“ผมอยากเป็นตำรวจครับ” “หนูvยากเป็นพยาบาลค่ะ” “ผมอยากเป็นหมอครับ” “หนูอยากเป็นคุณครูค่ะ” คำตอบที่ตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันมาจากคำถามคำถามเดียวที่เราเริ่มต้นสนทนาระหว่างอาจารย์เตือนกับหนูน้อย ๆ ที่ดวงตาฉายแววสดใสอันเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน กว่า 50 ชีวิต ส่วนใหญ่เด็กน้อยเหล่านี้อายุยังไม่ถึง 15 ปี แต่จากการคะเนด้วยสาตาแล้วพวกเขาแลดูตัวเล็กเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน หรือพวกเขาเหล่านี้จะขาดแคลนอาหาร หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่และขาดสุขอนามัยที่ดี และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้มันก็คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
วันนี้อาจารย์เตือน (บงกช นภาอัมพร) ซึ่งเป็นคณะทำงานโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษาด้านสถานะบุคคล และสิทธิ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเชิญให้มาเป็นวิทยากรสำหรับให้ความรู้กฎหมายเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ในโครงการอบรม “กฎหมายเพื่อคนไร้รัฐ” จัดโดยเครือข่ายเยาวชนสานพลังสู่สังคมร่วมกับโรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก
ความรู้สึกงุนงงสงสัยเกิดขึ้นในจิตใจของผมยิ่งนัก เนื่องจากว่าเรื่องการจัดอบรมเยาวชนในโรงเรียนแบบนี้แทบจะไม่เคยปรากฏขึ้นในช่วงชีวิตกับทำงานของผม ตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานในโครงการบางกอกคลินิก ฯ เพราะส่วนใหญ่การสร้างห้องเรียนเพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติจะเป็นพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผู้ที่ประสบปัญหาด้านสิทธิในสถานะบุคคลอยู่เป็นตำนวนมาก ... แล้วเหตุใดจึงได้มีคิดที่จะมีการเรียนรู้เรื่องแบบนี้ในโรงเรียนในเขตปริมณฑล เช่นที่ โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ???
นายยอด ปอง ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนของโรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก และเป็นรองประธานเครือข่ายเยาวชนสานพลังสู่สังคมนั่นเอง ที่เป็นผู้ริเริ่มและประสานงานกับเพื่อน ๆ อาจารย์และวิทยากรเรื่องการจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 นายยอด ปองได้ขอความช่วยเหลือด้านสถานะบุคคลมาที่รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นายยอด ปองปรากฏตัวในวงวิชาการของพวกเรา นายยอด ปองเป็นคนไร้สัญชาติ ชาติพันธุ์ปะหล่อง เกิดที่ประเทศพม่า ซึ่งครอบครัวของเขาได้รับความเดือดร้อนมาจากการอยู่อาศัยในประเทศพม่า ทำให้ครอบครัวของเขาทั้งหมดอพยพเข้ามาที่ประเทศไทย และด้วยที่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ 7 ขวบ อีกทั้งมีความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้นมาก จึ้งต้องช่วยมารดาทำมาหากินเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยความลำบากตั้งแต่ยังเล็ก ต่อมาได้ย้ายเข้ามาอยู่จังหวักสมุทรสาครนายจ้างก็ได้ให้เข้าโรงเรียน ซึ่งสำหรับเด็กนักเรียนในรุ่นเดียวกันนั้น ยอดดูเหมือนว่าจะอายุมากกว่าเพื่อน ๆ และตัวโตกว่า แต่ว่าก็ไม่มีใครที่จะแก่เกินเรียน อีกทั้งทางคุณครูโรงเรียนประถมก็มีความเข้าใจในสภาพการณ์ของพื้นที่นี้ดี มีจิตใจที่เอื้ออารีย์ต่อเพื่อนมนุษย์ และต้องการพัฒนาคนในชาติ จึงให้ยอดเข้าเรียนหนังสือ แม้ว่ายอดจะเป็นเด็กไร้สัญชาติ และยากจนซึ่งแลดูว่าน่าจะไม่มีพัฒนาการและโอกาสในการเรียนรู้มากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยอดเป็นเด็กที่มีความฉลาดเฉลียวมาก และสอบได้ที่ 1 ของห้อง อีกทั้งทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนด้วย
ต่อมาเมื่อจบชั้นประถมศึกษาก็ได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก เนื่องจากว่าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด เรียนเก่ง จึงมีเกรดเฉลี่ยที่ดีมาโดยตลอด อีกทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนเช่นเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับศิลปะ เช่น วาดภาพ อ่านทำนองเสนาะ ขับเสภา ร้องเพลงและได้จัดทำโครงการหลายโครงการ ยิ่งไปกว่านั้นยอดยังได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนโดยการเข้ารวมกิจกรรมเกี่ยวกับเยาวชนที่หน่วยงานภายนอกจัด และชนะการแข่งขันในหลายกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียนและระดับจังหวัด เขาได้รับรางวัลหลายรางวัลในทุกปีการศึกษา ยอดจึงเป็นที่รักของทุก ๆ คน และทุกคนก็ยอมรับในความสามารถของยอดมาก ทุกคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน รุ่นน้อง ครูบาอาจารย์ รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนต่างก็เรียกยอดว่า “พี่ยอด”
แต่วันนี้นัยตาของพี่ยอดฉายแววแห่งความครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเอง ตั้งแต่การเตรียมการที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรตามที่เขาหวังไว้ สิ่งหนึ่งที่สร้างความหนักใจให้กับยอดก็คือ การที่ตนตกเป็นคนไร้สัญชาติ แต่เรื่องนี้ก็มิได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาตนเองของยอดเท่าใดนัก มิหนำซ้ำยังกลับเป็นพลังให้เขาจะต้องฟันฝ่า และเพียรพยายาม อดทนที่จะต่อสู้เพื่อที่จะผ่านขวากหนามเหล่านี้ เนื่องจากประสบการณ์ชีวิตได้สอนให้ต้องเป็นคนที่แกร่ง และต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา และการที่ต้องตกเป็นคนไร้สัญชาตินี้ก็มิอาจที่จะบดบังความอัจริยภาพในตัวเขา เขาก็มิได้ย่อท้อ กลับพยายามที่จะขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยตนเอง โดยยอดพยายามที่จะเรียนรู้การแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติด้วยตัวเอง การติดต่อติดตามความคืบหน้า รวมถึงการช่วยเหลือแม่ และทุกคนในครอบครัว รวมถึงเพื่อน ๆ พี่น้องร่วมโลกที่ตกอยู่ในสถานะเช่นเขา และนี่เองก็คือที่มาของการจัดห้องเรียนในวันนี้
