กฎหมายเด็กท้อง เรียนได้

                                   กฎหมายเด็กท้อง  เรียนได้

           ไม่กี่วันมานี้  กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ "พระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์" ต่อรัฐมนตรีกระทรวงเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของทีมบริหารกระทรวง ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

           กฎหมายฉบับนี้ สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ผม  ว่ามีความเห็นเช่นไร ผมตอบว่า

           1.สาระที่ให้สอนเพศศึกษาแก่เด็ก  ผมเห็นด้วยและต้องสอนมานานแล้ว

           2.ห้ามนายจ้างขัดขวางการลาคลอด  ผมเห็นด้วยและต้องจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายด้วย  

           3.ถ้าหญิงตั้งครรภ์แล้ว ยังไม่พร้อมจะมีบุตรและช่วยตนเองไม่ได้ ให้หน่วยงานเข้าช่วย  ผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องพิจารณาอายุหญิงตั้งครรภ์  เหตุแห่งการตั้งครรภ์และการเข้าช่วยนั้น ช่วยเรื่องอะไร (ยังไม่มีรายละเอียดในกฎหมาย)

           4.ตั้งครรภ์ขณะเรียน  ให้เรียนได้ และเมื่อคลอดแล้วให้กลับมาเรียนได้

           ข้อ 4 นี้ล่ะครับ ที่สังคมกำลังสนใจและตั้งคำถามมาก  ผมจะเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง  ดังนี้

           -ที่ผ่านมา มีเด็กจำนวนมากตั้งครรภ์ขณะเรียนหนังสือ  ผลคือจำนวนหนึ่งไปทำแท้ง  จำนวนหนึ่งครูไล่ออก   จำนวนหนึ่งอับอาย หลบหายไปจากโรงเรียน จำนวนหนึ่งครูเข้าใจให้หยุดเรียนไปดูแลจนคลอด แล้วกลับมาเรียนต่อ

           จำได้ว่า เรื่องนี้สมัย ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาฯ เคยมีนโยบายห้ามไล่ออก แต่ให้หยุดไปดูแลตัวเองจนคลอด แล้วกลับมาเรียนต่อที่เดิมหรือจะเรียนต่อที่ใหม่ก็ได้ โดยทางโรงเรียนเดิมจะหาให้ 

            คราวนี้ ให้ออกเป็นกฎหมายบังคับโรงเรียนห้ามไล่ออก โดยหลักการที่ห้ามไล่ออกนั้น "ผมเห็นด้วย" 

           แต่การออกกฎหมายชัดเจนนั้น  ในแง่หนึ่งนั้น เหมือนส่งเสริมเด็กทางอ้อม เพราะท้องแล้วยังไงก็ได้เรียน  ถ้าเด็กอุ้มท้องด้วย เรียนด้วย ภาพห้องเรียนจะเป็นอย่างไร น่าคิดครับ

           ผมจึงจะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน "คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ"เร็วๆ นี้ด้วย เพื่อความรอบคอบและมีผลดีต่อสังคมโดยรวมต่อไป

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครูหยุย

คำสำคัญ (Tags)#เด็กท้อง ไล่ออก เพศศึกษา นายจ้าง

หมายเลขบันทึก: 373522, เขียน: 10 Jul 2010 @ 13:11 (), แก้ไข: 22 Jun 2012 @ 22:26 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 51, อ่าน: คลิก


ความเห็น (51)

ควรช่วยกันคิดและแก้เรื่องนี้ โดยร่วมกัน ไปพร้อมๆ กัน เมื่อความคิดมันทันกัน กฏหมายจะออกอย่างไรหรือไม่ออกก็ไม่เป็นไร ผมคิดอย่างนี้ครับอาจารย์

คุณเพชรครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนครับ เรื่องนี้มีหลายส่วนต้องร่วมคิด เฉพาะราชการเองก็สามกระทรวงแล้ว ได้แก่สาธารณสุข ศึกษาและพัฒนาสังคมฯ รวมถึงองค์กรที่ทำงานด้านเด็กต่างๆ ด้วย ครับต้องร่วมด้วยช่วยคิดครับ

