เธอสามารถแยกแยะ “ชั่วดี” ออกจากกันอย่างชัดเจน การแก้แค้นเป็นความชั่วร้าย แต่การทำความจริงให้ปรากฏกลับเป็นความยุติธรรม การช่วยเหลือผู้มีพระคุณให้พ้นมลทินเป็นความกตัญญู

หลักธรรมคำคมข้อคิดชีวิตรักจากแดจังกึม 22

โสภณ เปียสนิท

........................................

             “พุนอีเองดูมิได้เร่งร้อนใจใด ๆ ความจริงการฝึกอบรมแพทย์หญิงนั้นกระทำพอเป็นพิธี ส่วนตัวแพทย์หญิงก็มิได้มีปณิธานที่มุ่งมั่น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า50)

 

                ความอ่อนด้อยของแพทย์หญิงในยุคนั้น มาจากการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนเพราะความเชื่อที่ผิดจากความเป็นจริง จึงทำให้ไร้การฝึกอบรมและเอาใจใส่จากผู้ดูแล ทั้งคนสอนและคนเรียนจึงเฉยชา ทำให้ศักยภาพของคน และหน่วยงานด้อยลงไปอย่างมาก เกิดประโยชน์แก่สังคมได้น้อย ถือว่าน่าเสียดาย

“ที่ตนต้องทำมิใช่เพื่อแก้แค้น แต่เป็นเพราะต้องการให้ความจริงปรากฏ อย่างน้อยต้องมีผู้ยอมรับผิด ซังกุงฮันจึงสามารถพ้นจากมลทินได้” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า56)

 

                จังกึมสร้างสมความดีไว้ในใจด้วยการฝึกตนเองให้รู้จักคิด หาเหตุหาผล ไม่ทำความเสียหายให้เกิดแก่ตนเองและสังคมด้วยอารมณ์ เธอสามารถแยกแยะ “ชั่วดี” ออกจากกันอย่างชัดเจน การแก้แค้นเป็นความชั่วร้าย แต่การทำความจริงให้ปรากฏกลับเป็นความยุติธรรม การช่วยเหลือผู้มีพระคุณให้พ้นมลทินเป็นความกตัญญู คือความดี แม้ต้องมีผู้รับผลกรรมอันเลวร้าย ก็ไม่ถือว่าเป็นบาปกรรมอันใด

“ต่อให้ผู้คนทั้งโลกว่ากล่าวเช่นไรมีหลายผู้คนที่มิเคยเลิกล้มเจตนารมณ์ของตน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า59)

 

                หลักยึดของคนเป็นสิ่งสำคัญ การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างสูงสุดตามหน้าที่ทำให้จังกึมมีหลักการอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว คำว่ากล่าวติติงของคนอื่น เป็นเพียงลมผ่านโสตประสาท ไม่อาจทำให้เราดีขึ้นหรือเลวลงได้ แต่ผู้คนอ่อนแอจำนวนมากอาจยอมแพ้เลิกล้มความคิดเดิมได้

“ถึงยากลำบาก แต่ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไป หากมีเรื่องใดเราสามารถช่วยเหลือ ขอให้เอ่ยปาก ครั้งนี้ เราจึงได้ร้องขอย้ายเข้าเป็นยูอึยประจำหอเนอึยวอนแห่งนี้” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า59)

 

                คำกล่าวจากปากของจองโฮเป็นกำลังใจอย่างดียิ่ง เพราะจังกึมรู้ถึงความรักและความปรารถนาอย่างจริงใจของเขา รักแท้ที่จองโฮมีให้แก่จังกึมน่าสรรเสริญและถือเป็นแบบอย่างให้แก่หนุ่มสาวยุคไร้พรมแดนได้ เมื่อจังกึมถูกเนรเทศไปอยู่เกาะเชจูโด จองโฮย้ายตัวเองไปเป็นผู้นำหน่วยลาดตระเวนดูแลเกาะ เมื่อจังกึมกลับเข้าวังในฐานะแพทย์หญิงต้องการศึกษาตำรา จองโฮขอย้ายเป็นผู้ดูแลหอสมุด

“ความฝันคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงกันได้ เมื่อสิ่งสำคัญในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ความฝันเปลี่ยนตามไปเช่นกัน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า60)

 

                จองโฮเห็นว่าจังกึมเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เมื่อจังกึมเปลี่ยนฐานะและหน้าที่เป็นแพทย์หญิงต้องการศึกษาในหอสมุด (เนอึยวอน) จองโฮจึงขอย้ายเป็นผู้ควบคุมดูแลหอสมุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่จังกึม

               “เกิดเป็นชายชาตรี การปกป้องแผ่นดินนับเป็นเรื่องสำคัญ แต่เชื่อว่า การรักษาสตรีที่รักไว้ก็มิได้ด้อยกว่าเช่นกัน” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า60)

 

                มีผู้กล่าวว่า “หน้าที่” คือสิ่งสำคัญที่สุดในโลก นับว่าน่าคิด หากดวงอาทิตย์ไม่ทำหน้าทีส่องแสง หากโลกไม่ทำหน้าที่หมุน หากตาไม่ทำหน้าที่ดู หากหูไม่ทำหน้าที่ฟัง หากหัวใจไม่ทำหน้าที่เต้น อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง พอมองเห็นตามแนวคิดนี้ได้ จองโฮปรับหน้าที่รับใช้ชาติ ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของหัวใจในฐานะคนรักได้อย่างสมดุลจนประสบความสำเร็จทั้งสองบทบาทหน้าที่

“หากแม้นต้องปล่อยให้จากไปแต่ผู้เดียว มิสู้เป็นเช่นนั้นจะประเสริฐเสียกว่า ท่านมิทราบหรือว่าการเหลือรอดเพียงคนเดียวต้องเจ็บปวดเพียงใด?” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า61)

