พระพุทธศาสนาชอบมองโลกในแง่ร้าย...

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อเกี่ยวกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาท  ในมุมมองสัจธรรมนั้นท้าทายต่อการให้ตรวจสอบเสมอเพราะเป็นธรรมชาติที่แท้จริง  ( เอหิปสฺสิโก ) พร้อมให้พิสูจน์...แต่สิ่งใดเป็นอสัจธรรม  นั้นกลัวเกรงต่อการตรวจสอบเป็นอย่างยิ่งเหมือนวัวสันหลังหวะ  กินปูนร้อนท้อง...ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด...

        การที่ผู้ใดสนใจใฝ่รู้สู่สิ่งยากด้วยความมีขยันอดทนมีความพากเพียรพยายามอย่างยอดยิ่งจนกลายเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตก็มากมีนั้น  หากมองในมุมของวิถีพุทธแล้วถือว่าปราชญ์ผู้เป็นสัตบุรุษนั้น  เขาย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยวิชชาและจรณะ ( วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ) นั้นแล

        ในสังคมคนเรามีการแบ่งโลกทางศาสนาออกเป็น 2 สายใหญ่ ๆ คือ

1 . เทวนิยม  เป็นศาสนาที่ถือว่ามีผู้สร้างจักรวาล  อย่าง ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  ศาสนาสิข  ฯลฯ

2 . อเทวนิยม  เป็นศาสนาที่ถือว่าจักรวาลนี้ไร้ใครสร้าง  อย่างศาสนาเชน  ศาสนาพุทธ  ฯลฯ

แต่ถ้าแบ่งสำนักคิดทางปรัชญาแล้วก็จะแบ่งโลก 2 สายใหญ่ ๆ  คือ

1 . โลกทางจิตนิยม  เป็นโลกแห่งแบบ  อย่างคนเรานี้มีแม่พิมพ์อยู่หนึ่งเดียว  ตัวเรานี้ไม่ใช่สิ่งจริงแท้  เพราะสิ่งจริงแท้ล้วนอยู่ในโลกแห่งแบบโน้น.

2 . โลกทางวัตถุนิยม  เป็นโลกแห่งการสัมผัสทางประสาททั้งห้าของคนเราพอตายแล้วก็ดับสูญ

ได้ฟังมาว่า...แม้ศาสนาพุทธก็เป็นเทวนิยมเพราะมีอวิชชานั้นไงละเป็นต้นเค้าของสรรพสิ่งหรือ The  First Cause  นั้นยังไงละ...จริงรึไม่..?

        แม้แต่เรื่องความทุกข์ในคำสอนทางพระพุทธศาสนาเถรวาทเอง  ถ้าไม่มองรอบทิศก็จะเป็นดุจดังนักปราชญ์ทางตะวันตกบางคนที่มีความสนใจศึกษาหลักพุทธธรรมแล้วไม่เข้าใจว่าทุกข์ในฐานะเป็นปรากฏการณ์ 

 ทุกข์ในฐานะเป็นโลกียะ หรือ สังขตธรรม ฯลฯ เพียงแต่ไปเข้าใจในทุกข์ทางกายและจิตใจอย่างเดียวเลยสะท้อนออกมาว่า...พระพุทธศาสนาชอบมองโลกในแง่ร้าย...เป็นทุกข์นิยม ( pessimism ) ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐินั้นแล.