ศึกษาหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาท
ในช่วงวันเวลาที่ว่างเว้นจากการงานเช่นนี้เลยหันมาเล่าเรื่องชวนสงสัยใคร่จะแสวงหาคำตอบโดยเฉพาะบางแง่มุมที่ยังมีความสุขขุมลุ่มลึก...สิ่งที่จะนำแสดงต่อไปนี้อาจจะผิดก็ได้หนาว่า...คราวเมื่อนักบวชสิทธัตถะค้นหาสัจธรรมก่อนที่จะตรัสรู้ธรรมนั้นได้พิจารณาหลักแห่งสิ่งทั้งหลายต่างก็อิงอาศัยซึ่งกันและกันที่เรียกว่า...ปฏิจฺจสมุปบาท...
ในคราวแรก ( อนุโลม ) ก็ได้แสดงให้เห็นชัดว่า...ธรรมที่มีเหตุมีปัจจัย...( สเหตุธมฺมํ ) อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 38
...แต่ในคราวที่สองนี้ ( ปฏิโลม ) ได้ชี้แจงถึงเรื่องความสูญสลายไปของเหตุปัจจัย...( ขยํ ปจฺจยานํ ) อยู่ในพระไตรปิฏกเล่ม 25 ข้อ 39
...แล้วต่อด้วยคราวที่สาม ( อนุโลมและปฏิโลม ) เกี่ยวกับเรื่องการได้รับชัยชนะต่อพญามารและพลพรรคแห่งมารเปรียบปานประหนึ่งแสงแห่งดวงอาทิตย์สาดส่องขับไล่ความมืดให้จางหายไปอย่างนั้น...
แง่คิดที่นำมาพิจารณาก็คือว่า...กระบวนการปฏิจฺจสมุปบาททั้งอนุโลม , ปฏิโลม , อนุโลมและปฏิโลม แล้วนับเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เพราะการอิงอาศัยตามเหตุตามปัจจัย
อย่างสายฝนที่โปรยปรายลงมายังผืนดินจนน้ำเจิ่งนองทั่วไปนั้นคือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่ดำรงอยู่ไม่นานแล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้
นั้นคือความจริงที่ขึ้นตรงต่อกฎไตรลักษณ์ ยังอยู่ในอำนาจการควบคุมของกาละเทศะ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งไม่เที่ยง ( อนิจจัง ) จึงก่อให้เกิดความทุกข์ ( ทุกขัง ) และไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนที่จะเข้าไปพึ่งพาอาศัยได้ (อนัตตา )
เพราะสายฝนเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในฤดูฝน ฝนก็ตกบ่อย ๆ แล้วก็จางหายไป
หลักพุทธธรรมจึงจัดหลักปฏิจฺจสมุปบาท...คือสิ่งที่มีปรากฏการณ์อย่างนี้...ไว้ในฝ่ายโลกียะหรือฝ่ายสังขตธรรม...ก็ผู้ใดได้มีการเห็นหลักพุทธธรรมอย่างนี้แลเรียกว่า...เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ...นั้นแล.
สวัสดีครับ คุณตาumi
พาหลานมากราบขอบพระคุณที่ระลึกถึง ให้ความเมตตาหลานม่อนและผม ที่สำคัญได้ความรู้ที่มีคุณค่าทุกคราที่ได้เข้ามาเยี่ยมเยี่ยน
สวัสดีครับ นายประจักษ์ ปานอินทร์
วาว ๆ หลานม่อนหมั่นฝึกฝนอบรมตนเดี๋ยวก็เก่ง ๆ นะครับผม...อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