เมื่อวาน (๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓) หลังจากที่ตอนกลางคืน ล้มตัวลงนอนพักสายตาแล้วหลับไป ลืมตาขึ้นมาไฟเปิดสว่าง ระลึกกับตนเองว่า

ยังไม่ได้เขียนจดหมายถึงครู และการบ้านที่ครูให้ไว้ก็ยังไม่ได้ตอบ แต่ใจไม่ได้บีบคั้น พอรู้ตัวว่ายังไม่ได้ทำจึงลงมือทำทันที

เขียนเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พิจารณา มองเหมือนเป็นเรื่องราวของคน ๆ หนึ่ง เหมือนไม่ได้คิดว่า เป็นเรื่องของตนเองค่ะครู ณ ตอนนี้ก็นึกย้อนซ้ำลงไปถึงผู้หญิงคนที่เมื่อวานนั่งเขียนจดหมายถึงครูฉบับเมื่อวานนี้ (จดหมายถึงครู ι ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ คำสอนครู "อย่าว่อกแว่ก เราเกิดมาตายเท่านั้น") รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่สิ่งที่เห็นคือความกังวล

อืม น่าจะเป็นการเฝ้าระวังมากกว่าคือ จะหันมองนาฬิกาที่มุมขวาของเครื่องเป็นระยะ ๆ พอมองเห็นตัวเลขของเวลา

จะแว๊บคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำ คิดถึงว่า

 “ต้องทำวัตร ต้องไปวิ่ง มีเวลาเหลือแค่ไหน”

เป็นสิ่งที่ใจตระหนัก สลับกับการเขียนจดหมาย และส่งการบ้านครู พอเขียนเสร็จฟ้าก็สว่าง เปลี่ยนชุดออกไปวิ่ง ที่หน้าหมู่บ้าน

“ฟ้าสว่างแล้ว”

เสียงแรกที่ดังขึ้นในใจ พร้อมกับรู้สึกได้ที่เท้าลงกระทบ วิ่ง ๆ ไป เรื่องที่ตกตะกอนในใจค่อย ๆ ฟุ้งขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่อง รถใหม่ มีความคิดว่า

“เอ......จะเปลี่ยนจากเกียร์ ธรรมดา เป็นเกียร์ออโต้ไหมนะ เพราะถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน แต่ถ้าเกียร์ ออโต้ รับได้เลยวันนี้ เพิ่มตังค์อีกประมาณสามสี่หมื่น พ่อจะว่าอะไรไหมนะ”

ขณะที่ความคิดนี้เกิดขึ้นมา ไม่รู้สึกถึงอะไร ลมหายใจก็หนักขึ้น

แล้วแว่วเสียงนกร้อง ก็ดังเข้ามาในการรับรู้ หลุดออกจากความคิด เหมือนเสียงนกเข้ามากระตุ้นสติ แล้วก็ระลึกว่า

“สวัสดีจ๊ะเสียงนก” คำว่าสวัสดีเหมือนกระตุ้นให้รู้ตัว รู้สิ่งที่เกิดขึ้น คล้ายกับคำที่ครูให้ไว้ว่า “ฉันคือ...................” ใจตอบสนองอย่างเดียวกัน

สวัสดีเสียงรถวิ่งผ่าน

สวัสดีความพอใจ

สวัสดีความเคลื่อนไหวของร่างกาย

สวัสดีลมหายใจ

แต่ดูเหมือนว่า คำว่า “สวัสดีจะมาโดยธรรมชาติ” (พอเขียนถึงตรงนี้รู้สึกได้ว่า อินเข้าไป และเห็นความอวดดีว่า “ฉันคิดได้ค่ะ” ตะกี้รู้สึกร้อนวูบในท้องน้อย คล้ายมีกรดสาดเข้าไป แล้วก็กลับมาที่ลมหายใจ)

คำตอบที่ให้ตนเองหลังจากการย้อนอ่านทบทวน เกิดขึ้นว่า "จะอะไรก็ได้แต่ต้องรู้ตัวค่ะครู"

