GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อัฐมีบูชา (ประวัติความเป็นมา) : อุตรดิตถ์ไดอารี่

 

คันธาทิพย์อวลอบตลบสรวง
กำจายล่วงล่องพระพายกรายกลิ่นหอม
ละมุนละไมอบใจให้นอบน้อม
มโนพร้อมเพรียกกุศลดลศรัทธา


ขอน้อมนบประนมหัตถ์นมัสการ
พระผู้ทรงโพธิญาณมาสู่หล้า
ตรัสรู้เอกองค์พระสัมมา
ผู้ปราบปวงมาราให้พ่ายไป

ทรงพลิกศรย้อนจักรผลักชีวิต
ให้หมุนทวนตรวนจิตที่หม่นไหม้
สู่ความงามความประเสริฐเลิศพิไล
ทรงโปรยธรรมสู่เวไนยด้วยกรุณา

สี่สิบห้าพรรษาทรงพร่าทุกข์
ให้ปวงสัตว์พบสุขสร้างคุณค่า
ทรงมอบธรรมมรดกให้พกพา
แม้นสิ้นกาลจากลาปรินิพพาน

ปัณนรสีอัฐมีนี้เวียนครบ
ประชุมเพลิงเริงพระศพ ณ สถาน
ปวงกษัตริย์จัดถวายจิตกาธาน
ปริเทวนาการทุกผองชน

มาบัดนี้มีเพียงพระบรมธาตุ
ที่ประกาศแทนองค์พระทรงผล
กราบบูชาเป็นมิ่งแห่งมงคล
น้อมกมลสักการะพระพุทธคุณฯ

ประวัติความเป็นมา

                ครานั้น พญาสวัสตีมารผู้เป็นใหญ่แห่งมารทั้งปวง ได้ทูลอารธนา ในกาลบัดนี้ พระสัทธรรมและพรหมจรรย์ได้ปรากฎแพร่หลายและตั้งมั่นบริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อีกทั้งพระอริยบุคคลขั้นต่างๆได้เกิดขึ้นเป็นที่สำเร็จประโยชน์แก่ปวงชนตลอดทั้งทวยเทพยดาเป็นอันมาก   ดังนั้นปริสสมบัติและพรหมจรรย์นับว่าได้สำเร็จสมบูรณ์ดังพุทธประสงค์ทุกประการแล้ว บัดนี้ เป็นกาลเหมาะสมแห่งการปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระเจ้าค่ะ       


 

ภาพแสดงเหตุการณ์ขณะที่พญามารทรงอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จปรินิพพาน

                 พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบพญามาร ดูก่อนพญามารผู้มีบาป ท่านจงทำความขนขวายน้อยเถิด การปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า โดยกำหนดการล่วงไปอีก ๓ เดือนต่อจากนี้ เราจักปรินิพพาน ทันใดนั้นกลองทิพย์ก็บันลือลั่นกึกก้องกัมปนาทไปทั่วนภากาศ แผ่นดินก็ไหวหวั่นสะท้านสะเทือน บรรดาชาวนครต่างรู้สึกขนตั้งชันมีอาการหวาดหวั่นสยดสยองสะพรึงกลัวเป็นที่แปลกอัศจรรย์ พระอานนท์เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงรีบเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ถึงเหตุแห่งปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า บัดนี้ เราได้ปลงอายุสังขารตามคำอาราธนาของพญามารในอีก ๓ เดือน ข้างหน้า ซึ่งยังความเศร้าโศกให้แก่พระอานนท์เป็นอย่างใหญ่หลวง ทรงตรัสเหตุแห่งแผ่นดินไหว ๘ ประการดังนี้

. ลมกำเริบ
. ผู้มีฤทธิ์บันดาล
. พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่พระครรภ์
. พระโพธิสัตว์ประสูติ
. พระตถาคตเจ้าตรัสรู้
. พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตร
. พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
. พระตถาคตเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ)
          


 

ในกาลขณะที่พระพุทธองค์จะปรินิพพานสาละวโนทยาน อันอยู่นอกเมืองกุสินารา ป่าใหญ่ที่มีต้นสาละใหญ่ ๒ ต้นขึ้นเคียงคู่กัน อันกลายเป็น ที่มาของชื่อเรียกขานสถานที่ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงอุทยานแห่งนี้ ได้ตรัสให้พระอานนท์ตั้งแท่น เมื่อพระอานนท์ปูผ้ารองเสร็จ พระองค์เสด็จขึ้นแท่นบรรทมตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศอุดร ตั้งพระสติสัมปชัญญะ ตั้งพระทัยจะเสด็จบรรทมเป็นไสยาวสาน ( นอนครั้งสุดท้าย ) หรืออีกชื่อหนึ่งว่าอนุฏฐานไสยา ( แปลว่า นอนโดยไม่ลุกขึ้นอีก )

