ในสัปดาห์สุดท้ายของทุกภาคเรียนในทุกๆ ระดับชั้นของโรงเรียนเพลินพัฒนาจะมีการประมวลสรุปความรู้ที่ได้เรียนรู้กันตลอดภาคเรียนนั้นๆ  เมื่อใกล้ถึงสัปดาห์สุดท้าย  คุณครูหนึ่ง -  ศรัณธร หัวหน้าวิชาการช่วงชั้นได้ชวนคุณครูที่สอนในระดับชั้น ๓ ประชุมเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเผยตนของเด็ก ๆ  ในวงประชุมคุณครูหนึ่งได้เชื้อเชิญให้คุณครูทุกคนได้เผยตนก่อนว่าในภาคเรียนที่ผ่านมาตัวเองได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง คุณครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์ ได้เขียนถึงตัวเองในขณะที่กิจกรรมว่า...

 

ด้วยภาวะที่ไม่ค่อยปกติของตัวเองในเวลานั้น  ทำให้ไม่สามารถนึกอะไรได้ออกเลยว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไร  ภาวะภายในคล้ายใส่แว่นดำอยู่  ทำให้มองอะไรไม่สดใส  ไม่ชัดเจน  นี่คือสิ่งที่ได้บันทึกไว้ในวันนั้น  เมื่อยังคิดอะไรไม่ออก

 

“ตอนนี้รู้สึกอึดอัด เป็นกังวล ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องอะไรบ้างที่ทำให้ภาพในหัวไม่ชัดเจนเท่าไรนัก เมื่อพยายามนึกย้อนไปหาสิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้น จิตก็ยังวนเวียนที่จะแกะเอาปัจจัยของความล้มเหลวของการเรียนการสอนในวันนี้ออกมาว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่"

 

อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่ ๓ ฉันสังเกตเห็นเห็นเด็ก ๆ มีความกระหายใคร่รู้ (นอกเวลาเรียนขึ้นมาหลายคน)  จึงเกิดอาการใจร้อน  และมีความคาดหวัง อยากให้เด็กเกิดอาการกระหายใคร่รู้เช่นนี้ในคาบของฉันบ้าง แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็คือ  ฉันพลาดพลั้งไป ”ปิด” ประตูการเรียนรู้ของเด็กบางคนเข้าให้แล้ว...

 

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสไปร่วมทำ Work shop (การพัฒนาสมรรถนะการอ่านให้ครูช่วงชั้นที่ ๒ ที่เข้าร่วมโครงการ LLEN) ที่ลำปางกับครูใหม่

http://gotoknow.org/blog/krumaimai/374319  http://gotoknow.org/blog/krumaimai/374338

ฉันมองเห็นตัวเองชัดเจนมากขึ้นเมื่อครูใหม่ให้นำกลุ่มทำกิจกรรมบางกิจกรรม และเมื่อจบกิจกรรมแล้วครูใหม่ก็ช่วยแนะนำว่าจุดที่ควรปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตรงไหน คล้ายการนิเทศงานครูไปในตัว และ WS นี้ ยังทำให้ฉันได้ “เห็น”ภาพห้องเรียนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นด้วยว่าครูต้องทำอย่างไร ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการจัดกระบวนการเรียนรู้

 

ในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ครูใหม่ได้ให้เคล็ดวิชาที่เป็น tacit knowledge ที่ได้จากการปฏิบัติมาหลายอย่าง  แต่ที่สำคัญมาก ๆ และตอบโจทย์กับปัญหาที่วนเวียนอยู่ในใจฉันในครั้งนี้ ก็คือ วิธีการสื่อสาร  ซึ่งถ้าตามหลักในการสื่อสารทั่วๆ องค์ประกอบที่สำคัญก็น่าจะมี ๒ อย่าง คือ ๑. เรื่องที่จะสื่อสารชัดเจน  ๒. น้ำเสียงที่ชัดเจน  นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว  แต่สำหรับคนเป็นครูแค่นั้นไม่พอ   เพราะยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ สารนั้นจะต้องมาจากใจผู้สื่อด้วย ครูต้องมีวิธีการสื่อสารจากใจถึงใจ เพื่อเปิดใจเด็กออกมา  ครูใหม่เน้นย้ำ 

 

เมื่อฉันกลับมาพร้อมกับเคล็ดวิชา  ก็พยายามที่จะฝึกฝนทำให้ตัวเองกับเรื่องที่จะพูด จะสอน จะสื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้   แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

 

เมื่อวานด้วยความวุ่นวายภายในห้องเรียนการงาน  ที่เด็กเอาเข็มเย็บผ้ามาเล่นแผลงๆ ทำให้ฉันดุเด็กๆ ออกไป  แม้ว่าจะไม่ได้ใช้คำพูดที่รุนแรงแต่ก็ทำให้เด็กคนหนึ่งบ่นกับตัวเองว่า “นึกว่าวิชาการงานจะสนุก” แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ในชั้นเรียนจะเข้าใจเจตนาและความเป็นห่วงของครู แต่คำพูดของเด็กคนนั้นก็ทำให้ฉันรู้ว่า “ประตูปิด” แล้ว สำหรับเด็กคนนี้  คงอีกนานกว่าที่เขาจะรู้สึกดีกับวิชาการงานที่ฉันสอน เพราะการดุครั้งนี้เป็นการสื่อสารโดยใช้อำนาจบังคับ แต่ยังขาดการทำให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ

 

และเหมือนฟ้าผ่าเลย  เมื่อเช้านี้ตอนพบกันครูใหม่ถามขึ้นว่าว่า...  “เอาเคล็ดวิชาของพี่ไปใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”  “เอาไปลองทำดูแล้ว และก็ได้ผลด้วย  แต่ว่าได้ผลประปรายค่ะ”  ฉันบอกเจ้าของเคล็ดวิชาไปแบบนั้น

 

แต่นึกอยู่ในใจว่า ตาย!!!! ...การทำไม่สำเร็จ  ไม่ใช่เรื่องใหญ่  ค่อย ๆ ทดลองทำไปทีละน้อยก็ได้  แต่ที่ไปปิดประตูเด็กนี่สิ  ไม่ไหวเลย...

 

ครูมือใหม่เผลอไปทำเรื่องร้ายแรงเข้าให้แล้ว  คือเผลอไปปิดประตูการเรียนรู้ของเด็ก  แล้วจะทำอย่างไรดี???...

 

ฉันจะลองเอาเคล็ดวิชานี้กลับไปใช้ใหม่.... เพื่อเปิดประตูใจ  และประตูการเรียนรู้ของเด็กขึ้นมาอีกครั้ง