อาจารย์เตือนได้เริ่มกิจกรรมต่อไปก็คือ การพยายามที่จะแยกเด็กในห้องเรียนไร้รัฐนี้ออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งจำแนกตามความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อ.แหววและบรรดาลูกศิษย์ที่ทำงานด้านสถานะบุคคลได้ร่วมแรงร่วมใจกันคิดค้นทฤษฎีขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการกับปัญหาของผู้ที่ประสบปัญหาด้านสถานะบุคคลนั่นก็คือ ทฤษฎี 5 คูณ 6 โดยการตั้งคำถามถึงจุดเกาะเกี่ยวที่เด็ก ๆ มีต่อประเทศไทย เช่น สถานที่เกิด วัน เดือน ปีที่เกิด และข้อมูลของพ่อแม่ และได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรประเภทใดหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นเราสามารถที่จะอนุมานจากข้อมูลที่เด็ก ๆ ให้มา เราจึงได้พบว่า เด็กส่วนใหญ่เกินครึ่งห้องนั้น เป็นเด็กที่เกิดในไทย หลังวันที 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ซึ่งพ่อและแม่เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือมีสิทธิอาศัยชั่วคราว หรือได้รับผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ตามมาตรา 7 ทวิ ซึ่งเขาก็คือ “คนกลุ่ม 3 คนต่างด้าวที่เกิดในไทย” หรือเรียกภาษากฎหมายได้ว่า “คนไร้สัญชาติที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยในสถานะคนต่างด้าวแต่มีข้อเท็จจริงว่าเกิดในประเทศไทย” จากนั้นอาจารย์เตือนและนักเรียนต่างก็ผลัดเปลี่ยนกันอ่านกรณีศึกษาของคนทั้ง 5 กลุ่ม และอธิบายข้อกฎหมายแบบง่าย ๆ จากนั้นก็พูดถึงสิทธิต่าง ๆ ที่คนไร้รัฐไร้สัญชาติจะพึงมีพึงได้ แน่นอนว่าเด็ก ๆ หลายคนเริ่มมีใบหน้าที่สงบนิ่ง และแววตาแห่งความเศร้าฉายแววปรากฏออกมา เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนเองวาดฝันเอาไว้มันอาจจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว และความรู้สึกเศร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าในหลาย ๆ ครั้งที่ตนมีสิทธิ แต่กลับถูกละเมิดจากเจ้าหน้ที่รัฐอย่างน่าเจ็บปวด ประหนึ่งว่า มีกำแพงมากั้นฝันอันสวยงามของหนูเสียแล้ว ... แล้วหนูผิดอะไร ???
จวนใกล้จะหมดเวลาของช่วงสุดท้าย อาจารย์เตือนได้ให้เด็ก ๆ ทำกิจกรรมสุดท้ายที่อาจารย์ได้คิดไว้ก็คือ การบอกเล่าเรื่องราวออกมาเป็นตัวอักษรถึงความฝัน ความทุกข์ยาก และสิ่งที่อยากจะให้ผู้ใหญ่ใจดีในสังคมไทยรับรู้และช่วยบรรเทาความทุกข์ยากแก่ตน ซึ่งจดหมายเหล่านี้นั้นจะไม่ไร้ค่า จะถึงมือของคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และถ้าเขาไม่ไร้ใจ และไม่ดูถูกคุณค่าของความเป็นคน การมีตัวตนอย่จริงในสังคมไทยของเด็กเหล่านี้แล้ว ผู้ใหญ่ใจดีจะต้องไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ร้อนอนาทรใจของเยาวชนของชาติรุ่นใหม่เหล่านี้แน่นอน
เด็กหลายต่อหลายคนได้พยายามที่จะเขียนเรื่องราวชีวิตอันแสนรันทดของตนเอง ด้วยความพยายามที่จะกลั่นความรู้สึกที่มีอยู่ในหัวใจออกมาเรียงร้อยถ้อยคำเป็นตัวอักษร น้ำตาคลอในดวงตาอันแดงกล่ำ ถ้าเปรียบความรู้สึกตอนนี้ได้ หนูเหมือนยืนอยู่ในกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งไม่รู้อนาคตข้างหน้าว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งนี้ได้หรือไม่ ถ้าวินาทีนี้มีหยดน้ำหยาดลงมาสู่ผืนทะเลทรายแห่งนี้ สรรพชีวิตน้อย ๆ เช่นเราก็จะชุ่มชื่นและฟื้นจากความแห้งแลงที่แผดเผาอยู่ในทรวงได้ ผมสังเกตเด็กหลายคนเริ่มเขียนมากขึ้น ๆ จากหนึ่งตัวอักษรเป็นหนึ่งคำ จากหนึ่งคำเป็นหนึ่งประโยค จากหนึ่งประโยคเป็นหนึ่งย่อหน้า จากหนึ่งย่อหน้าเป็นหนึ่งเรื่องราวของชีวิตชีวิตหนึ่ง จดหมายฉบับนี้มีคุณค่าทางจิตใจ เพราะมันถูกเขียนขึ้นด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความศรัทธา ระคนกับความเศร้า และน้อยใจต่อชะตาชีวิต