เขียนเมื่อ 

ขอกล่าว สวัสดี คะ ครูหยุย

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากนะคะ สำหรับการเตือนสติ สำหรับต้นแก้วคะ ต้นแก้วรูสึกว่ามันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากคะ แต่เมื่อต้นแก้วได้ทำมีความสุขมากคะ เพราะการศึกษาในระดับนี้คะที่ทำให้เจอประสบการณ์ดี-ดีแบบนี้ แต่ต้นแก้วไม่เกร็งนะคะ ต้นแก้วรู้แต่ว่าต้นแก้วต้องทำให้ได้ วันแรกต้นแก้วเดินเข้าไป ยังไม่ใครรู้จักใครนะคะ แต่มีเด็กคนนึง พูดว่า หวัดดีคะครูข๋า ท่าทางแก่นๆ ต้นแก้วก็รับไหว้เขาอย่างมีความสุขคะ พอได้เจอเด็กนักเรียน ป.4 เป็นวิชาประวัติศาสตร์ พวกเขาตื่นเต้น ยิ้มแย้ม นั่นคือการต้อนรับที่เด็กๆๆมีให้คะ ต้นแก้วจึงแนะนำตัวเอง พูดคุยเพื่อทำความรู้สึกคุ้นเคย รู้จักเด็กทุกคนด้วยความรู้สึกดี ภายในห้องมีแต่เสียงหัวเราะ เด็กบอกว่าแนะนำตัวเสร็จขอร้องเพลงและแสดงตลก (นั่นคือสิ่งที่เด็กต้องการ) ไม่ขัดใจคะ ทุกคนจึงร่วมกิจกรรมด้วยเสียงหัวเราะ ยิ้มแย้ม แต่ทำให้เวลาที่เรามีความสุขผ่านไปรวดเร็วมาก สมควรแก่เวลาคะ ที่ต้องบอกลา ต้องชะงักเสียงหัวเรานั้นไว้ก่อน แต่ความรู้สึกในวันนี้จะติดกับความรู้สึกของต้นแก้วไปนานเลยคะ

ขอบคุณมากๆคะ

คุณต้นแก้วครับ เป็นความน่ายินดีมากที่เราพบประสบการณ์ที่ดีในวันแรก คงเพราะบุคคลิกของเรามีความอบอุ่นด้วย อัธยาศัยที่ดีและยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นประตูบานแรกที่เปิดรับมิตรภาพของเด็กๆ เข้ามาครับ

รักษาคุณสมบัติข้อนี้ของเราไว้ให้คงที่ตลอดไปนะครับ ขอให้มีความสุขกับชีวิตครู เป็นครูที่ดีของเด็กๆ ตลอดไปนะครับ

เขียนเมื่อ 

เจริญพร คุณครูวัลลภ(ครูหยุย)

ขออนุโมทนาในสิ่งที่คุณครูกำลังทำ ที่ผ่านมาในสังคมไทยของเรา แม้จะมีการกล่าวว่ามีพระพุทธศาสนา มีศาสนาเป็นรากฐาน ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเมตตา แต่พอลูกหลานของเราเผลอพลาดพรั้ง แทนความเห็นใจ ให้อภัย และโอกาส หลายครั้งเราได้ร่วมกันประณาม ลงโทษ จนลูกหลานของเราส่วนหนึ่งไม่อาจอยู่ร่วมกับเราในสังคมนี้ได้อย่างปกติสุข อาตมาหวังใจว่านอกจากคำสอนในพระพุทธศาสนาแล้ว กฏหมายน่าจะเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่จะนำมาช่วยเยียวยา เสริมความสุขให้กับสังคมเราได้

ขออนุโมทนาและเป็นกำำลังใจให้โยมอาจารย์ทำงานนี้ให้สำเร็จ ขอเจริญพร

พระอาจารย์สง่าครับ ขอบคุณสำหรับข้อคิดครับ จริงครับ งานพระศาสนากับหลักกฎหมายต้องร่วมเดินคู่ไปเพื่อช่วยเหลือลูกหลานไทยเราครับ

เขียนเมื่อ 

โดยหลักการที่ห้ามไล่ออกนั้น "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ไม่ควรกลัวว่าจะเป็น "การส่งเสริมเด็กทางอ้อม เพราะท้องแล้วยังไงก็ได้เรียน"

จากประสบการณ์ที่อยู่ กศน.ได้รับเด็กที่ท้องในช่วงวัยเรียนหลายรายมาเรียนต่อ กศน. และได้พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียบร้อยบางรายมีผลการเรียนดี ซึ่งขัดแย้งกับทัศนคติที่ตัวเองเคยมีมาก่อน ทำให้รู้สึกว่างาน กศน.ที่ทำอยู่ เป็นการจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับผู้ที่พลาดโอกาส

