ทำอย่างไรกับภรรยาทั้งสี่คน

... เป็นข้อคิดดี ๆ ที่นำมาฝากวันนี้ครับ อ่านแล้วก็คิดถึงความอนิจจังขอคนเราที่สุดท้ายหนีไม่พ้นความตาย ... และอะไรก็เอาติดตัวไปไม่ได้ นอกจากความดี หรือความชั่วที่คนกล่าวถึงเท่านั้น ...

            ในสมัยพุทธกาล พ่อค้ามหาเศรษฐีคนหนึ่งมีภรรยาสี่คน เขาหลงรักภรรยาคนที่สี่มากที่สุด จึงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามหรืออาหารโอชะ ขณะเดียวกัน                               

            เขาก็รักภรรยาคนที่สาม ภาคภูมิใจในตัวเธอมาก และมักจะนำเธอไปอวด แก่เพื่อนฝูงอยู่เนืองๆ    แต่พ่อค้าก็อดกลัวไม่ได้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าสาวเจ้าอาจจะหนีตามชายอื่นไป

            เขามีความรักให้ภรรยาคนที่สองด้วยเช่นกัน เธอผู้นี้เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีน้ำอดน้ำทนและเป็นภรรยาที่พ่อค้าสามารถไว้วางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค ปัญหาใดก็ตาม พ่อค้าก็จะหันหน้าไปปรึกษาภรรยาผู้นี้ ซึ่งเธอก็ช่วยเหลือเขา ด้วยดีมาโดยตลอด

             ฝ่ายภรรยาคนแรกนั้นเป็นคู่ชีวิตที่มั่นคงต่อสามี ทั้งยังได้อุทิศตัวสอดส่องดูแลธุรกิจตลอดจนเรื่องภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

             ..แต่อนิจจาพ่อค้ากลับไม่ได้รักตอบ..  รวมทั้งไม่ค่อยจะไยดีเธอสักเท่าไร วันหนึ่ง เมื่อพ่อค้าล้มป่วยลง รู้ว่าตนเองจะต้องจบชีวิต ลงในไม่ช้า เขาก็นึกถึง ชีวิตอันแสนสุขที่ได้ผ่านมาและอดรำพึงรำพันกับตัวเองไม่ได้ว่า
“เราเองมีภรรยาถึงสี่คนที่รักเรา และเราก็หลงใหลพวกหล่อนมาก แต่เมื่อถึงคราว ที่จะต้องตายลง เราก็ต้องโดดเดี่ยวเอกา...”  คิดได้ดังนั้น เขาจึงตามภรรยาคนที่สี่มา เพื่อสอบถามว่า
“ข้ารักเจ้ามากที่สุด และที่ผ่านมาข้าก็ได้มอบผ้าผ่อนแพรพรรณอันงดงามให้ แก่เจ้าดูแลเจ้าเป็นอย่างดี... แต่ตอนนี้ข้ากำลังจะตาย เจ้าคิดจะตายตามข้าหรือเปล่า” ? ....

ไม่มีทาง” … หล่อนตอบ แล้วก็จากไปโดยไม่กล่าวอะไรอีก
อนิจจา คำตอบนั้น ช่างเปรียบเหมือนคมมีดกรีดเฉือนหัวใจพ่อค้าเลยทีเดียว

… แล้วพ่อค้าเจ้าทุกข์ก็ถามคำเดียวกัน นี้กับภรรยาคนที่สาม คำตอบนี้คือ… “

ไม่!” ถึงตอนนี้พ่อค้ากลับรู้สึกเหน็บหนาวร้าวลึกในหัวอก
เขาพูดกับ ภรรยาคนที่สองว่า …
“ข้ามักจะหันหน้าไปหาเจ้าเสมอ เมื่อมีเรื่อง ทุกข์ร้อน และเจ้าก็สามารถช่วย  ข้าได้ทุกครา ถึงตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอีกครั้ง เมื่อข้าตาย  ลงเจ้าจะยอมตายตามข้าหรือไม่”
“ขอโทษที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจช่วยท่านได้ อย่างมากที่สุดข้าก็จะอยู่จัดการเรื่อง ฌาปนกิจให้ท่านเท่านั้น”
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดทำให้พ่อค้าถึงกับตะลึงงัน
“ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จะติดตามท่านไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด” นี่เป็นคำตอบของภรรยาคนที่หนึ่ง ผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา บัดนี้หล่อนดูซูบลงมากเนื่องมาจากไม่ค่อยได้รับอาหารที่มีคุณค่าพ่อค้าตอบไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ่งว่า … ข้าควรจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้...”

ฉะนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“ภรรยาคนที่สี่เปรียบเสมือนร่างกายของเราไม่ว่าเราจะพยายามดูแลให้ดีสักเท่าไรก็ตาม มันก็ไม่จีรัง   ขณะที่ภรรยาคนที่สามเปรียบได้ดั่งอาชีพการงาน สถานะทางสังคม และความร่ำรวย เมื่อเราตาย ทรัพย์สินก็ย่อมจะตกไปอยู่กับคนอื่น คิดหรือว่าคนอื่น ๆ

… เขาจะไม่มาเอาฐานะตำแหน่งของเราไป... "
“ภรรยาคนที่สองก็คือครอบครัวและเพื่อนๆของเรา แม้เราจะได้อยู่ด้วยกันยามมีชีวิต แต่ถึงที่สุดแล้วเขาจะอยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดก็ในงานฌาปนกิจศพ... "
“ส่วนภรรยาคนแรกนั้นก็คือจิตวิญญาณของเราที่มักจะถูกละเลยลืมเลือน เพราะเรามัวแต่ให้    ความสนใจกับวัตถุและความทุกข์ทางกามารมณ์ ขณะที่จิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามเรา ไปทุกที่" ...

(ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านมหา ดอทคอม  http://www.baanmaha.com/community/thread11668.html)