กฎหมายเด็กท้อง เรียนได้
ไม่กี่วันมานี้ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมเสนอกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ "พระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์" ต่อรัฐมนตรีกระทรวงเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของทีมบริหารกระทรวง ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
กฎหมายฉบับนี้ สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ผม ว่ามีความเห็นเช่นไร ผมตอบว่า
1.สาระที่ให้สอนเพศศึกษาแก่เด็ก ผมเห็นด้วยและต้องสอนมานานแล้ว
2.ห้ามนายจ้างขัดขวางการลาคลอด ผมเห็นด้วยและต้องจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายด้วย
3.ถ้าหญิงตั้งครรภ์แล้ว ยังไม่พร้อมจะมีบุตรและช่วยตนเองไม่ได้ ให้หน่วยงานเข้าช่วย ผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ต้องพิจารณาอายุหญิงตั้งครรภ์ เหตุแห่งการตั้งครรภ์และการเข้าช่วยนั้น ช่วยเรื่องอะไร (ยังไม่มีรายละเอียดในกฎหมาย)
4.ตั้งครรภ์ขณะเรียน ให้เรียนได้ และเมื่อคลอดแล้วให้กลับมาเรียนได้
ข้อ 4 นี้ล่ะครับ ที่สังคมกำลังสนใจและตั้งคำถามมาก ผมจะเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ฟัง ดังนี้
-ที่ผ่านมา มีเด็กจำนวนมากตั้งครรภ์ขณะเรียนหนังสือ ผลคือจำนวนหนึ่งไปทำแท้ง จำนวนหนึ่งครูไล่ออก จำนวนหนึ่งอับอาย หลบหายไปจากโรงเรียน จำนวนหนึ่งครูเข้าใจให้หยุดเรียนไปดูแลจนคลอด แล้วกลับมาเรียนต่อ
จำได้ว่า เรื่องนี้สมัย ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาฯ เคยมีนโยบายห้ามไล่ออก แต่ให้หยุดไปดูแลตัวเองจนคลอด แล้วกลับมาเรียนต่อที่เดิมหรือจะเรียนต่อที่ใหม่ก็ได้ โดยทางโรงเรียนเดิมจะหาให้
คราวนี้ ให้ออกเป็นกฎหมายบังคับโรงเรียนห้ามไล่ออก โดยหลักการที่ห้ามไล่ออกนั้น "ผมเห็นด้วย"
แต่การออกกฎหมายชัดเจนนั้น ในแง่หนึ่งนั้น เหมือนส่งเสริมเด็กทางอ้อม เพราะท้องแล้วยังไงก็ได้เรียน ถ้าเด็กอุ้มท้องด้วย เรียนด้วย ภาพห้องเรียนจะเป็นอย่างไร น่าคิดครับ
ผมจึงจะนำเรื่องนี้เข้าหารือใน "คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ"เร็วๆ นี้ด้วย เพื่อความรอบคอบและมีผลดีต่อสังคมโดยรวมต่อไป

ควรช่วยกันคิดและแก้เรื่องนี้ โดยร่วมกัน ไปพร้อมๆ กัน เมื่อความคิดมันทันกัน กฏหมายจะออกอย่างไรหรือไม่ออกก็ไม่เป็นไร ผมคิดอย่างนี้ครับอาจารย์
คุณเพชรครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนครับ เรื่องนี้มีหลายส่วนต้องร่วมคิด เฉพาะราชการเองก็สามกระทรวงแล้ว ได้แก่สาธารณสุข ศึกษาและพัฒนาสังคมฯ รวมถึงองค์กรที่ทำงานด้านเด็กต่างๆ ด้วย ครับต้องร่วมด้วยช่วยคิดครับ
ขอกล่าว สวัสดี คะ ครูหยุย