พอวิ่งเสร็จได้คำตอบว่า

“สิ่งของที่ควรได้ จะมาเมื่อเวลาที่เหมาะสม อย่าไปดิ้นรนเลย สิ่งที่ใช่ เมื่อถึงเวลา เดี๋ยวก็มาเอง”

กลับมาถึงบ้านพัก รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เห็นดอกไม้เริ่มติดดอก แต่ก็ยังไม่บาน อาบน้ำแต่งตัว ครูโทรมาตอนเช้า ให้กำลังใจว่า

“เขียนได้ดี แต่ให้ตรวจสอบคำผิดด้วย มันผิดทุกบันทึกเลย รู้ไหมทำไมถึงให้แก้คำผิด”

นั่งลงเก้าอี้พิจารณาแล้วตอบครูอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า

“คนอ่านจะได้ไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาอ่านเจอคำผิด เพราะเวลาติ๋วอ่านแล้วเจอคำผิดก็จะรู้สึกติดเหมือนกัน”

สุดท้ายครูจึงบอกว่า

“มันคือ การภาวนา ก็แค่นั้นแหละ”  

“แล้วยังคิดว่าพี่ยังให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแพล็นเน็ตที่พี่สั่งไว้ไหม”

“ค่ะ”

“แล้วทำไม ไม่ทำ”

เห็นเสียงแย้งขึ้นมาในใจว่า “ยังไม่มีเวลา” เป็นเสียงแห่งตัวชั่วที่มันพยายามจะแก้ตัว แต่ไม่ได้เอ่ยออกไป ระงับไว้เพียงภายใน เพียงรับรู้อยู่ในตนเองค่ะครูว่า เสียงแห่งกิเลสภายใน ชัดขึ้น ๆ

รับปากครูแล้วก็วางสาย

 

เดินขึ้นบนบ้านพิจารณากับตนเอง การที่ครูโทรมา มีอะไรเกิดขึ้น

ใจรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น มีกำลังใจ ที่เหนียวแน่นขึ้น แต่ดูเหมือนมีอาการหลงเคลิ้ม แทรกเข้ามาด้วยค่ะ แต่งตัวเสร็จ ห่อข้าว หิ้วกระเป๋าออกไปทำงานเลย ระลึกได้กลางทางว่า “ยังไม่ได้ทำวัตรเช้าเลย” ใจพองจนขาดสติ

ตอนนั้นแทบจอดรถกลางทางเพื่อทำวัตรเช้า เพราะย้ำอยู่ภายในว่า

 “รู้ตัวปุ๊บ แก้ไขปั๊บเลย เป็นพัน ๆ ครั้งก็ต้องแก้ ยิ่งแก้ไขเยอะ ๆ ยิ่งดี”

แล้วมันก็พิจารณาต่อ กลางถนนเนี่ยประมาทนะ จึงขับรถไปเรื่อย ๆ ถึงหน้าที่ทำงาน นึกขึ้นได้ว่ามีหนังสือสวดมนต์ในรถ จึงหยิบขึ้นมาสวดทำวัตรเช้า แล้วค่อยลงจากรถเข้าที่ทำงาน

                วันนี้ตั้งใจกับตนเองในการทำงานคือ ส่งเอกสารจัดซื้อของในโครงการที่รับผิดชอบ ออกผลยาที่วิเคราะห์เสร็จ ตั๋วเครื่องบิน นั่งลงพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อ เพราะข้อตกลงจากที่ประชุมใหญ่ให้เร่งใช้เงิน ถ้าใช้ไม่ทันภายในสิ้นเดือนนี้จะถูกสอบสวน ใจรู้สึกขัดแย้งกับข้อกำหนด มีสองเสียงค่ะครู

“ใช้ ๆ เงินให้หมดตามเป้านั่นแหละ”

