การปฏิบัติงานในศูนย์แพทย์ชุมชนสันทราย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นคือ การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน หรือ “เยี่ยมบ้าน” (Home health care) ซึ่งเป็นงานเด่นของการบริการปฐมภูมินั่นเอง โดยทีมงานเยี่ยมบ้าน ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และขณะนี้มีนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ร่วมทีมด้วย ซึ่งการทำงานเป็นทีมแบบนี้ทำให้เรามีการเรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ ร่วมกัน ท่ามกลางการทำงานของหลายวิชาชีพ
กิจกรรม “เยี่ยมบ้าน” นับเป็นกิจกรรรมสำคัญอย่างหนึ่งที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติดีขึ้น ในการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิโดยนำการดูแลสุขภาพที่บ้านมาประยุกต์ใช้ เป็นทางเลือกหนึ่งในการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชน ก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้รับบริการ และสถานบริการ ควบคู่กันไป
โดยผู้รับบริการจะได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง มีความอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ลดภาระและความวิตกกังวลของครอบครัว สามารถดูแลตนเองได้ยามเจ็บป่วย
ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ทำให้ผู้รับบริการมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตดีขึ้น ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปรักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็น มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสถานพยาบาลกับ ผู้ป่วย และญาติ อีกทั้งยังช่วยให้ภาพลักษณ์ของสถานพยาบาลดีขึ้นในสายตาประชาชนอีกด้วย
ในส่วนของทีมงานเยี่ยมบ้านของเรานั้น พบว่าการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยทำให้เรามีจิตใจอ่อนโยนมากขึ้น มีความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของผู้ป่วยว่า ทำไมผู้ป่วยจึงไม่สามารถปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของเราไม่ได้ สิ่งที่เราได้พบเห็นสภาพชีวิตจริงนั้น ไม่ใช่ปัญหาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่นั่นคือชีวิตของคน
จากการหารือผู้ร่วมทีมงานเยี่ยมบ้าน ได้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมีการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งไม่ทราบว่าเป็นยาชนิดใด เนื่องจากผู้ป่วยไปรับยามาจากสถานพยาบาลอื่น (เนื่องจากอำเภอสันทรายเป็นอำเภอที่ไม่ไกลตัวเมืองนัก ทำให้มีโอกาสเข้าถึงสถานบริการสุขภาพที่หลากหลาย) ทีมงานจึงไม่มั่นใจในการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย และเห็นว่าหากมีเภสัชกรมาร่วมดูแลเรื่องการใช้ยาในการไปเยี่ยมบ้าน ก็จะทำให้การดูแลสุขภาพเป็นไปได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
การเยี่ยมบ้านในช่วงแรก ยังไม่มีรูปแบบใดๆ ที่ชัดเจน เป็นการติดตามทีมงาน (แพทย์ พยาบาล) ออกไปโดยยังไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น
แต่การเยี่ยมบ้าน ทำให้พบว่า ผู้ป่วย และครอบครัว มีการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในหลายกรณี เช่น มีทั้งการตระเวณ (ช็อปปิ้ง) รักษาอาการป่วยตามสถานที่ต่างๆ มีการใช้ยาที่ไม่ต่อเนื่อง มีการเก็บยาไว้ใช้ในบ้านมากเกินความจำเป็น ปัญหายาเสื่อมคุณภาพ ที่น่าเป็นห่วงคือมียาที่หมดอายุรวมอยู่ด้วย และอื่นๆ อีกมากมาย
การเยี่ยมบ้านเพียงไม่กี่ครอบครัว ทำให้เราพบว่ามีปัญหาการใช้ยามากมายจนน่าตกใจ โดยเฉพาะการมียาจำนวนมากในบ้าน ซึ่งสอบถามรายหนึ่งแล้วได้ความว่า ผู้ป่วยมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาได้ เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่งๆก็จะได้ยาเป็นจำนวนมากกลับมา บางครั้งยายังไม่ทันหมด (จากเหตุผลลืมกินยาบ้าง ไม่อยากกินบ้าง) แต่พอนัดไปอีกครั้งแพทย์ก็จะให้ยามาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นจำนวนมากมากอีกเช่นเคย เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง จนมียาเหลือใช้ตกค้างที่บ้านมากมาย (กรณีนี้คงเหมือนกับ สถานบริการอื่นอีกหลายแห่งเป็นแน่)
ทำให้เราสงสัยว่า แพทย์ได้ซักถามผู้ป่วยหรือไม่ว่า มียาเดิมเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน
และพบว่า บางครอบครัวนิยมไปรับการรักษาพยาบาล จากสถานบริการหลาย ๆ แห่ง ทำให้มียาจำนวนมาก แต่เป็นยาประเภทเดียวกัน ซึ่งหากรับประทานพร้อมกัน อาจส่งผลแทรกซ้อนต่อผู้ป่วยได้
ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยหลายรายนิยมซื้อยามากินเอง โดยเฉพาะยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อกระดูก ซึ่งพบว่ามียาชุดปะปนอยู่ สอบถามได้ความว่าเป็นยาชุดที่จัดให้เมื่อไปแสดงความต้องการซื้อ ซึ่งหาซื้อได้ในร้านขายยา(ที่ไม่ได้มาตรฐานทั่วไป) ราคาชุดละ 5 บาทเท่านั้น กินเพียง 4-5 ชุด ก็บรรเทาอาการปวดเมื่อย และสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ หากมีอาการอีก ก็จะซื้อเป็นครั้งเป็นคราวไป
เมื่อถามว่าทำไมไม่ไปใช้บริการที่สถานีอนามัย ส่วนใหญ่ตอบว่ายาชุดที่ซื้อ “แรงกว่า”ดีกว่า และเมื่อถามถึงพิษภัยของยาชุด พบว่าชาวบ้านมีความรู้ถึงพิษภัยพอสมควร แต่เห็นว่าการกินในระยะเวลาสั้นไม่น่าจะเป็นอะไร
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางคน ที่รับการรักษาในสถานบริการเพียงแห่งเดียว ก็ยังมีปัญหา ซึ่งปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ไม่ได้รับยาด้วยเหตุผลต่างๆ (Failure to receive prescription drug)
ซึ่งเกิดจากความไม่ร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย (nonadherance) เป็นหลัก มีสาเหตุจากผู้ป่วยไม่เห็นความสำคัญของการใช้ยา ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่รู้สึกถึงอาการป่วยจึงไม่กินยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยบางคนกลัวอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาจึงไม่กินยา
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางส่วนไม่ทราบขนาดยาที่ถูกต้อง ทำให้กินยาผิด รวมถึงผู้ป่วยที่สับสนจากการที่ได้รับยาหลายขนานอีกด้วย
ทั้งนี้พบว่ากลุ่มยาที่เกิดปัญหาการไม่ได้รับยาด้วยสาเหตุของความไม่ให้ความร่วมมือในการใช้ยานั้น เป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับยาต่อเนื่องยาวนาน และต้องใช้ยาร่วมกันหลายขนาน ขณะที่ผู้ป่วยมีอายุมาก หลงๆ ลืมๆ และขาดคนดูแล
พี่ ภานุโชติ ฝากถามต่อ ว่า
what 's next?