                    ในขณะนั้นเอง ทั้งที่มิใช่ฤดูกาลออกดอกแห่งต้นสาละทั้งคู่เลย แต่ก็ผลัดดอกตั้งแต่โคนรากจนถึงยอด แลทุกกิ่งก้านก็ดาดาดด้วยดอกงามสะพรั่ง และโปรยปรายหล่นลงมาเป็นพุทธบูชา เหล่าทวยเทพก็เสด็จมา ทางนภากาศแสดงอานุภาพให้ดอกสุคนธาทิพย์จากสวรรค์โปรยปรายมาจากเบื้องบน ท้องฟ้า ส่งกลิ่นหอม ขจรขจายไปทั่วอาณาบริเวณ พระอานนท์ทูลถามว่า จักทรงตั้งผู้ใดให้เป็น    

                  ตัวแทนพระพุทธองค์ ทรงตรัสตอบว่า ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปของเรา ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นพระศาสดาแห่งพวกเธอทั้งหลาย ดังนี้ฯ เมื่อสิ้นข้อสงสัยทุกประการแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงประทานปัจฉิมโอวาท ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอให้รู้ว่า สิ่งทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้น ไปได้ พวกเธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความ  ถึงพร้อม ในความไม่ประมาทเถิด สิ้นกระแสพระสุรเสียงแต่เพียงเท่านี้แล้ว พระองค์ก็มิได้ตรัสอะไรอีกเลย         


 

ภาพแสดงพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ

                     เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ทางคณะสงฆ์และทางบ้านเมือง คือ เจ้ามัลลกษัตริย์ผู้ครองเมืองกุสินารา ได้ทำพิธีสักการบูชาพระศพพระพุทธเจ้าอยู่เป็นเวลาถึง ๖ วัน ในวันที่ ๗ จึงเชิญ    พระศพเป็นขบวนไปทางทิศเหนือของเมือง ผ่านใจกลางเมือง แล้วเชิญพระศพไปมกุฎพันธนเจดีย์ ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมือง เพื่อถวายพระเพลิง ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๖ ซึ่งทุกวันนี้ทางเมืองไทยเราถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เรียกว่า วันอัฐมีบูชา         

 นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมกราบถวายอภิวาทแด่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า                พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่งแล้ว
ขอกราบสักการะพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ          ด้วยความเคารพสักการะอย่างสูงสุดยิ่งแห่งชีวิตนี้
เชิญประเทียบพระหีบทองผ่องพิลาส

เป็นภาชนะรองพระธาตุพระชินสีห์
พระบรมสารีริกธาตุพุทธบดี
ประดิษฐานคารวะที่อันสมควร

เจ็ดราตรีหลังพิธีถวายพระเพลิง
กำหนดการเถลิงพระเกียรติ์หวน
จึ่งพรั่งพร้อมพุทธบริษัทเหล่าทั้งมวล
ร่วมขบวนทักษิณาบูชาคุณ

เพื่อระลึกถึงพุทธคุณการุณยิ่ง
ทรงแสดงความเป็นจริงเพื่ออุดหนุน
ให้เวไนยได้เสริมสร้างเส้นทางบุญ
ละพิษภัยวายวุ่นวัฏฏะกรรม


อัฐมีบูชาในครานี้
ขออัญเชิญกุศลศรีที่เลิศล้ำ
กราบบูชาพระคุณแห่งจอมธรรม
ผู้น้อมนำสันติสุขปลุกชีพชน

ดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร

ที่มา อาจารย์บุษกร เมธางกูร  ลานธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ (Online)

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3083

              พระศพพระพุทธเจ้าห่อด้วยผ้าใหม่ ที่ปฐมสมโพธิบอกจำนวนไว้ว่ามีถึง ๕๐๐ ชั้น ถอดเอาใจความว่า มีหลายชั้นนั่นเอง แต่ละชั้นซับด้วยสำลี แล้วเจ้าหน้าที่เชิญลงประดิษฐานในหีบทองที่เต็มไปด้วยน้ำมันหอม แล้วปิดฝาครอบไว้ แล้วเชิญขึ้นจิตกาธานที่ทำด้วยไม้หอมหลายชนิด ผู้เชิญหรือหามพระศพพระพุทธเจ้า เรียกว่า มัลลปาโมกข์มีจำนวน ๘ นาย แต่ละนาย รูปร่างใหญ่กำยำล่ำสัน มีกำลังมาก