แต่ก็มองเห็นว่า “ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ใจวน ๆ คิด อยู่ ไม่เลิก” นั่งลงพิจารณาหายใจ หยิบหนังสือและสมุดบันทึกมามัดเป็นห่อ ๆ พร้อม ๆ กับการพิจารณากับการเคลื่อนไหวห่อของขวัญ ทำไปเรื่อย ๆ พิจารณาไปเรื่อย ๆ

                “จะซื้ออะไหล่มาเติมในราคา ๗๕๐๐๐ บาท บรรลุเป้าหมายที่วางไว้” เหตุผลความจำเป็นน้อยมาก ใช้น้อยมาก ๆ เพราะของที่มีไม่ตรงกับงานที่จะทำ เหมือนปรับแต่งรถเบ็นให้ใช้ขนข้าวเข้านาได้ยังไงอย่างนั้น แต่ถ้าไม่ทำอะไร รถเบ็นก็แค่จอดโชว์เอาผ้าคลุมไม่มีใครขับ

หรือ

ควรจะซื้อรถกะบะ มาใช้ให้ตรงกับงาน แต่อาจจะต้องรอจนถึงปีงบ ๕๕ เพราะเป็นครุภัณฑ์ แต่ใช้ของตรงกับงาน รถเบ็นที่มีก็จอดทิ้งไว้ก่อน สักวันอาจจะได้ใช้งาน

การสั่งของไม่ยาก แต่เหตุผลความจำเป็นทำให้ต้องพิจารณา เพราะคือ งบประมาณแผ่นดิน ไม่ปรารถนาใช้ตอบสนองกิเลสใคร เลือกที่จะเดินเคลื่อนไหว จดจ่อกับความคิด เหมือนสู้กับความชั่วภายในที่บีบคั้น ว่า

“ทำ ๆ ไปเถอะ ใคร ๆ ก็ทำ เร่งใช้เงิน แม้ของที่ซื้อมาจะยังไม่ได้ใช้ แต่ก็ไม่โดนสอบสวน”

 

“เอ....ทำไมถึงมีความคิดแบบนี้ เงินเหล่านี้เป็นภาษีประชาชน ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและประหยัดที่สุดมิใช่รึ”

คำตอบยังไม่ลงใจ ลงมาคุยกับงานพัสดุ สอบถามกระบวนการจัดซื้อ ทำให้รับทราบงบประมาณที่เหลือ แทบตกใจ ทั้งสำนักงานเงินงบประมาณเหลือแค่พันหกร้อยบาท จากหลาย ๆ ล้านในวันประชุม จึงสอบถามว่า

“เอ.....โครงการนี้ได้เงินมาหนึ่งแสนบาท ถ้าจะใช้ต้องทำอย่างไร”

ได้คำตอบว่า “เงินงบประมาณต้องเร่งใช้ ถ้าไม่พอ ค่อยจะให้ใช้เงินบำรุง”

                ใจหายแว๊บเลยค่ะ แสดงว่าของที่จะสั่งจะถูกดึงให้ไปใช้เงินในก้อนอื่น ที่เป็นเหมือนเงินเก็บ แต่งบประมาณตามโครงการคนอื่นใช้ไปหมดแล้ว งบประมาณหลายสิบล้านถูกละลายไปกับหลายอย่างที่เกิดประโยชน์น้อย จึงได้คำตอบให้ตนเองชัดเจนว่า

“ซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องตามกระแสดอก อะไรที่สามารถใช้ได้ก็ใช้ไปก่อน อย่างน้อยก็ไม่ใช่อีกคนหนึ่งที่ต้องเร่งใช้เงินทั้ง ๆที่ ยังไม่จำเป็น เก็บเงินที่เหลือไว้ให้คนที่ต้องการของจริง ๆใช้ ถ้าใช้เงินเกินจะไปเบียดเบียนในส่วนของโครงการอื่น ๆ จะผิดศีลข้อลักทรัพย์และข้อเบียดเบียนผู้อื่นได้” 

