เมื่อวันที่ ๗ ก.ค. ๕๓ ระหว่างนั่งฟังในงานมหกรรมคุณภาพที่ศิริราช   มีการพูดถึง Deep Listening และ Generative Listening ทำให้ผมกลับมาทบทวนพฤติกรรมตนเองที่ผมสงสัยว่า   การฟังอย่างลึกของผมนำไปสู่การปิ๊งแว้บอยู่เสมอ   และผมคิดว่าสภาพอย่างนั้น น่าจะเรียกว่า Generative Listening

          แต่เมื่อค้นด้วย Google พบที่เว็บไซต์นี้ ให้นิยามของ Generative Listening ไว้ดังนี้

“GENERATIVE LISTENING
To listen fully means to pay close attention to what is being said beneath the words. You listen not only to the "music," but to the very essence of the person speaking. You listen not only for what someone knows, but for who he or she is. Ears operate at the speed of sound, which is far slower than the speed of the light the eyes take in. Generative listening is the art of developing deeper silences in yourself, so you can slow your mind's hearing to your ears' natural speed, and hear beneath the words to their meaning.

          ผมมองว่านิยามข้างบนเป็น “generative” ในด้านความเข้าใจผู้พูด   ที่ฟังแล้วรู้จักเขาอย่างลึก

          แต่ในกรณีของผม ฟังแล้วนำไปสู่การปิ๊งแว้บเรื่องที่เกี่ยวข้อง   เป็น “generative” อีกแบบหนึ่ง 

          ผมน่าจะค่อยๆ เกิดนิสัยจดเรื่องต่างๆ ๒ เรื่องในเวลาเดียวกัน เมื่อราวๆ ๒๐ ปีมาแล้ว    คือใช้ปากกาจดสาระของการบรรยายหรือการประชุม   ใช้ดินสอจดความคิดของตัวเองที่เกิดขึ้นในเวลานั้น   เป็นความคิดสำหรับเอาไปทำหรือดำเนินการ    คล้ายๆ สาระของการบรรยายหรือการประชุมมันเข้าไปกระตุ้นสมองผม ว่าเรื่องที่ผมครุ่นคิดมานานแต่ยังคิดไม่ออกนั้น น่าจะดำเนินการอย่างไร   ความคิดจะแวบเข้ามา และถ้าไม่จดไว้ ก็อาจลืม 

          ผมค่อยๆ ปลูกนิสัยจด สาระ กับความคิด ไว้ด้วยกัน   จนต่อมาจดด้วยปากกาทั้งหมด   แต่ส่วนที่เป็นความคิดจะเริ่มด้วยดอกจันทน์ ๒ ดอก   ดังนี้ **กกกกกกกกกก    ก็จะรู้ว่าส่วนนั้นคือความคิดที่แวบเข้ามา    อาจเป็นความคิดเชิงหลักการ  หรือความคิดเชิงวิธีดำเนินการก็ได้   สำหรับตัวเองเอาไปใช้


          ตอนนี้ผมใช้ iPhone จด   ก็ใช้ ** บอกส่วนที่เป็นความคิด เช่นเดียวกัน   ทำให้แต่ละวันผมได้แนวคิดเอาไปดำเนินการต่อมากมาย


          ผมรู้สึกว่า นี่คือการเกิดทักษะ Generative Listening   คือให้การฟังมันกระตุ้นความสร้างสรรค์   ให้การฟังมันกระตุ้นการคิดแบบไม่คิด   และเป็นทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต และการทำงานของผมมาก 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ค. ๕๓