ซื่อนั่นแหล่ะดี
"ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" คำคมนี้ไม่รู้ว่าใครกันช่างคิดช่างเขียนมาเตือนใจ เพราะยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าใครๆ หรือที่ใด ก็ต้องการคนซื่อมือสะอาดกันทั้งนั้น เพราะคนซื่อถือเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีทางที่จะมากินบนโต๊ะใต้โต๊ะจนพุงกาง ผิดคือผิด ถูกคือถูก แต่มีซื่ออีกประเภทหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่ต้องการเหมือนประเภทแรกหรือเปล่านั่นก็คือ ซื่อมากเกินไป จะล้ำจะเกินนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ในการประชุมที่ทำงานแห่งหนึ่งซึ่งท่านประธานแจ้งข้อตกลงแก่สมาชิกในที่ประชุมว่า ถ้าใครจะพูดต้องยกมือขออนุญาตก่อนพูด พอตกลงเสร็จเท่านั้น เมื่อประธานจะพูดต่อ สมาชิกก็ทักท้วงทันทีว่าประธานไม่ทำตามข้อตกลงต้องยกมือก่อนพูด สรุปแล้วในการประชุมนั้นพอประธานจะพูดจะชี้แจงหรือสมาชิกคนใดจะพูดก็ต้องยกมือก่อนพูดทั้งประธานและสมาชิกจนจบการประชุมเพราะตั้งข้อตกลงมาอย่างนั้นแล้ว ดูแล้วก็เป็นการประชุมที่มีสีสันไปอีกแบบ จัดว่าเป็นการประชุมเชิงบริหารร่างกายอะไรทำนองนี้ แต่ซื่อประเภทนี้ก็ยังพอทำเนา มีอีกประเภทหนึ่งคือซื่อมาก ๆ ถึงมากที่สุด เรียกว่าซื่อใสบริสุทธิ์ หรือ ซื่ออินโนเซ้นท์ ทำนองนี้ครับ ส่วนจะแปลว่าซื่อขนาดไหน ก็ไม่ต้องไปเปิดในพจนานุกรมนะครับเพราะคงยังไม่มีคำแปลคำนี้ และเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าข่ายซื่อประเภทที่สามหรือเปล่า เรื่องมีอยู่ว่า
ณ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง คุณครูวิชาภาษาไทย ที่สอนชั้นป. 2 ให้การบ้านนักเรียนไปหาความหมายของคำต่าง ๆ และให้นำมาบอกในคาบเรียนวันถัดไป หนึ่งในนั้นคือเด็กชายตั๊บแก้ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปหาความหมายของคำว่า บิดา และมารดา ดังนั้นตอนเย็นขณะที่พ่อกำลังยุ่งกับการถักดาง(ที่ดักปลา)อยู่ เด็กชายตั๊บแก้ ก็เข้าไปถามด้วยเสียงในฟิล์มว่า “อีผ่อ ๆ อั่น บิดา กับมารดาแปลว่าอิหยัง คุณครูเพิ่นให่มาถาม” ด้วยความหงุดหงิดจากการถักดางและลูกดันมาถามในช่วงที่กำลังยุ่ง พ่อจึงตอบไปว่า “บิดากะคือกู” พร้อมกับเอานิ้วโป้งชี้ไปบนหน้าอกตัวเอง “ส่วนมารดากะคือแม่มึง” แล้วพ่อก็ยุ่งกับการถักดางต่อไป ส่วนตั๊บแก้รูปหล่อเมื่อได้คำตอบเป็นที่พอใจแล้วก็ออกไปวิ่งเล่นต่อ พอวันต่อมาในคาบวิชาภาษาไทย คุณครูก็ให้นักเรียนยืนขึ้นตอบการบ้านคือให้บอกความหมายของคำที่ไปหามาทีละคน จนมาถึงเด็กชายตั๊บแก้ ครูก็พูดว่า “ตั๊บแก้ ไหนเธอบอกมาซิ บิดากับมารดาหมายถึงอะไร” เด็กชายตั๊บแก้ก็ลุกขึ้นยืนตอบครูด้วยเสียงอันดังอย่างมั่นใจว่า “บิดากะคือ กู”(เน้นเสียงหนัก) พร้อมกับเอานิ้วโป้งชี้ไปบนหน้าอกตัวเอง “ส่วนมารดากะคือแม่มึง” พอดีเพื่อนที่เล่าให้ผมฟังเล่าให้แค่นี้ครับ ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป แบบคนซื่อนะครับเล่ามาอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น ท่านผู้อ่านที่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป กรุณาช่วยตอบทีเถิดครับ

เข้ามาขำครับ
เด็กๆใสซื่อดีเหมือนกันครับ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
สวัสดีค่ะ...
อ่านแล้วอดยิ่มไม่ได้.... เป็นเรื่องเล่าที่ดูซื่อใส... กรณีแรก กะเอาฮา รึเปล่านะ....
“บิดากะคือกู” “ส่วนมารดากะคือแม่มึง” อันนี้ไม่อยากเดา... อยู่ที่ว่าตอนนี้ครูท่านนี้อยู่ในอารมณ์ไหน?....
สุขกายสบายใจนะคะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณชำนาญ
ได้อมยิ้ม กับความใสซื่อของเด็กๆ แค่ได้เห็นหน้าตาเด็กๆ แต่ละคน ก็ยิ้มได้แล้วนะคะ ;)
เรื่องเล่านี้ฮาดี แหมอยากรู้ว่าคุณครูจะว่าไง
แต่เจ้าของบันทึกก็ทิ้งท้ายซะแบบ ๕ ๕ ได้อมยิ้มหลาว ;) ศุกร์สุขสันต์ ขอบคุณค่ะ
น้องชำนาญ......
คนอะหยัง...จื้อ..ตั๊บแก้ อิ อิ
อ่านแล้วก่มีความสุขเจ๊านี้
ยิ๊นดีเจ้า...
เด็กๆกับความใสซื่อ น่ารัก
มีเรื่องให้หัวเราะ ยิ้มได้ทุกวันค่ะ
วันหลังพี่จะเก็บมาฝาก จากห้องเรียนพี่เอง
มาเยี่ยมค่ะขอบคุณที่ร่วมระลึกถึงท่านที่ล่วงลับไปพร้อมกับความเหนื่อยกายที่ต่อสู้จนหยาดเหงื่อสุดท้ายค่ะ...ความซื่อของเด็ก..ครูต้องเข้าใจ..จะถามว่าใครบอกค่ะ..หรือไปเอาไหนมาตอบคะ..ตายแล้วลูกว่าไงนะ....แม่มึงคือแม่ครูนะรู้ไหม..ตั๊บแก้..มาใกล้ๆครูจะให้รางวัล...หุหุ
สวัสดีค่ะน้องชำนาญ
เด็กชายตั๊บแก้น่ารักดีนะค่ะ ซื่อจริงๆ นั่นนะสิแล้วคุณครูจะให้รางวัลอะไร
อ่านแล้วหายเป็นหวัดเลย
ซื่อใสบริสุทธิ์ หรือ ซื่ออินโนเซ้นท์
ทำให้มีชีวิตชีวาค่ะ
สวัสดียามเช้าค่ะน้องชำนาญ
แวะมาอ่านเรื่องซื่อๆขำๆอีกรอบค่ะ
สบายดีนะค่ะ