ได้คำตอบให้ตนเอง จึงวางใจแล้วก็ไปทำธุระต่อ ก่อนเที่ยงแวะไปเอาเอกสารให้พี่ที่บ้านแวะซื้อส้มตำในมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วก็เอาไปทานเที่ยง วันนี้ตั้งใจเลี้ยงข้าวพี่อ้อ เพราะบ่อย ๆ ที่ท่านเป็นคนเลี้ยง  เยอะเหมือนกันค่ะครู เห็นได้ชัดเจนว่า

“ซื้อกับข้าวตอนหิว”

ความหิวครอบงำการตัดสินใจ มากกว่าเหตุผลความจำเป็น

เพราะความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งในวันนี้คือ จะซ้อมทานข้าวมื้อเดียว แต่ก็มีเรื่องให้ขำกับความตั้งใจนี้ค่ะ เพราะเมื่อเช้าขณะไปถึงที่ทำงาน หนูหยิบห่อข้าวที่หุงมาออกจากกระเป๋าวางลงบนโต๊ะ มีความคิดขึ้นมาว่า

“ข้าวน่ากิน”

สองมือจับห่อข้าว บีบถุงแบ่งข้าวพอคำ พร้อม ๆ กับปากที่อ้าค้าง แล้วมีเสียงว่า

“เฮ้ย แกกำลังทำอะไร จะกินข้าวมื้อเดียวไม่ใช่เหรอ” 

เกิดอาการชะงักค่ะครู แล้วก็แฮะ ๆ ๆ ขำกับตนเอง ที่โดนตนเองจับได้ว่า เกือบทำผิดความตั้งใจ เรื่องข้าวมื้อเดียววันนี้โดนสอบอารมณ์ทั้งวัน เพราะพอนั่งลงทานกับพี่อ้อ มีทั้งส้มตำ คอหมูย่าง ไก่ย่าง แกงหน่อไม้ แต่เราทานกันแค่ ๒ คน เหลือเยอะ ห่อเก็บถ้าเป็นปกติ จะเก็บไว้กินเย็น แต่ก็เลือกที่จะเก็บไว้ก่อนค่ะ

บ่าย ๆ เย็น ๆ ลงมาติดต่องานที่ธุรการพี่ ๆ แกะตำเหมี่ยงกับข้าวเหนียว ได้โอกาสจึงเอากับข้าวที่เก็บไว้มาให้พี่ ๆ อาหารมันชวนมากเลยค่ะครู กลืนน้ำลายแล้ว กลืนน้ำลายอีก แต่ก็ข่มใจ อดทน ฮ่า ๆ เพราะก็ยังรู้สึกอยากกินค่ะ แต่ไม่กิน แต่ก็รู้สึกเบิกบานนะคะที่เห็นความหิวของตนเองชัดเจนค่ะ

 

                อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้วันนี้ก็คือ การรับตั๋วเครื่องบิน เหมือนได้โอกาสเรียนรู้มาจากครูบ้างแล้ว จากการไปรับตั๋วแทนครู พอเขายื่นมาให้ รู้สึกตื่นเต้นเพราะเห็นว่าไม่เคยทำของตนเอง ดูแค่วันที่เวลาบิน แต่ไม่ได้ดูใบเสร็จ จ่ายเงินเรียบร้อยหันหลังเดินขึ้นบันได จึงค่อยดึงใบเสร็จออกมาปรากฏว่า

"ใบเสร็จสองใบถูกรวบกัน ซึ่งควรจะแยกสำหรับครั้งนี้"

เห็นข้อผิดพลาด จึงกลับมาแต่คนส่งตั๋วกลับไปแล้ว จึงไปฝากพี่ที่ติดต่อให้เย็น ๆ เขาก็เอาใบเสร็จมาเปลี่ยนให้ จึงเอ่ยขอบพระคุณและขอโทษที่ทำให้ต้องมาสองรอบ ได้เรียนรู้ว่า

“ความตื่นเต้น บดบัง ปัญญา ทำให้ขาดความรอบครอบ”