เด็กหลาย ๆ คนเขียนถึงอนาคตของตนเอง อุปสรรคการดำเนินชีวิต ความข้นแค้น การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม การทำตนเป็นคนดี และมีจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังความปลื้มปีติมาสู่จิตใจของผม ความซาบซึ้งและความประหลาดใจเกิดขึ้น ซึ่งเด็กหญิงผู้นี้ได้เขียนถึงพระเจ้าอยู่หัว มีเนื้อความดังนี้
“ดิฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร หรือเป็นคนไร้สัญชาติ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือไม่ใช่คนไทยล้วนแต่มีความฝันเป็นของตัวเอง และก็อยากจะทำความฝันนั้นให้เป็นจริงให้ได้ ดิฉันเองก็มีความฝัน ความฝันของฉันคือการได้รับใช้ใต้พระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เป็นกำลังใจหนึ่งที่ทำให้หนูอยากจะดำเนินชีวิตต่อไปและเชื่อว่าพระองค์ก็เป็นกำลังใจที่สำคัญของใครหลาย ๆ คนเหมือนกัน เพราะพระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นประโยชน์แต่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีโครงการหนึ่งที่ทำให้พวกหนูได้พัฒนาตนเองและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือ โครงการหลวง เป็นโครงการที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าพระราชทานให้มีการพัฒนาชาวเขาโดยพระองค์จะพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินการ ความฝันอีกอย่างหนึ่งก็คืออยากจะเป็นครูแต่ความฝันนั้นก็คงจะเป็นจริงไม่ได้ เพราะหนูเป็นคนไร้สัญชาติ ไม่สามารถที่จะรับราชการได้ หนูจึงเปลี่ยนความฝันจากการเป็นครู ก็คือ อยากจะเป็คนไทย อยากมีสัญชาติไทย นี่คือความฝันอันสูงสุดในชีวิต และสักวันจะเป็นจริง”
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแผ่ซ่านในจิตใจผม ความปลาบปลื้มใจพาให้น้ำตาเริ่มคลอ ผมได้แต่นึกในใจว่า เด็กคนนี้คิดได้อย่างไรกัน ภาพในวันเก่า ๆ ที่พ่อ แม่ รวมถึงครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์แหวว ที่พร่ำสอนให้รักในหลวงนั่นผลุดขึ้นมาทันใด หวลให้ระลึกถึงว่า พระราชกรณียกิจของพระองค์นั้น ทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคนในชาติโดยมิได้เลือกประติบัตต่อพสกนิกรของพระองค์ว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ดังเช่น โครงการในพระราชดำริ แล้วเราซึ่งเป็นไทย มีสัญชาติไทยไม่เคยได้คิดถึงเรื่องแบบนี้เลย รู้แต่ว่ารักในหลวง เพราะพระองค์ท่านได้ทำเพื่อพวกเรามาตลอด เวลาที่พระองค์ท่านทรงงานก็มิได้รู้จักเหน็ดเหนื่อยใด ๆ เท่านั้นเอง แต่เด็กคนนี้กลับคิดได้
และแล้วกาลเวลาแห่งการจากลาก็มาถึงผมยังจดจำภาพแห่งความประทับใจที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนแห่งนี้ได้ไม่มีวันเลือนลางไปจากใจ แววตาอันสดใสระคนเศร้าของเด็ก ๆ ไร้รัฐไร้สัญชาติทุกคู่ที่ผมได้เห็นนับว่าสร้างพลังใจให้ผมมาก การลงพื้นที่จริงแบบนี้ทำให้ผมเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และเข้าใจปัญหามากขึ้น
