เรื่องของตาพรหม


ประสบการณ์ที่ได้ร่วมเรียนรู้ของทีมงานเยี่ยมบ้านของเราที่มีคุณค่ามากอีกเรื่องหนึ่งคือ การได้เข้าไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยคนหนึ่ง ชื่อตาพรหม อายุ 73 ปี ไม่มีภรรยาและลูก อาศัยอยู่กับหลานสาว ที่มีอาชีพเย็บผ้า ตาพรหมเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนานหลายปี รับการรักษาที่โรงพยาบาลมาตลอด ต่อมาได้รับการส่งต่อมารับการรักษาใกล้บ้านที่ศูนย์แพทย์ชุมชนสันทราย 
ซึ่งตาพรหมมีอาการขา และเท้าบวมทั้งสองข้าง โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงไปตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจ จึงให้ยารักษาโรคหัวใจมาหลายขนาน ในขณะที่อาการบวมดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกายมากนักนานๆ เข้าข้อเข่าก็ติดจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ 
ญาติของตาพรหมต้องไปรับยาแทนที่ศูนย์แพทย์ให้ทุกเดือน จนทางทีมงานเห็นว่าผู้ป่วยรายนี้ น่าจะต้องออกไปดูแลที่บ้าน เมื่อได้ออกติดตามเยี่ยมพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว อยู่ในท่านั่งตลอดเวลา ไม่สามารถล้มตัวลงนอนได้ ทางทีมงานได้ให้การดูแลผู้ป่วยอยู่ระยะหนึ่งจนผู้ป่วยสามารถล้มตัวลงนอนได้ แต่กลับไม่สามารถลุกนั่งได้อีก  
นอกจากนี้ตาพรหมยังเบื่ออาหารจนร่างกายซูบผอม ไม่อยากลุกออกจากที่นอนไปไหน วันๆ เอาแต่นอนอย่างเดียว จนในที่สุดไม่สามารถลุกจากที่นอนได้อีกเลย 
ขณะที่ทีมงานของเราเข้าไปเยี่ยมบ้าน ไม่ว่าจะให้ตาพรหมลุกจากที่นอนอย่างไรแกก็จะต้องร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไปเสียทุกครั้ง กำลังใจในการต่อสู้ของตาพรหมและญาติถดถอยน้อยลง หมดกำลังใจ ญาติพี่น้องไม่อยากให้ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน จึงได้จัดทำพิธีทางศาสนาเพื่อสร้างความสบายใจ ไม่คาดหวังให้ผู้ป่วยมีสภาพที่ดีขึ้นอีกแล้ว


แต่ทางทีมงานซึ่งประกอบไปด้วยแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ยังไม่หมดกำลังใจ คิดเสมอว่าอาการเหล่านี้มีทางบำบัดรักษาได้ จึงออกติดตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ตาพรหมเดินไม่ได้นั้น มันเริ่มมาจากอาการบวมที่ขา และเท้าทั้งสองข้าง 
ทีมงานจึงได้ประมวลสาเหตุต่างๆ โดยสาเหตุหนึ่งที่นึกถึงคือ เป็นไปได้ไหมที่เกิดผลข้างเคียงของยาลดความดันโลหิตสูงตัวหนึ่งที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อสืบค้นข้อมูลจึงพบว่าอาการบวมนี้เกิดขึ้นได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับยาชนิดนี้ และตาพรหมก็มีอาการหลังจากได้รับยาชนิดนี้ได้ไม่นาน เมื่อคุยกันในทีมงานแพทย์จึงเปลี่ยนชนิดยาลดความดันโลหิตสูงเป็นยากลุ่มอื่น ซึ่งไม่นานนักเราก็พบว่าข้อสันนิษฐานของเราเป็นจริง  
เมื่อขา และเท้าของตาพรหมหายบวมแล้ว ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย แต่ปรากฏว่าการที่ตาพรหมไม่ยอมเคลื่อนไหวเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ทำให้ข้อติด และเคลื่อนไหวไม่ได้ ทั้งยังมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เหนื่อย เราจึงหาสาเหตุต่อโดยคิดถึงเรื่องยาที่ตาพรหมใช้รักษาโรคหัวใจอยู่ ซึ่งอาจทำให้ตาพรหมมีอาการข้างเคียงดังกล่าวได้  
ทีมงานจึงปรับลดยาผู้ป่วยลง ในที่สุด ตาพรหมเป็นคนที่ขอหยุดกินยาโรคหัวใจทุกตัว โดยให้เหตุผลว่าเมื่อหยุดยาแล้ว “หายอิด(หายเหนื่อย) หายเพลีย กินข้าวได้ลำ(อร่อย) ค่อยมีแฮง(แรง)หน่อย กินยาหมอแล้วบ่อมีแฮง(แรง)เลย ใจก็บ่อดี”  
แพทย์และทีมงานจึงตกลงให้ตาพรหมหยุดยา โดยเหลือเพียงยาลดความดันโลหิตสูงตัวเดียว ตาพรหมดูมีความสุขมากขึ้น ประกอบกับอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ค่อยๆ หายไป ทำให้รับฟังคำแนะนำของทีมงานได้ดีขึ้น ไม่ดื้อเหมือนก่อน


ต่อมาทีมงานได้ประชุมปรึกษา เพื่อหาทางช่วยเหลือตาพรหมที่น่าจะมีโอกาสดีขึ้นไปกว่านี้อีก จึงได้ติดต่อรพ.สันทราย เพื่อขอสนับสนุนนักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด ในการช่วยเหลือตาพรหม ประกอบกับการได้รับการติดตามเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี และเห็นความตั้งใจไม่ย่อท้อของทีมงาน จึงทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้ 
ประกอบกับญาติซึ่งเป็นหลานเข้ามามีส่วนร่วมคอยให้การดูแล หลังติดตามเยี่ยมและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตาพรหมสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย และเคลื่อนย้ายตัวจากที่นอนไปยังระเบียงได้ และลุกนั่งโดยใช้ Walker ได้

จนทุกวันนี้ตาพรหมรอคอยทีมงานที่เปรียบเสมือนลูกหลานให้มาดูพัฒนาการของแกทุกสัปดาห์ ด้วยรอยยิ้มของความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในทุกๆสิ่งที่เป็นอยู่ และความหวังว่าสักวันจะสามารถเดินลงจากบ้านได้ด้วยตัวเอง


 จากกรณีของตาพรหม ทำให้ทีมงานเราได้หันมามองถึงความสำคัญของการใช้ยาและผลข้างเคียงของยามากขึ้น โดยเฉพาะยาลดความดันโลหิตสูงตัวปัญหาที่มีผู้ป่วยใช้อยู่จำนวนมาก เมื่อพบผู้ป่วยในกรณีที่คล้ายของตาพรหมอีกหลายคน ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นอีก เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมงานที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


 บางครั้ง แสงเล็กๆ อาจไม่มีคุณค่านักในสถานที่สว่าง แต่บางโอกาสอาจเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่งในสถานที่มืดมิด เหมือนทีมงานเล็กๆ ระดับปฐมภูมิในมุมที่นอนเล็กๆ กับคนแก่คนหนึ่งที่นอนรอความตายอยู่โดยไม่มีใครมีโอกาสเข้าไปเหลียวแล  
ความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้รับ เป็นมากกว่าความเหนื่อยยากในการดูแล การเรียนรู้จากคนคนหนึ่งสู่ ความรู้ ความเข้าใจกับอีกหลายคนนำไปสู่สังคมที่มีการดูแลกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่เปี่ยมด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย