ปัญญาและกรุณา

 

วิถีแห่งพุทธทาสและโพธิสัตว์ 

(บันทึกนี้เขียนเมื่อ  14  มกราคม  2547)

 

วิถีแห่งพุทธทาส

                   พุทฺธสฺสาหสฺมิ  ทาโส ว          พุทฺโธ  เม  สามิกิสฺสโร

                      พุทฺธสฺสาหํ  นิยฺยาเทมิ             สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ ฯ

            ข้าพเจ้าปั่นจักรยานออกไปตามถนนเพื่อทบทวนความทรงจำ  เพราะเส้นทางนี้เคยปั่นจักรยานเล่นตอนเรียนอยู่ปีแรก  ซึ่งการปั่นจักรยานดูสภาพบ้านเรือนครั้งนี้จะเห็นในมุมมองที่แตกต่างออกไป  ครั้งแรกดูผ่าน ๆ  จึงเห็นแค่ผิวเผิน  แต่ครั้งนี้เราดูด้วยความตั้งใจสนใจจึงเห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนอินเดียจริง ๆ  ซึ่งจุดหมายของการปั่นจักรยานดูสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านครั้งนี้  เพื่อต้องการปรับสภาพจิตใจของเราให้ชินกับที่นี้ให้มากขึ้น  ให้มีความรู้สึกว่าที่นี้เป็นเหมือนเมืองไทย  ไม่มีอะไรที่น่าวิตกหวาดกลัว  คนที่นี้ก็เหมือนคนไทยซึ่งเราจะต้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ปกติ  ไม่รู้สึกกลัวหรือเกลียด  ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เราในระยะยาวสำหรับการอยู่ที่นี้เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก  ซึ่งช่วงนี้สิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องรีบทำให้ได้ คือ  การปรับสภาพอารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อมัทราสและชาวมัทราสใหม่  ให้เป็นท่าทีที่ดีที่เอื้อต่อการศึกษา และต่อการอยู่ในระยะยาว  นั่นคือการปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมากที่สุด  เพื่อจุดหมายสูงสุดของเรา  คือ  การศึกษาในระดับปริญญาเอกตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

        หลังจากนั้นได้ไปสนทนากับอาจารย์เอกชัยเรื่องถ้ำอชันตา  ท่านพูดตอนหนึ่งว่า  สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเกิดจากการสร้างของคนสองกลุ่ม  คือ

      ๑.    คนที่มีศรัทธามาก  เช่น ศาสนสถานอย่างถ้ำอชันตา  พระพุทธรูปที่หิมายัน

      ๒.   พวกทาสที่ถูกเกณฑ์แรงงาน  เช่น  ปีรามิดที่อียิปต์  ทัชมาฮาลที่อัคราห์

      เราจึงวิเคราะห์ว่าที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์เพราะผู้ก่อสร้างทำด้วยจิตใจที่ทุ่มเท  กรณีของศาสนิก  พวกเขาจะทำด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา  ไม่คิดท้อถอยหรือล้มเลิกแม้งานนั้นจะยากลำบากหรือละเอียดอ่อนปานใดก็ตาม  งานที่ทำจึงปรากฏออกมาอย่างน่ามหัศจรรย์  ส่วนในกรณีของทาส   พวกเขาตั้งใจทำเพราะความกลัวและไม่มีทางเลือกอื่นใดในชีวิต  จิตของเขาจึงไม่มีอะไรอื่นนอกจากทำงานตามคำสั่งเท่านั้น     

     จากกรณีดังกล่าวเราควรนำมาใช้เป็นหลักการทำงานที่ว่า ทำงานหนักเยี่ยงทาส  ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา  งานของเราคือการศึกษาค้นคว้าภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนา เราจึงเป็นทาสของพระพุทธเจ้า  ดังนั้นเราจึงได้ชื่อว่า “พุทธทาส”

 

วิถีแห่งโพธิสัตว์ 

            จากนั้นข้าพเจ้าปั่นจักรยานออกไปอีกตามถนนเพื่อลบภาพความทรงจำในปีที่แล้ว  ที่เคยปั่นจักรยานไปไกลมาก  แล้วตั้งใจว่าจะกลับมาที่คอลเลจให้ทันเวลา  ปรากฏว่าปั่นมาชนชาวบ้านที่กำลังจูงจักรยานข้ามถนน  เราตกใจมากทำอะไรไม่ถูก  ทั้งกลัวทั้งสงสารผู้ที่ถูกเราชน  เลยตัดสินใจไม่ถูกว่าจะช่วยเขาหรือชดใช้เขาอย่างไร  ในตอนนั้นคิดในใจว่าถ้าปั่นจักรยานไปประสบอุบัติเหตุ นั่นหมายความว่าการศึกษาของเราจะมีปัญหา  พอเจอเหตุการณ์นี้ก็เลยตกใจมาก 

            จากนั้นก็เลี้ยวรถกลับที่สี่แยกโดยตั้งใจว่าหากปั่นจักรยานถึงคอลเลจก่อน ๑๙.๐๐ น. โดยไม่ประสบอุบัติเหตุ  สิ่งที่เราตั้งใจไว้ก็จะประสบความสำเร็จ  ด้วยความรีบเร่งจึงปั่นอย่างรวดเร็ว  พอมาถึงที่เดิมที่เคยประสบอุบัติเหตุปรากฏว่ายางรถระเบิด  เราจึงต้องจูงรถมาเรื่อย ๆ และคิดในใจว่าคงจะไปไม่ถึงคอลเลจก่อน ๑๙.๐๐ น. อย่างแน่นอน  นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราตั้งใจไว้ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ  แต่เหมือนมีบุญมาช่วย ปรากฏว่ามีชาวบ้านขับรถสามล้อบรรทุกของจะผ่านหน้าคอลเลจ  และรู้ว่าเราเป็นนักศึกษา  จึงยินดีช่วยมาส่งที่คอลเลจ เราจึงจับมือขอบคุณเขา และปรากฏว่าเรามาถึงหอพัก เวลา ๑๘.๔๕ น. จึงก้มลงกราบพระพุทธรูปในห้อง ขอพรพระพุทธองค์ให้ปณิธานของเราเป็นจริง

            จากเหตุการณ์นี้เราได้บทสรุปว่า  ความตั้งใจของเราที่คิดเอาไว้อย่างเลิศหรูจะไม่มีทางเป็นไปได้  ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นหรือจากสังคม  เราคิดว่าจะมุ่งมั่นทำด้วยกำลังสติปัญญาของตัวเองและเพื่อตัวเอง  โดยแสวงหาด้วยตัวเองนั้นไม่มีทางที่จะสำเร็จได้  เราต้องปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  นั่นคือต้องสร้างจิตสำนึกทางสังคม  เริ่มจากยอมรับการช่วยเหลือจากสังคม  ต้องมีปณิธานในการเรียนและการทำงานเพื่อสังคม  พูดในเชิงความคิดทางพระพุทธศาสนาก็คือการบำเพ็ญบารมีตามวิถีแห่งพระโพธิสัตว์  โดยมีหลักการว่า พระโพธิสัตว์จะไม่ยอมเข้านิพพานจนกว่าจะสามารถขนสรรพสัตว์ข้ามพ้นวัฏฏสงสารก่อน  พูดในแง่ของเรา จุดมุ่งหมายของการเรียนและการทำงานคือ “เพื่อแสวงหาโอกาส  แล้วนำโอกาสนั้นไปมอบให้(ช่วยเหลือ)แก่คนส่วนใหญ่ผู้ด้อยโอกาส”

            พระมหาโพธิสัตว์คงต้องการสอนและเตือนสติเราว่า  เราจะต้องตั้งจุดหมายใหม่ ตั้งความคิดใหม่  วางแนวทางในการเรียนและการทำงานใหม่  เรื่องที่เราคิดแค่ว่าเรียนและทำงานเพื่อตัวเองและครอบครัวนั้น  เป็นความคิดที่ผิดและไม่มีทางที่จะสำเร็จได้  เราต้องคิดใหม่ว่า  จุดหมายของการเรียนและการทำงานคือการแสวงหาโอกาส  เพื่อนำโอกาสนั้นไปมอบให้แก่ผู้ด้อยโอกาส  หรือพูดในเชิงบริบทของพุทธศาสนาคือ แสวงหาความหลุดพ้น (นิพพาน)  เพื่อนำความหลุดพ้นนั้นไปมอบให้หรือแสดงแก่เพื่อนมนุษย์ผู้เวียนว่ายในสังสารวัฏ  ปณิธานของเราจึงจะชอบธรรมดีงาม  ซึ่งจะทำให้พระมหาโพธิสัตว์มองเห็นและยื่นพระหัตถ์เข้ามาช่วยเหลือให้ความตั้งใจประสบผลสำเร็จ

 

พุทธทาสกับโพธิสัตว์ 

            จากแนวคิดที่ปรากฏในถ้ำอชันตานั้นแสดงว่า  แนวความคิด “พุทธทาส” ไม่เพียงพอ  จะต้องเพิ่มแนวความคิด “โพธิสัตว์” เข้าไปอีก  หากพูดในเชิงพุทธธรรม “พุทธทาส”  เป็น concept ของปัญญา (intellect) หรือ พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ที่ปรากฏในถ้ำอชันตา  ส่วน “โพธิสัตว์” เป็น concept ของกรุณา (emotion) หรือ พระปัทมปาณีโพธิสัตว์  นั่นหมายความว่าในการดำเนินชีวิตเราต้องใช้หลักการทั้งสองอย่าง  คือ

            ๑.    หลักพุทธทาส  ได้แก่ปัญญา  แทงทะลุปัญหา เอาชนะปัญหา  และเพื่อรับใช้พระพุทธเจ้า

            ๒.   หลักโพธิสัตว์  ได้แก่ กรุณา  นำปัญญานั้นมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือรับใช้สรรพสัตว์

           โดยสรุปคือ ในฐานะพุทธทาส เราต้องรับใช้พระพุทธเจ้าในด้านการศึกษาด้วยปัญญา  ในฐานะโพธิสัตว์ เราต้องรับใช้เพื่อนมนุษย์เพื่อให้เขาพ้นทุกข์ด้วยกรุณา  ดุจดังคติของพระวัชรปาณีโพธิสัตว์และพระปัทมปาณีโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายานที่เราเห็นในถ้ำอชันตา  ปณิธานอันสูงส่งในการเรียนและการทำงานของเราจึงจะสำเร็จ