มัลลปาโมกข์แปลว่า หัวหน้านักมวยปล้ำ

                    พอได้เวลาเจ้าหน้าที่ได้จุดไฟขึ้นทั้ง ๔ ด้าน ตำนานว่าจุดเท่าไรไฟก็ไม่ติด เจ้าหน้าที่ทางบ้านเมืองจึงเรียนถามพระอนุรุทธ์ (พระอนุรุทธ์มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า เป็นพระสาวกได้สำเร็จเป็นอรหันต์) พระอนุรุทธ์จึงแจ้งให้ทราบว่า เป็นเพราะเทพเจ้าต้องการให้รอพระมหากัสสปะ ซึ่งกำลังเดินทางมายังไม่ถึง ได้ถวายบังคมพระศพเสียก่อน

                  ต่อมาเมื่อพระมหากัสสปะพร้อมด้วย พระสงฆ์บริวารเดินทางมาถึง ได้ถวายบังคมพระศพพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเกิดเพลิงทิพย์ด้วยเทวาฤทธานุภาพ ถอดความที่กล่าวนี้ก็ว่า ทางเจ้าหน้าที่และพระสงฆ์ได้ทราบข่าวพระมหากัสสปะกำลังเดินทางมาจวนจะถึงแล้วให้รอไว้ก่อน อย่าเพิ่งถวายพระเพลิงนั่นเอง ภายหลังจากนั้น เพลิงได้ไหม้พระสรีระของพระพุทธเจ้าจนหมดสิ้น เหลืออยู่แต่พระอัฐิ พระเกศา พระทนต์ และผ้าอีกคู่หนึ่ง พระพวกมัลลกษัตริย์ได้นำน้ำหอมหลั่งลงดับถ่านไฟที่จิตกาธาน แล้วเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ที่สัณฐาคารศาลา คือหอประชุมกลางเมืองรอบหอประชุมนั้นจัดทหารถืออาวุธพร้อมสรรพคอยพิทักษ์รักษา และทำการสักการบูชาด้วยฟ้อนรำ ดนตรีประโคมขับ และดอกไม้นานาประการ และมีนักขัตฤกษ์เอิกเกริกกึกก้องฉลองถึง ๗ วันเป็นกำหนด (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ สุตตันตปิฎกที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค)

                 [๑๕๒] สมัยนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคารด้วยเรื่องปรินิพพานนั้นอย่างเดียว ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ เข้าไปยังสัณฐาคารของพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราครั้นเข้าไปแล้ว ได้บอกแก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด พวกเจ้ามัลละกับโอรส สุณิสาและประชาบดี ได้ทรงสดับคำนี้ของท่านพระอานนท์แล้ว เป็นทุกข์เสียพระทัย เปี่ยมไปด้วยความทุกข์ในใจ บางพวกสยายพระเกศา ประคองหัตถ์ทั้งสองคร่ำครวญอยู่ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาดุจมีบาทอันขาดแล้ว ทรงรำพันว่า

     พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเสียเร็วนัก

                   ดังนี้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสสั่งพวกบุรุษว่า ดูกรพนาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมของหอมมาลัยและเครื่องดนตรีทั้งปวง บรรดามีในกรุงกุสินาราไว้ให้พร้อมเถิด พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ทรงถือเอาของหอมมาลัยและเครื่องดนตรีทั้งปวงกับผ้า ๕๐๐ คู่ เสด็จเข้าไปยังสาลวันอันเป็นที่แวะพักแห่งพวกเจ้ามัลละ และเสด็จเข้าไปถึงพระสรีระพระผู้มีพระภาค ครั้นเข้าไปถึงแล้วสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอม ดาดเพดานผ้า ตกแต่งโรงมณฑล ยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้มีความดำริว่า การถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคในวันนี้พลบค่ำเสียแล้ว พรุ่งนี้เราจักถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละเมือง กุสินาราสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พระสรีระพระผู้มีพระภาคด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอม ดาดเพดานผ้า ตกแต่งโรงมณฑล ยังวันที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ให้ล่วงไป ครั้นถึงวันที่เจ็ด พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้มีความดำริว่า เราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอมจักเชิญไปทางทิศทักษิณแห่งพระนคร แล้วเชิญไปภายนอกพระนคร ถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาค      ทางทิศทักษิณแห่งพระนครเถิด ฯ