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากนะคะ สำหรับการเตือนสติ สำหรับต้นแก้วคะ ต้นแก้วรูสึกว่ามันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากคะ แต่เมื่อต้นแก้วได้ทำมีความสุขมากคะ เพราะการศึกษาในระดับนี้คะที่ทำให้เจอประสบการณ์ดี-ดีแบบนี้ แต่ต้นแก้วไม่เกร็งนะคะ ต้นแก้วรู้แต่ว่าต้นแก้วต้องทำให้ได้ วันแรกต้นแก้วเดินเข้าไป ยังไม่ใครรู้จักใครนะคะ แต่มีเด็กคนนึง พูดว่า หวัดดีคะครูข๋า ท่าทางแก่นๆ ต้นแก้วก็รับไหว้เขาอย่างมีความสุขคะ พอได้เจอเด็กนักเรียน ป.4 เป็นวิชาประวัติศาสตร์ พวกเขาตื่นเต้น ยิ้มแย้ม นั่นคือการต้อนรับที่เด็กๆๆมีให้คะ ต้นแก้วจึงแนะนำตัวเอง พูดคุยเพื่อทำความรู้สึกคุ้นเคย รู้จักเด็กทุกคนด้วยความรู้สึกดี ภายในห้องมีแต่เสียงหัวเราะ เด็กบอกว่าแนะนำตัวเสร็จขอร้องเพลงและแสดงตลก (นั่นคือสิ่งที่เด็กต้องการ) ไม่ขัดใจคะ ทุกคนจึงร่วมกิจกรรมด้วยเสียงหัวเราะ ยิ้มแย้ม แต่ทำให้เวลาที่เรามีความสุขผ่านไปรวดเร็วมาก สมควรแก่เวลาคะ ที่ต้องบอกลา ต้องชะงักเสียงหัวเรานั้นไว้ก่อน แต่ความรู้สึกในวันนี้จะติดกับความรู้สึกของต้นแก้วไปนานเลยคะ
ขอบคุณมากๆคะ
คุณต้นแก้วครับ เป็นความน่ายินดีมากที่เราพบประสบการณ์ที่ดีในวันแรก คงเพราะบุคคลิกของเรามีความอบอุ่นด้วย อัธยาศัยที่ดีและยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นประตูบานแรกที่เปิดรับมิตรภาพของเด็กๆ เข้ามาครับ
รักษาคุณสมบัติข้อนี้ของเราไว้ให้คงที่ตลอดไปนะครับ ขอให้มีความสุขกับชีวิตครู เป็นครูที่ดีของเด็กๆ ตลอดไปนะครับ
เจริญพร คุณครูวัลลภ(ครูหยุย)
ขออนุโมทนาในสิ่งที่คุณครูกำลังทำ ที่ผ่านมาในสังคมไทยของเรา แม้จะมีการกล่าวว่ามีพระพุทธศาสนา มีศาสนาเป็นรากฐาน ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเมตตา แต่พอลูกหลานของเราเผลอพลาดพรั้ง แทนความเห็นใจ ให้อภัย และโอกาส หลายครั้งเราได้ร่วมกันประณาม ลงโทษ จนลูกหลานของเราส่วนหนึ่งไม่อาจอยู่ร่วมกับเราในสังคมนี้ได้อย่างปกติสุข อาตมาหวังใจว่านอกจากคำสอนในพระพุทธศาสนาแล้ว กฏหมายน่าจะเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่จะนำมาช่วยเยียวยา เสริมความสุขให้กับสังคมเราได้
ขออนุโมทนาและเป็นกำำลังใจให้โยมอาจารย์ทำงานนี้ให้สำเร็จ ขอเจริญพร
พระอาจารย์สง่าครับ ขอบคุณสำหรับข้อคิดครับ จริงครับ งานพระศาสนากับหลักกฎหมายต้องร่วมเดินคู่ไปเพื่อช่วยเหลือลูกหลานไทยเราครับ
โดยหลักการที่ห้ามไล่ออกนั้น "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ไม่ควรกลัวว่าจะเป็น "การส่งเสริมเด็กทางอ้อม เพราะท้องแล้วยังไงก็ได้เรียน"
จากประสบการณ์ที่อยู่ กศน.ได้รับเด็กที่ท้องในช่วงวัยเรียนหลายรายมาเรียนต่อ กศน. และได้พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กเรียบร้อยบางรายมีผลการเรียนดี ซึ่งขัดแย้งกับทัศนคติที่ตัวเองเคยมีมาก่อน ทำให้รู้สึกว่างาน กศน.ที่ทำอยู่ เป็นการจัดการศึกษาทางเลือกสำหรับผู้ที่พลาดโอกาส
การห้ามไล่เด็กออกก็จะไม่เป็นการส่งเสริมเด็กทางอ้อมแน่นอน เพราะไม่มีเด็กคนไหนอยากท้องในวัยเรียน ถึงโรงเรียนจะอนุญาตก็ตามค่ะ
งานเด็ก มันหนักมาก ครับ ดูแลตนเอง ด้วยครับ
ครูหยุย
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ค่ะ เด็กอาจพลาดไปได้ ยิ่งหมดโอกาสทางการศึกษา เท่ากับยิ่งตัดโอกาสพลิกสถานการณ์ของเด็ก
มีนิทานเด็กมาฝากที่ดัดแปลงจากนิทานอีสปมาฝากด้วยค่ะ
เห็นด้วยอย่างแรงเลยครับ...
ครูหน่องครับ รับทราบความคิดไว้นะครับ เป็นข้อคิดที่ดี
ขอบคุณครับคุณศุภรักษ์ที่เป็นห่วง งานเด็กนั้นหนักและละเอียดอ่อนครับ แต่ก็มีความสุขครับเมื่อช่วยพวกเขาได้บ้าง
คุณใยไหมครับ ถูกครับเด็กเรียบร้อยมักอ่อนต่อโลก พลาดได้ง่าย การท่องคาถา "ไม่พร้อม ไม่มี " ใช้ได้ในระดับหนึ่งครับ
คุณณัฐรดาครับ แวะไปอ่านนิทานอิสปแล้วครับ น่ารักดี หากรวมเล่ม เด็กๆ จะได้ประโยชน์มาก สำหรับความคิดเห็นเรื่องเด็กท้องนั้น รับไว้รวมในข้อคิดเห็นนะครับ
ดร.ภิญโญ ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ เห็นด้วยอย่างแรงคงไม่พอนะครับ วันไหนมีการถกประเด็นในรายละเอียดเรื่องนี้ ต้องขออนุญาตเชิญชวนร่วมให้ความเห็นด้วยนะครับ
ขจิตครับ โดยหลักการแล้ว ผมว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ เพียงแต่ในรายละเอียดนั้นแหละ ที่จะเป็นปัญหามาก
สวัสดีค่ะ มาอีกครั้ง
เพราะนึกได้ถึงตอนเรียนที่เชียงใหม่ค่ะ เห็นรุ่นพี่คนหนึ่ง เรียนปีสุดท้ายแล้ว เธอท้อง แต่เธอยังไปเรียนตามปกติ
ประทับใจเธอค่ะ ที่เธอกล้าหาญ ไม่ทำร้ายลูกเพียงเพราะความอับอาย
ประทับใจเพื่อนๆของเธอค่ะ ไม่เคยปล่อยให้เธอเดินเดี่ยวเลย คอยล้อมหน้าล้อมหลัง หยิบโน่นส่งนี่ให้ และคงคอยป้องกันเวลาได้ยินเสียงครหาด้วย
ประทับใจอาจารย์ ที่เป็นกำลังใจให้เธอค่ะ
แต่สถานการณ์ของเด็ก อาจต่างกับผู้ใหญ่มากก็ได้นะคะ
แว๊บไปปั่นงานต่อแล้วค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เด็กที่ผิดพลาดไม่ใช่อาชญากร ....สังคมจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นถ้าหากเรารู้จักการให้ใจซึ่งกันและกัน ผมว่าผู้ปกครอง เด็กและญาติ ๆ เขาก็มีความทุกข์พออยู่แล้ว ให้โอกาสเด็กอยู่ในสังคมได้อย่างปกติเถอะนะครับ... นี่ไม่ใช่เรื่องการชี้ช่องทางให้เด็กมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร... แต่เป็นการให้โอกาสครับ.. ผมสนับสนุนเต็มที่