การห้ามไล่เด็กออกก็จะไม่เป็นการส่งเสริมเด็กทางอ้อมแน่นอน เพราะไม่มีเด็กคนไหนอยากท้องในวัยเรียน ถึงโรงเรียนจะอนุญาตก็ตามค่ะ  

งานเด็ก มันหนักมาก ครับ ดูแลตนเอง ด้วยครับ

ครูหยุย

ใยไหม
IP: xxx.246.192.55
เขียนเมื่อ 
  • ศว.พระนครศรีอยุธยา หน่อง ศรีเสาวลักษณ์ ... จากประสบการณ์ ที่อยู่ กศน.ได้รับเด็กที่ท้องในช่วงวัยเรียนหลายรายมาเรียนต่อ กศน. และได้พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียบร้อยบางรายมีผลการเรียนดี ...
  • เป็นเด็กเก่งในโรงเรียน แต่อ่อนต่อโลก
  • ทำอย่างไร เด็กจึงจะเข้าใจโลกในชีวิตจริง ... ??? "ไม่พ้อม ไม่มี"  
  • มี 2 เพศ ก็ยุ่งอยู่แล้ว ปัจจุบัน ยังมีการข้ามเพศ เพิ่มมาอีก ... โลกนี้ยุ่งจริงหนอ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ค่ะ เด็กอาจพลาดไปได้ ยิ่งหมดโอกาสทางการศึกษา เท่ากับยิ่งตัดโอกาสพลิกสถานการณ์ของเด็ก

มีนิทานเด็กมาฝากที่ดัดแปลงจากนิทานอีสปมาฝากด้วยค่ะ

เห็นด้วยอย่างแรงเลยครับ...

 

ครูหน่องครับ รับทราบความคิดไว้นะครับ เป็นข้อคิดที่ดี

ขอบคุณครับคุณศุภรักษ์ที่เป็นห่วง งานเด็กนั้นหนักและละเอียดอ่อนครับ แต่ก็มีความสุขครับเมื่อช่วยพวกเขาได้บ้าง

คุณใยไหมครับ ถูกครับเด็กเรียบร้อยมักอ่อนต่อโลก พลาดได้ง่าย การท่องคาถา "ไม่พร้อม ไม่มี " ใช้ได้ในระดับหนึ่งครับ

เขียนเมื่อ 
  • เห็นด้วยครับ
  • แต่ต้องศึกษารายละเอียดอย่างว่า
  • ไม่มีใครเกินเรียน
  • เอาภาพมายืนยัน
  • ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

คุณณัฐรดาครับ แวะไปอ่านนิทานอิสปแล้วครับ น่ารักดี หากรวมเล่ม เด็กๆ จะได้ประโยชน์มาก สำหรับความคิดเห็นเรื่องเด็กท้องนั้น รับไว้รวมในข้อคิดเห็นนะครับ

ดร.ภิญโญ ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ เห็นด้วยอย่างแรงคงไม่พอนะครับ วันไหนมีการถกประเด็นในรายละเอียดเรื่องนี้ ต้องขออนุญาตเชิญชวนร่วมให้ความเห็นด้วยนะครับ

ขจิตครับ โดยหลักการแล้ว ผมว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ เพียงแต่ในรายละเอียดนั้นแหละ ที่จะเป็นปัญหามาก

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ มาอีกครั้ง

เพราะนึกได้ถึงตอนเรียนที่เชียงใหม่ค่ะ เห็นรุ่นพี่คนหนึ่ง เรียนปีสุดท้ายแล้ว เธอท้อง แต่เธอยังไปเรียนตามปกติ

ประทับใจเธอค่ะ ที่เธอกล้าหาญ ไม่ทำร้ายลูกเพียงเพราะความอับอาย

ประทับใจเพื่อนๆของเธอค่ะ ไม่เคยปล่อยให้เธอเดินเดี่ยวเลย คอยล้อมหน้าล้อมหลัง หยิบโน่นส่งนี่ให้ และคงคอยป้องกันเวลาได้ยินเสียงครหาด้วย

ประทับใจอาจารย์ ที่เป็นกำลังใจให้เธอค่ะ

แต่สถานการณ์ของเด็ก อาจต่างกับผู้ใหญ่มากก็ได้นะคะ

แว๊บไปปั่นงานต่อแล้วค่ะ

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เด็กที่ผิดพลาดไม่ใช่อาชญากร ....สังคมจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นถ้าหากเรารู้จักการให้ใจซึ่งกันและกัน ผมว่าผู้ปกครอง เด็กและญาติ ๆ เขาก็มีความทุกข์พออยู่แล้ว ให้โอกาสเด็กอยู่ในสังคมได้อย่างปกติเถอะนะครับ... นี่ไม่ใช่เรื่องการชี้ช่องทางให้เด็กมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร... แต่เป็นการให้โอกาสครับ.. ผมสนับสนุนเต็มที่

คุณณัฐรดาครับ ผมเข้าใจเช่นเดียวกับคุณณัฐรดาว่า หากเป็นระดับมหาวิทยาลัยน่าจะปัญหาน้อย แต่หากเป็นระดับมัธยมต้น ภาพจะเป็นอย่างไร ผมไม่กล้านึก ทั้งๆ ที่หลักการนี้ผมเห็นด้วยมานานแล้วครับกับการให้โอกาส

คุณศุภัชณัฎฐ์ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยทมเยียนครับ การให้โอกาสแก่เด็กๆ เป็นสิ่งถูกต้องครับ เพียงแต่อยู่ที่วิธีการให้โอกาสนั้น จะใช้วิธีแยบยลอย่างไร ตรงนี้ครับคือประเด็นที่ต้องร่วมกันขบคิดอย่างมาก

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์

ทั้งสี่ข้อหนูเห็นด้วยทุกประการ

แต่ต้องรอบคอบหรือมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ละฝ่ายต้องมีทักษะทัศนคติที่ดีในเรื่องนี้ด้วยนะคะ

หนูคิดเอาเองว่าถ้าผ่านไปได้น่าจะพิจารณาเป็นรายๆไปค่ะ

เป็นแนวคิดในการให้โอกาสด้านการศึกษาหรือเปล่าคะซึ่งคิดว่าน่าจะ ควรจะต้องครอบคลุมเรื่องนี้ด้วย

กราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งที่มาเล่าเรื่องราวดีดี จะคอยติดตามต่อไปนะคะ

ขอบพระคุณค่ะ

คุณบุญนาคครับ หลักการทั้งสี่ข้อนี้ ผมก็เห็นด้วยในหลักการครับ แต่ยังมีปัญหาในรายละเอียดที่ต้องคุยกันให้ชัดว่า จะทำอย่างไร

เขียนเมื่อ 

ใช่ค่ะเห็นด้วยกับครูหยุย แต่ผู้ปฏิบัติในโรงเรียนจะทนกับเสียงรอบข้าง ชุมชนได้เพียงไร เพราะผู้ปกครองเด็กกลุ่มหนึ่งต้องมาถามแน่ๆ และจะย้ายเด็กดีออกไปเลยค่ะ..สงสารโรงเรียนที่มีเด็กยากจน ขาดความอบอุ่น และถูกเลือกจากโรงเรียนดังแล้วค่ะท่าน..และเด็กมีสภาพแบบนี้ประจำ..หาทางออกที่ไปกันได้ด้วยค่ะ..ฝากท่านค่ะ

ประเด็นคุณ rinda ครับยน่าคิดมากครับกับเสียงรอบข้าง ผู้บริหารต้องทำงาน เรื่องทำความเข้าใจกับชุมชน อย่างมากเลยครับ คงต้องพิจารณาในรายละเอียดให้รอบคอบครับ

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับความคิดเห็นครับ

นมัสการหลวงพี่อนุวัฒน์ครับ โดยหลักการนั้นเข้าใจว่าทุกฝ่ายเข้าใจและรับได้ครับ แต่คงดูในรายละเอียดครับ นั่นคือสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างมากต่อไป

เขียนเมื่อ 

ตรรกะ เป็นตัวตัดสินความหมายของคำตัดสินที่กระทรวงตอบรับ..

ขอบคุณมากนะครับ..

ขอบคุณครับคุณราชิต สำคัญคือผมตีโจทย์ภาพและข้อความที่ส่งมานั้นไม่แตกครับ

เขียนเมื่อ 

http://gotoknow.org/blog/kanderntang/374473

ในฐานนะที่เป็นครูนะครับ บางครั้งก็ลำบากใจ เพราะว่า ครูทุกคน ก็เห็นต่างกันไป บางคนแรง บางคนไม่ใส่ใจ บางคนเข้าใจเห็นใจ นี่คือสภาพความจริง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ปัญหาที่พบเจอก็มากมายที่เกี่ยวกับเด็ก บางทีเราเจาะไปลึกๆ พบอะไรอีกมากมาย ที่เราเองต้องตามแก้ แก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ว่าสภาพครอบครัว ชุมชน เพื่อน แฟน หรือแม้แต่ครูเองก็ตามที่ทำให้เด็กมีปัญหา โรงเรียนในชนบท ก็ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหาเหมือนโรงเรียนในเมือง เพราะสื่อต่างๆถึงกัน รวดเร็ว ทำให้ปัญหายิ่งลามอย่างรวดเร็ว อยาฝากด้วยครับว่า จะออกกฎหมายอะไรก็ตาม ควรศึกษาปัญหาให้ถ่องแท้ก่อน มิฉะนั้น แทนที่จะแก้ปัญหา กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาเพิ่มครับ

 

ครูเสือครับ ผลจากการทักท้วงของหลายฝ่ายในเวลาที่ผ่านมา ทางสาธารณะสุขตกลงให้มีการทำประชาพิจารณ์แล้วครับ โดยเฉพาะคนที่ต้องรับภาระหนักมากคือ ครู ควรแสดงความคิดเห็นมากหน่อยนะตรับ

ขอบคุณครับหมอเต็ม จะได้รอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ มากขึ้นครับ

เขียนเมื่อ 

ขอสวัสดีครับคุณครูวัลลภ....ด้วยความเคารพ

....

(กระผมเรียกครู เพราะคำวว่าครูคือคุรุที่สอนใจคน...)

คนเรามีโอกาสผิดผลาดได้ มีโอกาสทำดีได้ และเมื่อมีความผิดผลาด สิ่งที่เราสอนเด็กอยู่ขอให้ทำความดี เราต้องยึดหลักการสอนมนุษย์ สอนคนให้ความดี ไม่ว่าคุณจะผิดผลาดอย่างไร คำว่าความดี จะช่วยให้คนที่ผิดผลาดมีโอกาสในการเรียนรู้และค้นหาทางออกให้กับตัวเองได้ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะให้เด็กได้มีโอกาสทางการศึกษา สิ่งที่ออกกฎหมายเรื่องการอนุญาตให้เด็กที่มีครรถ์ ได้เรียนศึกษาต่อ คือการส่งเสริมให้เด็กได้ทำความดี เหมือนสิ่งที่ครูได้สอนคนให้ทำความดี ถ้าเราไม่ส่งเสริมให้คนทำความดี แล้วหัวใจของการสอนว่าให้คนทำความดี เราจะสอนให้เด็กรู้ไปทำไม .....

...

มนุษย์กับการเปลี่ยนแปลงทางโลก มีปัญหามาอย่างสืบเนื่อง ความดี ที่เป็นปัญญาทิพย์นี้ จะช่วยให้เด็กได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เด็กทุกคนในโลกนี้ ไม่มีใครอยากท้อง แน่นอนว่า มีโอกาสผิดผลาด แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาส เท่ากับเรากำลังทำลายฐานการเป็นมนุษย์ และฐานที่สำคัญคือ เรื่องสอนเด็กให้ทำความดี ถ้าเราคิดในสถานะความเป็นพ่อ แม่ ลูกตนเองท้องแล้ว จะให้ลูกไปทำลายตัวองละหรือ .....

...

การให้โอกาสคนทำความดี จึงเป็นการแสดงออกของคำสอนดังกล่าว แสดงออกด้วยใจที่ประสงค์ให้คนทำความดี ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนเลว คนชั่ว คนไม่ดี แต่เมื่อฐานของสังคมได้มีจิตใจที่ประกอบด้วยความดี พลังแห่งความดีงาม จะสามารถอยู่เหนือความไม่ดีได้ เพราะ ไม่มีพลังอำนาจศรัตราวุธ อาวุธชนิดใดในโลกหล้า ที่จะสามารถชนะพลังแห่งความดีงามได้ กระผมเชื่อเช่นนั้น

.....

ต่อคำถามที่ว่า และจะไปส่งเสริมให้เด็กท้องก่อนเรียนหรือไม่ ปัญหานี้มีนผูกพันธ์กันทั้งระบบ เช่น การแสดงออกของละครทีวี การแสดงออกของการแสดง การแสดงออกของสิ่งที่เป็นของปลอม นี้ก็เป็นปัญหาเริ่มต้น เพราะใจของเด็กได้รับอัทธิพลกำหนดเช่นนั้น การแต่งเนื้อแต่งตัว นุ่งกางเกงขาสั้น แฟชั่นนิยมที่กำลังแผ่ขยาย และที่สำคัญคือแฟชั่นที่ทำลายจิตสำนึก เช่น อาการแสดงออกของการเข้นฆ่า อาการแสดงออกของความอิจฉาริษยา อาการแสดงออกของการยึดครอง ซึ่งจิตเดิมแต่แรกเกิดของมนุษย์นี้ ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย หากเราพาเด็กไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่มีเรื่องการกำหนดอิทธิพลดังกล่าว จิตเด็กจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง นี่คือจุดเริ่มต้น ทีเป็นความจริงอย่างยิ่ง แต่เราก็ปฎิเสธว่า ต้องวิ่งตามโลกให้ทัน เมื่อมีจุดเริ่มต้น คุรุ ครู ก็มีหน้าที่ในการเดินทางหาจุดเริ่มต้น เพื่อให้เขาไม่หลงลืมหน้าที่ภาระรับผิดชอบ ให้เขาเกิดความสำนึกต่อการมีหน้าที่ หน้าที่ในวัยเรียน หน้าที่เด็ก ซึ่งมิใช่หน้าที่ในการเป็นพ่อ แม่ ที่เดินผิดทาง ซึ่งทุกปัญหาเป็นองค์ประกอบเดียวกัน เด็กทุกคนรู้โดยธรรมชาติในความเป็นมนุษย์ ว่าตนเองมีหน้าที่อันใด แต่กระบวนการอิทธิพลกำหนด ได้เข้ามาแบ่งแยกสภาวะจิตที่สวยงาม ได้ทำลายฐานรากในความเป็นเด็กในสถานะมนุษย์อย่างราบคาบ

....

กระผมไม่เชื่อว่าการออกกฎหมาย จะส่งเสริมให้เด็กท้องก่อนเรียนมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะมนุษย์มีการถูกครอบงำทางความคิด อิทธิพลกำหนด นั้นคือต้นเหตุ แต่สิ่งที่คุรุ ครู ได้ร่วมกันสร้าง คือการสร้างความดี การให้เด็กได้มีโอกาสทำความดี การศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาที่ช่วยทำให้ใจมนุษย์มีความสำนึกต่อความดี สิ่งที่ทำนี้ เป็นโอกาสส่งเสริมให้มนุษย์ทำความดี และความตระหนักรู้จะเกิดขึ้นกับจิตเดิมของมนุษย์ ด้วยความดี ด้วยการให้โอกาสของสังคมด้วยการให้คนทำความดีอย่างแท้จริง ...

...

กระผมขอแสดงความคิดเห็นอีกหนึ่งเสียงครับคุณครู ซึ่งก็อาจจะไม่ตรงกับความคิดของท่านผู้มีเกียรติท่านอื่น กระผมขออภัยด้วยครับ และเชื่อว่า ความคิดเห็นที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีประโยขน์อย่างแท้จริง เพราะการแก้ปัญหา คือการแก้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงขอเสนอแนวความคิดให้ร่วมพิจารณา ก็อยากจะสื่อสารมากกว่านี้ถึงรากของต้นไม้ที่ถูกทำลายจนเน่าเสีย แต่ก็เกรงว่าจะมากเกินเนื้อหาขอรับ

ด้วยความเคารพ

เนิ่ม ชมภูศรี

คุณเนิ่มครับ เป็นเหตุเป็นผลดีมากเลยครับ หลายคนที่ได้อ่าน คงได้นำไปครุ่นคิดพิจารณากันต่อไปครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

  • ตอนแรกที่ได้ยินว่ามีกฎหมายข้อนี้ด้วยรู้สึกมันแปลก ๆ เพราะเหมือนเป็นการส่งเสริม พอได้อ่านก็เข้าใจอีกมุมหนึ่งสำหรับเด็กที่ผิดพลาดไปแล้วจะไม่แก้ป้ญหาด้วยวิธีที่ผิด แต่ก็อยากให้เพิ่มเติมส่วนหนึ่งในการศึกษา ที่ไม่ได้เป็นแค่ในโรงเรียนที่สอนแบบไม่ได้ทำให้เด็กเข้าใจและตระหนักซักเท่าไหร่ (จากที่เคยผ่านชีวิตวัยรุ่นมาแล้ว) น่าจะเป็นสังคม และครอบครัวที่เปิดใจที่จะสอนเด็กอย่างตรงไปตรงมา ปัจจุบันมักจะมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสกปรก ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย
  • ควรจะสอนเด็กในเรื่องของการทำแท้งอย่างชัดเจน ว่าคือการฆ่ามนุษย์คนนึง
  • ชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบของการเป็นแม่

ขอเป็นกำลังใจให้ครูหยุยนะคะ

คุณกีรติ์พรครับ แต่ละประเด็นชัดเจนมากเลยครับ ผมคงต้องนำไปขยายหรือต่อยอดความคิดนะครับ

เขียนเมื่อ 

ตรงใจกับเรื่องที่กำลังรับผิดชอบดูแล เรื่องหลักสูตรเพศศึกษาในสถานศึกษา กำลังทดลองใช้รูปแบบการสอนในโรงเรียนขยายโอกาศและโรงเรียนมัธยม โดยการสนับสนุนจาก ม.รภ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับPATH

ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังคิดแก้ปัญหาเพื่อเยาวชนขณะนี้ หวังดีทุกท่าน แต่สิ่งที่ต้องทำคู่ขนานกันไป คือความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่ต้องจริงใจ และเคร่งครัดในการปฏิบัติตามหน้าที่ ที่สำคัญคือ สื่อทุกชนิด สถานบันเทิง และเจ้าหน้าที่รักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือง ต้องได้รับโทษที่ปล่อยปะละเลยให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นจนบั่นทอนสวัสดิภาพสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณี ทำให้คนขาดคุณธรรม พวกเราพยายามทำกันทุกอย่าง แต่คนเหล่านั้น แสวงหาประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาอันจะเกิดกับเยาวชน หลักสูตรเพศศึกษา จึงต้องพัฒนาด้วยกิจกรรมที่ช่วยสร้างให้เด็กๆมีภูมิต้านทานทางสังคม รู้จักเลือกใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ให้สามารถแสวงหาความสุขให้ตนเองได้อย่างเหมาะสมแก่วัยและถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณี กล้าและมีสติที่จะเผชิญกับสิ่งยั่วยุจากสื่อ และให้สามารถดูแลตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามวิถีไทย ขอบคุณครับครูหยุยที่ ช่วยนำทางสู่การพัฒนาเยาวชนที่ถาวร พร้อมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการสร้างสรรค์

คุณทศพลครับ การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนสำคัญมาก แต่สอนยากมาก การที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ จึงท้าทาย ผมเคยช่วยหลือกรณีครูโรงเรียนสวนกุหลายที่สอนเพศศึกษาจนสังคมเข้าใจผิด เป็นข่าวครึกโครมขึ้นหน้าหนึ่ง ทั้งที่เธอสอนดีมาก กว่าจะให้ข่าวจนสังคมเข้าใจ ใช้เวลาช่วยเธออยู่นานหลายวัน จึงดีใจครับที่มีการสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ส่วนกรณีสังคมนั้น ถูกครับที่เจข้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปล่อยปละละเลย เราจึงทำงานสู้กับความเลวร้ายทั้งหลายไม่ทัน แต่ยังไงก็ท้อไม่ได้ครับ

เขียนเมื่อ 

แวะมาทักทายค่ะ....สู้ๆนะคะครู

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า อนาคตของเด็กๆต้องให้ครูช่วยแล้วค่ะ

คุณศิรินญาครับ ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมเยียน เรื่องนี้คงต้องร่วมกันคิดให้รอบคอบในรายละเอียดครับ

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะ ครูหยุยP
  • ตามมาขอบพระคุณที่ให้เกียรติไปทักทายค่ะ
  • อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกถึง "ดาบสองคม"...  ในความผิดพลาดของเด็ก
    อาจมีทั้งอุบัติเหตุ  ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ตลอดจนปัญหานานาประการ...
  • ทุกวันนี้เด็กเรียนไม่จบหลักสูตรทราบว่ามีสถิติถึง  ๘ แสนคน  ฟังแล้วก็หดหู่ใจ
  • ...ครอบครัวที่มีปัญหาย่อมสร้างชีวิตที่มีปัญหาไม่รู้จบ...
  • หากทุกครอบครัวมีพื้นฐานทางศาสนา  และมั่นคงในพระรัตนตรัย  ปัญหาต่าง ๆ
    คงไม่เกิดขึ้นเช่นทุกวันนี้นะคะ
  • ขอบพระคุณสำหรับบันทึกที่มีคุณค่าทุกบ้นทึกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านค่ะ

 

คุณธรรมทิพย์ครับ คงเป็นเพราะเราตายใจมากไปว่า เราเป็นพุทธศาสนิกชนเกือบทั้งประเทศ จึงเฉยชินกับคำสอน ที่เรายังไม่เข้าใจและละเลยอยู่มาก ศาสนาจึงห่างครอบครัวมาก จนไม่มีฐานพอจะดูแลสั่งสอนลูกๆ ได้ดี

เขียนเมื่อ 

ครูหยุยค่ะ

ครูต้อยเคยเจอปัญหานี้ด้วยตนเองค่ะ

นักเรียนชั้นม.1 ครูต้อยเจอเธออีกครั้งได้พูดคุยกัน

และนับย้อนหลังอายุครรภ์ของเธอ

จึงทราบว่าเธอมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์

เธอตัดสินใจทิ้งการเรียน และพยายามหนีจากความเป็นจริง

ผู้ใหญ่ใจดีช่วยให้เธอมีชีวิตสู้ต่อไป

เธอบอกว่าจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ในวันนั้นได้ให้กำลังใจเธอ

และแนะนำให้เธอเรียนกศน.เวลานี้เธอเข้มแข็งขึ้น

ได้คิด สติกลับมา เธอยังมีโอกาสเติบโต

และเป็นแม่ที่ดีได้ค่ะ

ขอบคุณครูหยุยมากค่ะ

และขอเชียร์ให้ครูหยุยทำงานสำเร็จค่ะ

เพื่อผู้เยาว์ที่อ่อนแอ และหลงผิด

 

ครูต้อยติ่งครับ ขอบคุณมากครับ ผมว่าคนที่อับจนปัญญา โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ท้องนั้น จิตเขาเคว้งคว้าง กลัวก็กลัว ทุกข์ก็ทุกข์ จึงต้องการคนอย่างน้อยหนึ่งคนยืนเคียงข้างเขาครับ เมื่อรู้สึกมั่นคง สคิก็มา สติมาก็เริ่มสว่าง ทางออกก็พอจะแลเห็นได้

เขียนเมื่อ 

อย่างแรกเลยที่เห็นด้วยคือต้องไม่ไล่ออกค่ะ ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าเด็กที่มีปัญหา ไม่ว่าจะปัญหาอะไรก็ตาม แก้ไขได้

สิ่งที่สำคัญการให้โอกาส ให้เวลาและที่สำคัญที่สุดความรักความเข้าใจค่ะ เราเชื่อว่าความรัก(เมตตา)สามารถ

สร้างคน หรือแม้กระทั่งสร้างโลกได้ แต่ก็นั่นแหละในความเป็นจริง ในชีวิตครูเล็กคนหนึ่งที่เจ็บปวดหลายครั้งที่เห็น

เด็กที่เคยสอนถูกไล่ออก(ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม) แล้วไม่สามรถช่วยเด็กได้

ขอบคุณสำหรับความห็นของครูหลิวครับ มีประเด็นที่เป็นประโยชน์ จะได้นำไปไตร่ตรองเพิ่มขึ้นครับ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
IP: xxx.109.137.3
เขียนเมื่อ 

พ่อท่านโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศก เทศว่าการให้วัยรุ่นท้องในวัยเรียนเรียนร่วมกับวัยรุ่นที่เป็นแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่าไปเรียนร่วมกับวัยรุ่นท้องในวัยเรียน เพราะมันเป็นลูกของคนล้มเจ้าที่รับใช้ระบอบทักษิณ

น้ำหวาน
IP: xxx.230.244.166
เขียนเมื่อ 

ตั้งครรภ์แล้วเรียนได้แต่ พรุ่งนี้คุณครูให้มาราออกเพราะว่าหนูตั้งครรภ์ทั้งๆที่ท้องก็ไม่ออก



สสิ
IP: xxx.25.240.28
เขียนเมื่อ 

ลูกสาวเรียนอยู่ม.2เพิ่งโดนครูให้พักการเรียนเนื่องจากตั้งท้องคะ