๑๕๓] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๘ องค์ สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งพระทัยว่า    เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจจะยกขึ้นได้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ข้าแต่ท่านอนุรุทธะ อะไร หนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ให้มัลลปาโมกข์ ๘ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยกพระสรีระพระผู้มีพระภาคก็มิอาจยกขึ้นได้ ฯ

. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านอย่างหนึ่ง ของพวก เทวดา อย่างหนึ่ง ฯ . ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร ฯ ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านว่า เราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัย และของหอม จักเชิญไปทางทิศทักษิณแห่งพระนคร แล้วเชิญไปภายนอกพระนคร ถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มีพระภาคทางทิศทักษิณแห่งพระนคร ความประสงค์ของพวกเทวดาว่า เราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาค ด้วยการ    ฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอมอันเป็นทิพย์ จักเชิญ ไปทางทิศอุดรแห่งพระนคร  แล้วเข้าไปสู่พระนครโดยทวารทิศอุดร เชิญไปท่ามกลางพระนคร แล้วออกโดยทวารทิศบูรพา  แล้วถวายพระเพลิงพระสรีระพระผู้มี พระภาค ที่มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ทางทิศบูรพาแห่งพระนคร ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด ฯ สมัยนั้น เมืองกุสินาราเดียรดาษไปด้วยดอกมณฑารพโดยถ่องแถวประมาณแค่เข่า จนตลอดที่ต่อแห่งเรือน  บ่อของโสโครกและกองหยากเยื่อ

ครั้งนั้น พวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระ พระผู้มีพระภาค ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม มาลัยและของหอม ทั้งที่ เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เชิญไปทางทิศอุดรแห่งพระนคร แล้วเข้าไปสู่ พระนคร   โดยทวารทิศอุดร เชิญไปท่ามกลางพระนคร แล้วออกโดยทวารทิศบูรพา แล้ววางพระสรีระ  พระผู้มีพระภาค ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ทางทิศ บูรพาแห่งพระนคร ลำดับนั้น   พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรในพระสรีระพระผู้มีพระภาค ฯ

. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น ฯ ข้าแต่ท่านอานนท์ ก็เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ฯ ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วย ผ้า ๕๐๐ คู่  แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วย รางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธารด้วย ไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระสรีระ พระเจ้าจักรพรรดิแล้ว สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยประการฉะนี้แล พวกท่านพึงปฏิบัติในพระสรีระพระตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างสถูป ของพระตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือ จุณ จักอภิวาท หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราตรัสสั่งพวกบุรุษว่า ดูกรพนาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเตรียมสำลีไว้ให้พร้อมเถิด พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ห่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อ     พระสรีระพระผู้มีพระภาคด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็ก อันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธารด้วยไม้หอมล้วน แล้วจึงเชิญพระสรีระพระผู้มีพระภาคขึ้นสู่จิตกาธาร ฯ

[๑๕๔] สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่เมืองกุสินารา ลำดับนั้น ท่าน พระมหากัสสปแวะออกจากทางแล้วนั่งพักที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ฯ สมัยนั้น อาชีวกคนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพในเมืองกุสินารา เดินทางไกล มาสู่เมืองปาวา ท่านพระมหากัสสปได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล จึงถามอาชีวกนั้นว่า ดูกรผู้มีอายุ ท่านยังทราบข่าวพระศาสดาของเราบ้างหรือ อาชีวกตอบว่า อย่างนั้น ผู้มีอายุ เราทราบอยู่              พระสมณโคดมปรินิพพานเสียแล้ว ได้ ๗ วันเข้าวันนี้ ดอก มณฑารพนี้เราถือมาจากที่นั้น บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจาก ราคะ ภิกษุเหล่านั้น บางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือก ไปมาดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลก อันตรธาน เสียเร็วนัก ดังนี้ ส่วนภิกษุเหล่าใด ปราศจากราคะแล้ว ภิกษุเหล่านั้น มีสติ สัมปชัญญะ อดกลั้นด้วยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน ฯ

[๑๕๕] สมัยนั้น บรรพชิตผู้บวชเมื่อแก่ นามว่าสุภัททะ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย ครั้งนั้นสุภัททวุฒบรรพชิตได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลยอาวุโส พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไร ไปเลย พวกเราพ้นดีแล้ว ด้วยว่าพระมหาสมณะนั้น เบียดเบียนพวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ ก็บัดนี้ พวกเรา ปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น ฯ ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปเตือนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลยอาวุโส พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนไว้อย่างนี้ ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้ แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฯ

[๑๕๖] สมัยนั้น มัลลปาโมกข์ ๔ องค์ สระสรงเกล้าแล้วทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ก็มิอาจให้ติดได้ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ข้าแต่ท่าน อนุรุทธะ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ที่ให้มัลลปาโมกข์ทั้ง ๔ องค์นี้ ผู้สระสรงเกล้าแล้ว ทรงนุ่งผ้าใหม่ ด้วยตั้งใจว่า เราจักยังไฟให้ติดจิตกาธาร ก็มิอาจให้ติดได้ ฯ

. ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกท่านอย่างหนึ่ง ของ พวกเทวดาอย่างหนึ่ง ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ความประสงค์ของพวกเทวดาเป็นอย่างไร ฯ ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลาย ความประสงค์ของพวกเทวดาว่า ท่านพระมหากัสสป นี้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่ เมืองกุสินารา จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคจักยังไม่ลุกโพลงขึ้น จนกว่าท่าน พระมหากัสสปจะถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยมือของตน ฯ   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้เป็นไปตามความประสงค์ของพวกเทวดาเถิด ฯ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ในเมืองกุสินารา และถึงจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วกระทำจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านั้น ก็กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า เมื่อท่านพระมหา กัสสปและภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมแล้ว จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคก็โพลงขึ้นเอง เมื่อพระสรีระของพระผู้มีพระภาคถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใดคือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้า เขม่า แห่งพระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียว เมื่อ เนยใสและน้ำมันถูกไฟไหม้อยู่ เถ้า เขม่า มิได้ปรากฏ ฉันใด เมื่อพระสรีระ ของพระผู้มีพระภาคถูกเพลิงไหม้อยู่ พระอวัยวะส่วนใด คือ พระฉวี พระจัมมะ พระมังสะ พระนหารู หรือพระลสิกา เถ้า เขม่าแห่งพระอวัยวะส่วนนั้น มิได้ ปรากฏเลย เหลืออยู่แต่พระสรีระอย่างเดียวฉันนั้นเหมือนกัน และบรรดาผ้า ๕๐๐ คู่ เหล่านั้น ไฟไหม้เพียง ๒ ผืนเท่านั้น คือ ผืนในที่สุด กับผืนนอก เมื่อพระสรีระ พระผู้มีพระภาคถูกไฟไหม้แล้ว ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศดับ  จิตกาธารของ พระผู้มีพระภาค น้ำพุ่งขึ้นแม้จากไม้สาละ ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาคด้วยน้ำหอมล้วนๆ ลำดับนั้น พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารากระทำสัตติบัญชรในสัณฐาคารแวดล้อมด้วย ธนูปราการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคตลอดเจ็ดวัน ด้วยการฟ้อนรำ ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วยพวงมาลัย ฯ

(มีต่ออีกบันทึกครับ)
ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 37838
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 7
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ

ความเห็น (7)

ข้อความมีประโยชน์มากค่ะ  ได้นำไปส่งครู ครูบอกว่าดีมากเลยค่ะ

ดีมากเลยครับขอบคุณมาก  เรารักอิงครับ

ขอบคุณครับ

แล้วที่ว่ามีต่ออีกบันทึกจะหาอ่านได้ที่ไหนครับ

พอดีกำลังศึกษาเรื่องนี้แล้วจะทำรายงานส่งครูอะครับ

กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการดับขันธ์ปรินิพพาน

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่พอดีค่ะ

แต่ที่สงสัย คือ ในขณะที่พระมหากัสสปะกราบพระบรมศพนั้น

ทราบว่าได้ทรงแสดงอิทธิปาฏิหารย์ โดย ให้เห็นพระบาท 2ข้างโผล่พ้น

จากด้านท้ายของหีบพระศพ

อยากรู้ว่าเพราะเหตุใด...

เพียงแค่สงสัย และรู้ว่าสงสัย

แค่ถ้าได้คำตอบก็ดีค่ะ

fgvbhnzcvbgukhfg

โคดเท่เลยวะ+55555555555555555555555555+

เข้าใจอย่ากมาก