" 

ภาพนี้เป็นการสะท้อนของเด็กที่มีต่อคุณครูของพวกเขา เราจะเห็นว่า การสะท้อนที่เปิดโอกาสฟังเสียงเด็กทำให้เราได้ใคร่ครวญย้อนหลังในสิ่งที่เราปฏิบัติ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้เด็กมั่นใจที่จะเเลกเปลี่ยน ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จในกระบวนการเรียนรู้


การให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นแนวทางตั้งต้นก่อนจะถึงตัวกิจกรรม โดยมีความเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องมาจากวิธีคิดและมุมมองที่ดี เราไม่ได้หยิบแค่ปรากฏการณ์ที่เห็นมาพูดคุย วิเคราะห์ แต่ สืบสาวลงไปก่อนหน้านั้นว่า ผลที่เกิดขึ้นเช่นนี้แล้วมีที่มาอย่างไร?  ที่นี่จึงให้ความสำคัญกับการสอนวิธีปลูก “ต้นคิด” (คิดเชิงตรรกะ,คิดสร้างสรรค์,คิดเชิงวิสัยทรรศน์) เปิดโลกจินตนาการไร้ขอบเขตให้กับเด็กนักเรียน เชื่อมั่นและเข้าใจในวิธีการแสวงหาความรู้ ก่อนที่จะปล่อย “ต้นคิด” ให้เติบโตงอกงามตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ครูเป็นผู้รดน้ำ พรวนดิน เมล็ดพันธุ์ที่รอคอยการผลิดอก ออกผล เหล่านั้น

การศึกษาที่แท้จริง คือการคืนเสรีภาพให้กับความไม่รู้ที่ถูกจองจำ  

ที่นี่ไม่มีเสียงระฆัง ไม่มีการกำหนดเวลาแต่ปล่อยให้เป็นการฝึกเรื่องของวินัยส่วนตนจึงเป็นความรับผิดชอบของเด็กนักเรียน

ที่นี่ไม่มีการใช้คำพูดด้านลบกับเด็กนักเรียน ไม่มีการขู่ ตะคอก ว่ากล่าว แต่เน้นการใช้คำพูดเชิงบวกให้กำลังใจ และให้โอกาส

ความเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีส่วนดีที่แตกต่าง เพียงแต่รอคอยโอกาสการชี้แนะ และพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ ไม่มีการแข่งขัน เปรียบเทียบที่จะนำมาซึ่งความคับแคบในการตัดสิน กร่อนพลังของการเรียนรู้อย่างน่าเสียดาย

เมื่อมีการทำผิดไม่มีการลงโทษ โดยครูแต่ให้โอกาสเด็กได้ใคร่ครวญตัวเองว่าควรมีวิธีจัดการอย่างไร?

การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ดีที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ถือว่าเป็นการสร้างสังคม หากมองในภาพใหญ่ เป็นการปฏิวัติการเรียนรู้แบบใหม่ ปฏิรูปคลี่คลายพันธนาการที่เกิดจากการศึกษาที่ไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เปิดโอกาสการเรียนรู้ที่แท้จริงอย่างมีพลัง เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง