อยากทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า หนังสือที่ผมเขียนเล่มนี้ประกอบด้วยบทความที่ผมเขียนใน Blog และมีการรวบรวมเพื่อประโยชน์ในการคิดต่อเนื่อง หมายถึงเติมเต็มประสบการณ์ของผมจากประสบการณ์ที่ทุกท่านมีอยู่ บางครั้งการเรียงเนื้อหาอาจจะไม่ต่อเนื่อง แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้อ่านที่ทำงานในพื้นที่ หรือทำงานที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถคิดในภาพรวมพร้อมๆกับผมได้

“ถ้าผมรู้ ผมคงไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้”   

แน่นอนว่าคงไม่มีใครเอ่ยประโยคนี้หลังจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งๆที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพียงแค่ได้ “รู้” เท่านั้นเอง ...สิ่งที่เป็นเงื่อนไขของความผิดพลาดนั้นคือ “การได้รู้” หากรู้ก็คงไม่เกิดการเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นครั้งที่สอง

ดังนั้น “บทเรียน”ที่ได้รับในครั้งนี้ ก็คือ ข้อมูล (Data) และข่าวสาร (Information)ที่ผ่านการปฏิบัติด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ผ่านการสังเกต การเก็บข้อมูลของตนเอง บันทึกไว้ในสมองส่วนความจำและเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ความรู้ที่ถูกเก็บไว้นั้น จึงจะถูกนำมาใช้จัดการกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า

ปัญหาก็อยู่ที่ว่า คนเรามักเก็บสิ่งที่รู้ไว้มิดชิดเกินกว่าจะนำมาถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น นับว่าเป็นการสูญเสีย “งบดุล” ทางชีวิตและสังคมอย่างมาก หากเราและคนรอบข้างจะผิดพลาดในสิ่งเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ได้นำเอาความรู้ที่ตกผลึก หรือที่เรียกว่า “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge)  ที่อยู่ในตัวตนนั้นมาใช้ประโยชน์

แล้วจะทำอย่างไรละ?? การที่จะนำความรู้ฝังลึกนั้นได้ถูกนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เผื่อแผ่ผ่านประสบการณ์ของเรา หรือเจ้าของความรู้

ตรงนี้เองเป็นที่มาของ “การถอดบทเรียน"

 

 จากที่มาของการถอดบทเรียนที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ และในทัศนะผมมองว่า “วิธีวิทยาการถอดบทเรียน” จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของนักพัฒนา,คนทำงาน ปัญหาใหม่ๆ ก็ยิ่งจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ กระบวนการแก้ไขปัญหาที่เคยสำเร็จในอดีตกลับใช้ไม่ได้กับปัญหาลักษณะเดียวกันในเวลาที่ผ่านไป หลายครั้งเราได้เจอกับปรากฏการณ์แบบนี้ แต่เรากลับไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก เรายินยอมที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่ข้างหน้าแบบไม่ค่อยมั่นใจในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่

“บทเรียน”ที่ได้จากการสรุป เรียบเรียงย่อมเป็นข้อมูลตั้งต้นที่ดีสำหรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล  “การถอดบทเรียน”  เป็นกระบวนการหนึ่งที่อยู่ภายใต้ “การจัดการความรู้” (Knowledge management )ดังนั้นความรู้ที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบสามารถนำไปใช้ได้ ก็หมายถึงเราก็ได้บทเรียนพร้อมใช้ไปด้วย ความรู้และบทเรียน คือสิ่งเดียวกัน  เราทราบกันดีว่าความรู้มีสองชนิด ความรู้ภายนอก(Explicit knowledge)ที่เป็นความรู้หาได้จากตำรา ทฤษฏี งานเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ พร้อมใช้ได้ในทันที การจัดการความรู้ประเภทนี้ไม่ค่อยท้าทายความสามารถเท่าไหร่ครับ แต่ความรู้ประเภทหลังที่ผมจะพูดถึงนี่สิครับ ท้าทายมาก สำหรับนักถอดบทเรียน นักจัดการความรู้ ความรู้ที่บอกว่าท้าทายนั่นก็คือคือ “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge) ครับ ...ยากมากสำหรับการดึงความรู้เหล่านี้ออกมา ดังนั้นนักถอดบทเรียนไม่ได้มีทักษะแกร่งศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีศิลปะด้วย แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี??

ผมได้เรียบเรียงเรื่องราวของการถอดบทเรียนผ่านประสบการณ์ของผมที่เคยทำงานวิจัยในพื้นที่ รวมไปถึงบทบาทผู้เอื้ออำนวยกระบวนการ หรือ  Facilitator ให้กับหน่วยงานองค์กร มีประสบการณ์ที่สั่งสมมาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ผมพอที่จะเข้าใจ ศาสตร์และศิลปะของการถอดบทเรียนในระดับที่ได้ข้อมูลมาใช้งานต่อได้ ซึ่งผมก็คิดว่า วิธีวิทยาก็คงต้องปรับกระบวนท่ากันไปเรื่อยๆตามการเปลี่ยนบริบทของสังคมที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นำมาเขียนเรียบเรียงสไตล์นอกกรอบ ให้อ่านกันง่ายๆ เรียนรู้ผ่านวิธีการที่ผมเคยใช้

อยากทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า หนังสือที่ผมเขียนเล่มนี้ประกอบด้วยบทความที่ผมเขียนใน Blog และมีการรวบรวมเพื่อประโยชน์ในการคิดต่อเนื่อง หมายถึงเติมเต็มประสบการณ์ของผมจากประสบการณ์ที่ทุกท่านมีอยู่ บางครั้งการเรียงเนื้อหาอาจจะไม่ต่อเนื่อง แต่ด้วยประสบการณ์ของผู้อ่านที่ทำงานในพื้นที่ หรือทำงานที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถคิดในภาพรวมพร้อมๆกับผมได้

การทำงานโดยเฉพาะการถอดบทเรียน หัวใจสำคัญคือ “ตัวผู้ถอดบทเรียน” สำคัญมากครับ เพราะความพร้อม(ที่สมบูรณ์ของนักถอดบทเรียน) จะเป็นคุณสมบัติที่ดี แม้ว่าเราจะมีวิธีวิทยาดีขนาดไหน ตรงนั้นอาจไม่สำคัญเท่ากับตัวผู้ถอดบทเรียน

เรื่องราวการถอดบทเรียนในงานต่างๆของผมเลยกลายเป็นเรื่องราวคนทำอะไรนอกกรอบอยู่เสมอๆ แต่อยู่บนพื้นฐานของความสุข ผ่อนคลาย และความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายครับ ดังนั้นผลของบทเรียนที่ได้ ก็เป็นบทเรียนที่เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของ ผู้ถอดบทเรียน และ กลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ผมขอให้กำลังใจคนทำงานทุกท่านครับ...การเป็นบุคคลที่สนใจเรียนรู้ตลอดเวลานั้น ทำให้เรามีความเป็นตัวของตัวเองที่มีเสน่ห์ เรียนรู้ทั้งตัวเอง และคนรอบข้างอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้งานถอดบทเรียนของเรา รวมถึงการพัฒนาตัวเองประสบความสำเร็จไปด้วย

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้วางขายครับ แต่มีผู้ให้การสนับสนุนการจัดพิมพ์ ก็คือ Gotoknow.org ...ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคงจะไม่มากหากหนังสือไม่ได้ถูกอ่านและนำไปใช้ประโยชน์ในการคิดต่อยอด หรือนำไปประยุกต์ใช้ตามเจตนารมณ์ของผู้เขียน

สามารถขอรับหนังสือเล่มจริงอยู่มีอยู่ที่ผมส่วนหนึ่ง หรือหากจะสะดวกในการดาวน์โหลด file สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือในรูปแบบ pdf ได้เลยครับ 

                                                 

                    ถอดบทเรียน ( นอกกรอบ )                                                  

เรื่องเล่าวิธีวิทยาถอดบทเรียนจากประสบการณ์การทำงาน

คำแนะนำ คลิ้กขวาบนรูปหนังสือ เลือก Save Target As... เพื่อดาวน์โหลดไฟล์หนังสือในรูปแบบ pdf  ซึ่งอ่านด้วย โปรแกรม Acrobat Reader

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ครับ ได้รับการสนับสนุนหลักโดย สสส. ภายใต้ชุดโครงการ Digital KM

Thai Health Promotion Foundation   The Knowledge Management Institute   Thailand Research Fund   Prince of Songkla University   Internet Thailand   UsableLabs Thailand

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ศาลายา,มหิดล

๑๑/๐๗/๕๓