แต่ก็โชคดีที่ได้โอกาสเรียนรู้แบบ จะ จะ เลยค่ะครู

พอจะเลิกงานมีอาการปวดหน่วงที่ท้องน้อย ส่งสัญญาณความเจ็บปวดของเพศหญิงรายเดือนมาแล้ว ครานี้มาด้วยอาการปวดหน่วง ล้าตลอดช่วงล่าง ได้เวลาสี่โมงเย็นลงไปตรวจสอบบัญชีเงินทดลองราชการ จนเลิกงาน ผลวิเคราะห์ที่ตั้งใจไว้ไม่เสร็จ แล้ววันนี้ก็มีตรวจเวรดึก หนูนั่งทำงานต่อ คุยกับหัวหน้าเกี่ยวกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบในการจัดประชุมหลังจากกลับจากกรุงเทพ ได้ความชัดเจนในงาน แต่ก็ไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมด

ประมาณหกโมงเย็นไปตรวจเวร แล้วก็หยิบนิตยสารซีเคร็ต (หันมาอ่านนิตรยสารนี้เพราะได้เริ่มอ่านจากที่ครูยื่นให้อ่านวันนั้นแหละค่ะ) ฉบับเก่าบนโต๊ะทำงาน ตั้งใจเอาไปวางไว้ที่สถานีขนส่งในจุดที่หนังสือหยิบอ่านฟรี พอเลี้ยวรถเข้าจอดที่ชานชลา เดินลงไปเอาหนังสือวางแล้วก็กลับ บางแว๊บก็รู้สึกเขิน พอเดินกลับมาที่รถหันไป ณ จุดที่เอาหนังสือไปวางเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินไปหยิบและยืนอ่านอย่างสนใจ รู้สึกดีค่ะครูอย่างน้อย ๆ ก็มีคนได้อ่านหนังสือดี ๆ สื่อดี ๆ เพิ่มมากขึ้น แล้วก็ขับรถกลับบ้าน

ระหว่างขับกลับเนี๊ย ที่ หอประชุมกาญจนาภิเษกมีงาน OTOP ใจแว๊บอยากเดินดู จึงขับเข้าเลนท์กลางอัตโนมัติ แล้วก็ชงักมีเสียงว่า

“เฮ้ย อย่าว่อกแว่ก เป็นเวลาออกกำลังกาย”

ยังไฟเขียวอยู่จึงขับตรงไปมุ่งสู่บ้าน จิตมันเร็วมาเลยค่ะครู

ถึงบ้านเปลี่ยนชุดมาวิ่งออกกำลังกาย เหงื่อออกแล้วรู้สึกผ่อนคลาย แม้ตลอดการวิ่งจะรู้สึกปวดท้องเป็นระยะ ๆ ไม่ค่อยสบายตัว เปิด G2K เข้าไม่ได้ ก็มานึกได้ว่า “เป็นช่วงเวลาการปรับปรุง” กลายเป็นว่ายุ่งอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวด

น้องชินจังแวะมาเล่นด้วย ไม่นานก็กลับไป แล้วหนูก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงตั่งตามลมหายใจกับความปวดท้องแล้วก็หลับไป

ตื่นขึ้นมาตีสองกว่า “เอาอีกแล้ว” เช้านี้ตื่นมาไฟสว่างทั่วบ้าน ปวดหน่วงที่ท้อง รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ แต่จดหมายถึงครูเมื่อวานก็ยังไม่ได้เขียน จัดการล้างหน้าอาบน้ำ ทำดีท๊อกด้วยหวังว่าช่วยขับพิษในร่างกาย แล้วก็มานั่งเขียนจดหมายถึงครูค่ะ

ดูเหมือนว่าภาพรวมยังไม่เต็มร้อย เจอโจทย์ที่ยากขึ้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีภายในดังขึ้นค่ะครู แต่ดูเหมือนว่า ทุกอย่าง ทุกเรื่องที่ผ่านมา ช่วยสอน ช่วยทดสอบ อย่างที่ครูชี้แนะ กราบขอบพระคุณค่ะครู