การมาของอาจารย์เตือนครั้งนี้เสมือนมาชุบชีวิต และต่อเติมความฝัน ความหวัง ให้เปลี่ยนมาเป็นพลัง ใจให้สู้ต่อ แต่วัตถุประสงค์ของหญิงสาวรูปร่างปราดเปรียว และเปี่ยมไปด้วยความเป็นครูคนนี้มิได้มาเพื่อช่วยเหลือในขั้นตอนของการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในสถานะบุคคลของเด็ก เธอผู้ประดุจนางฟ้าของเด็กนักเรียนห้องเรียนนี้มาเพื่อให้ความรู้อธิบายข้อกฎหมาย วิธีการแก้ไข และสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาจะพึงมีพึงได้ นอกจากนั้นยังเป็นกำลังใจให้เด็ก ๆ พยายามที่จะยอมรับตัวเอง และพยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การรวมกลุ่มของเจ้าของปัญหาเพื่อช่วยเหลือตนเองและเพื่อนมนุษย์ผู้ตกอยู่ในความทุกข์ยากเช่นเดียวกับพวกเขา
ณ วันนี้ เด็ก ๆ ในห้องเรียนนี้จะเป็น SS Success Story ของพวกเรา และสิ่งที่อาจารย์เตือนสร้างสรรค์นั้นมิใช่เป็นประโยชน์แค่เด็กน้อยวัยใสเหล่านี้เท่านั้น แต่อาจารย์ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมที่จะทำงานช่วยเหลือประชานด้านกฎหมายสถานะบุคคลและสิทธิต่อไป วันนี้ผมก็เป็น SS
ขอขอบคุณ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร
ดร.นิพนธ์ เสือก้อน ผู้อำนวยการโรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก
พี่เตือน (บงกช นภาอัมพร)
พี่ยอด (นายยอด ปอง)
********************************************************
โครงการอบรม “กฎหมายเพื่อคนไร้รัฐ”
ขอบใจโอ๊ตค่ะ ที่บันทึกเรื่องนี้ค่ะ
พวกเขาก็เป็นคนตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒
และโรงเรียนเคลื่อนที่ที่เตือนและโอ๊ตทำครั้งนี้ ก็เป็น "แนวทางการแก้ไขอย่างยั่งยืน" กล่าวคือ ให้เจ้าของปัญหาเรียนรู้การแก้ไขปัญหาของตนเอง
ดีแล้วค่ะ
อ.แหววว่าชื่อบันทึกไม่สื่อเรื่องที่เขียนนะคะ มันเกี่ยวกับโรงเรียนเคลื่อนที่ที่กำลังเกิดขึ้นนะ ว่าไหม
แก้ไขแล้วครับ
อ่านแล้วซึ้งอ่ะโอ๊ต เขียนให้บ่อย ๆ นะจะได้นำไปใช้ในทีสิทได้ไม่มากก็นอ้ยจ้า
แต่ที่โอ๊ตเขียนว่า ทฤษฎีที่นักวิจัยของกองทุนศาสตราจารย์คนึง ฤๅไชยได้คิดค้นขึ้นมาใหม่ก็คือ ทฤษฎี 5 คูณ 6 เปลี่ยนเป็นอ.แหววและบรรดาลูกศิษย์ที่ทำงานด้านสถานะบุคคลดีกว่านะ เพราะวันที่เกิดองค์ความรู้ตัวนี้ช่วยกันคิดหลายคนมากกกกกกกกกก
แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ
เข้ามาแจมหน่อย เดี๋ยว อ.แหวว จะหาว่าผมไม่สนใจเรื่องสถานะบุคคลเพียงพอ ฝากความระลึกถึง
เตือนด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ครูหยุยมาเยี่ยมเลยนะโอ๊ต น่าจะเป็นกำลังใจให้ผลิตงานต่อไป ตอนนี้ คิดและเขียนอะไร อาทิตย์หน้าคงได้มีเวลาคุยกันลึกลงเรื่องของโอ๊ต
ในวันจันทร์บ่าย อย่าลืมจัดการห้องคุยกับคุณพิษณุและครอบครัว และด้วยเคสนี้ ก็คงได้คุยกันเรื่องมาตรา ๑๗ หรือคนภายใต้มาตรา ๑๗ หรือสิทธิภายใต้มาตรา ๑๗ หรือแค่การเข้าเมืองภายใต้มาตรา ๑๗ เอาคำถามนี้ไปทบทวนแล้วยัง จะได้ตัดสินใจเสียทีนะคะ