 

                ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุดของทุกคน การยอดตายเพื่อคนที่ตนรักเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ยากเกินกว่าผู้ที่มีความรักแท้ให้แก่กัน เช่น จองโฮและจังกึม การอยู่บนโลกนี้เพียงลำพังกลับน่ากลัวกว่า

“หลังแยกจากจองโฮ ขณะมุ่งหน้าไปยังสำนักซานชิลซองช่างน่าประหลาดใจ ทุกสรรพสิ่งที่ผ่านเข้าสายตากลับดูสดใส ต่างจากเมื่อครั้งเดินเข้ามา” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า61)

 

                ในห้วงแห่งความรัก โลกเหมือนสีชมพู จังกึมเห็นเช่นนี้เหมือนกับคนทั้งโลก บ่งชี้ว่า ใจมีความสำคัญต่อสิ่งรอบตัว สมตามคำเก่าที่กล่าวไว้ว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” เมื่อใจมีสุขจากการได้พบสนทนากับจองโฮ ภาพรอบตัวที่ดูเหมือนจะหม่นหมองกลับสดใส

“ซังกุงรับใช้ตัวสั่นริกริกไปมา มิได้ขัดขวางอย่างใดอีก ไม่ว่าทางปากหรือในใจ มิต้องเอ่ยถึงการนับ ตลอดร่างนางดูแข็งทื่อเป็นซากศพไปแล้ว” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า64)

 

                คำคมมีอยู่ว่า “สถานการณ์สร้างวีระบุรุษ” ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของบุคคลสำคัญ จังกึมตัดสินใจด้วยความเฉียบขาดมั่นคง สติจึงเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งที่จังกึมมีอยู่ หลายครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้บีบบังคับแต่จังกึมแก้ไขจนผ่านพ้นไปได้ ผลลัพธ์คือจังกึมก้าวหน้าสู่ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“เพียงอยู่เฉยๆ ปล่อยให้แทพย์หลวงนายเวรรับผิดชอบไปก็สิ้นเรื่อง ไยต้องทำเยี่ยงนี้กันด้วย?” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า66)

 

                ข้อความนี้บ่งบอกลักษณะเด่นของจังกึมอีกครั้ง ว่าเป็นคนที่กล้าตัดสินใจแม้อาจทำให้เสียชีวิต การปล่อยให้คนไข้เจ็บป่วยจนถึงตายไปเป็นเรื่องที่จังกึมละเว้นไม่ได้ การช่วยชีวิตผู้อื่นเป็นความถูกต้อง เป็นเรื่องหลัก เรื่องหลังจากนั้นอาจต้องถูกทำโทษเป็นเรื่องรอง

“ทราบจากซังกุงรับใช้ว่า แพทย์หลวงมาช้า จนจังกึมได้ฝังเข็มให้แทน เช่นนั้นจึงเป็นการควรที่จะลงโทษแพทย์หลวงและให้รางวัลตอบแทนจังกึม แต่ที่ใจตนเกลียดนั้นเป็นจังกึม จึงมิได้ใส่ใจต่อแพทย์หลวงที่บกพร่องต่อหน้าที่แต่อย่างใด” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า69)

 

                ความดีงามงอกเงยได้ยากจากใจของคนธรรมดาทั่วไป แม้ว่าคึมยองจะรู้ว่าเป็นความดีความชอบของจังกึม ก็ได้แต่เฉยไว้ ถือว่าลำเอียงเพราะความเกลียดชัง ชนะความรู้สึกชนิดนี้ได้จึงเรียกว่าเป็นผู้มีคุณธรรม

                 “3 ปีก่อน เพื่อต้องการปกปิดการวินิจฉัยผิดพลาดของแพทย์หลวง จึงได้ใส่ความซังกุงฮัน ถึงเวลานี้ยังจดจำได้ดี แต่วันนี้กลับต้องใส่ความผู้อื่นอีก ทั้งยังมิใช่ใครอื่น แต่เป็นจังกึมผู้นี้”  (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า74)

 

                การกระทำใดๆ ที่ทำแล้วทำให้เกิดความเคยชิน ทำดีก็ชินกับการทำดี ทำไม่ดีก็ชินกับการทำไม่ดี คึมยองเคยใส่ร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ดังนั้นการใส่ร้ายจังกึมเพื่อให้ตายไปอีกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

               “แต่ในสำนักเฮมินซอแห่งนี้กลับขาดระบบการบริหารงาน ทั้งยังมีเรื่องเล่ห์สนกลในจำนวนมาก ยารักษาโรคที่ประทานมาเพื่อแจกจ่ายราษฏร มิทราบหายไปที่ใด” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า81)

 

                การฉ้อราษฏรบังหลวงเกิดขึ้นเสมอ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีพอ ข้อนี้เป็นความจริงเสมอไป ตราบเท่าที่คนเรายังมีความโลภ

“บรรดาแพทย์หลวงประจำสำนักเฮมินซอมิได้ใส่ใจการรักษาราษฏร ทุกคนทำงานรายวัน เพื่อรอคอยใบอนุญาตรับรองสิทธิเปิดหยักจงซัง (ร้านค้าโอสถ) เท่านั้น” (แดจังกึม/เล่ม4/หน้า81)

 

                “เช้าชามเย็นชาม” เป็นคำเก่าที่ใช้เรียกการทำงานแบบไม่ตั้งใจของข้าราชการ ทำงานแบบให้ผ่านไปวัน ๆ เหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกันทั้งไทยและเกาหลี การปลูกฝังคุณธรรม เป็นการสวนกระแสของสังคม ทำได้ยาก แต่สังคมใดผ่านการอบรม