บทความนี้มี 3 ตอน ตอนนี้เป็นตอนที่ 3 ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ ขอแนะนำให้อ่านบทความในตอนที่ 1 ต่อด้วย ตอนที่ 2 มาตามลำดับก่อนครับ เพราะจะทำให้รู้ที่มาที่ไปว่าเป็นมาอย่างไร  ที่ต้องแยกบทความเป็นตอนๆ เพราะมีปัญหาเรื่องการ Upload ข้อมูล  เข้าใจว่าไฟล์คงจะโตเกินไป

         ตอนที่ 1 เป็นเรื่องของ ต้นทุนที่เกิดจากราคารถ ดอกเบี้ย เบี้ยประกัน และค่าเสื่อมราคา

        ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เพราะเดิมรถใช้นำ้ำมันเบนซิน ต่อมาเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิง LPG แบบหม้อต้ม ทำให้ทราบต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งสอง

ต้นทุนค่าบำรุงรักษารถ

       ตั้งแต่ซื้อมาเมื่อ 2544 (ป้ายแดง) ได้เก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ โดยเก็บค่าใช้จ่ายทุกประเภท เช่น

  • ค่ายางซึ่งเปลี่ยนทุกระยะประมาณ 60,000 ก.ม. หรือเปลี่ยนเมื่อยางชำรุด
  • ค่าตรวจสภาพตามระยะ ทุกๆ ประมาณ 10,000 ก.ม. รวมทั้งค่าอะไหล่ ค่าบริการ
  • ค่าตรวจสภาพตามโอกาส เช่น การตรวจเช็คก่อนเดินทางไกล
  • ค่าซ่อมแซมเมื่อรถมีปัญหาต้องซ่อม รวมค่าอะไหล่และบริการ(ซึ่งไม่รวมค่าซ่อมในกรณีที่ใช้บริการประกันภัย)
  • เบี้ยประกันภัยรายปีซึ่งจ่ายเฉพาะ 3 ปีแรก   ค่าจดทะเบียนรถ ค่าภาษีรถประจำปี ค่าประกันภัย พรบ.

      

     จากข้อมูลค่าบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน รวมเป็นเงิน 153,511 บาท  โดยใช้รถไป 237,149 ก.ม. ทำให้ทราบว่าค่าเฉลี่ยความสิ้นเปลืองในการบำรุงรักษารถ  เฉลี่ย ก.ม. ละ 0.65 บาท

 

บทสรุปต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้รถยนต์

    เมื่อทราบต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงสามารถนำมาเฉลี่ยหาค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรดังนี้

      ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ก.ม. ละ 6.25 บาท เมื่อใช้น้ำมันแก้สโซฮอล์ 95

      ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ก.ม. ละ 5.61 บาท เมื่อใช้เชื้อเพลิงแก้ส LPG

      เมื่อทราบเช่นนี้  การขับรถยนต์ออกไปแม้เพียงระยะทางใกล้ๆ ก็ตาม ความสิ้นเปลืองที่เกิดขึ้น ตามข้อมูลข้างต้นไงครับ ซึ่งโดยสรุปค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ที่ค่ารถและค่าเสื่อมราคา